กอริลลาภูเขา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กอริลลาภูเขา[1]
Gorillas in Uganda-1, by Fiver Löcker.jpg
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Mammalia
อันดับ: Primates
วงศ์: Hominidae
สกุล: Gorilla
สปีชีส์: G.  beringei
ชนิดย่อย/noitalics: G.  b. beringei
Trinomial name
Gorilla beringei beringei
Matschie, 1903
Distibución gorilla.png
แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของกอริลลาชนิดต่าง ๆ (เฉพาะกอริลลาภูเขาคือส่วนที่เป็นสีน้ำเงิน)
ชื่อพ้อง[1]
  • Gorilla beringei mikenensis Lönnberg, 1917

กอริลลาภูเขา (อังกฤษ: Mountain gorilla[1]; ชื่อวิทยาศาสตร์: Gorilla beringei beringei) เป็นชนิดย่อยของกอริลลาตะวันออก (G. ฺberingei) ชนิดหนึ่ง

กอริลลาภูเขาเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นพบกระจายพันธุ์อยู่ในเขตเทือกเขาวีรูงกาในเขตแดน 3 ประเทศเท่านั้น คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, รวันดา และอูกันดา โดยแบ่งออกได้เป็นฝูงทั้งหมด 3 ฝูง ฝูงแรกมีชื่อเรียกว่า "วีรูงกา" มีจำนวนประมาณ 480 ตัว อาศัยอยู่ในเทือกเขาวีรูงกาและภูเขาไฟในอุทยานแห่งชาติทางตอนเหนือของรวันดา ในป่ามงตาน ซึ่งเป็นป่าไผ่ ในระดับความสูงจากน้ำทะเล 2,500–4,000 เมตร, ฝูงที่สองมีชื่อเรียกว่า "มจาฮิงจา" พบทางตอนใต้ของอูกันดา และ "บวินดี" พบในอุทยานแห่งชาติบวินดี ในอูกันดา อาศัยอยู่ในเทือกเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 1,500–2,300 เมตร มีประมาณ 400 ตัว[3] โดยถือเป็นสถานที่ ๆ มีชื่อเสียงที่พบได้มากที่สุดอีกด้วย[4] โดยจำนวนกอริลลาภูเขาในปัจจุบันในธรรมชาติมีประมาณ 880 ตัว[3]

กอริลลาภูเขา มีพฤติกรรมเหมือนกับกอริลลาชนิดอื่น ๆ คือ อาศัยอยู่เป็นครอบครัว ประกอบด้วยตัวผู้จ่าฝูงที่มีหลังขนหลังสีหงอกเทาหรือสีเงิน หรือที่เรียกว่า "หลังเงิน" (Silverback) ตัวเมียและลูก ๆ จัดเป็นกอริลลาที่มีขนาดใหญ่มากอีกชนิดหนึ่ง โดยเป็นกอริลลาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากกอริลลาที่ลุ่มตะวันออก (G. b. graueri) ซึ่งถือเป็นกอรริลาตะวันออกอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น[5] ตัวผู้ที่โตเต็มที่หนักได้ถึง 195 กิโลกรัม (430 ปอนด์) และสูงเมื่อยืนด้วยสองขาหลังประมาณ 150 เซนติเมตร (59 นิ้ว) และน้ำหนักในตัวเมีย 100 กิโลกรัม (220 ปอนด์) และสูงประมาณ 130 เซนติเมตร (51 นิ้ว)[6]ช่วงแขนที่วัดจากปลายนิ้วข้างหนึ่งถึงอีกข้างหนึ่งอาจยาวถึง 2 เมตร[7] อาศัยอยู่ในป่าดิบทึบและป่าเมฆที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,200–4,300 เมตร (7,200–14,100 ฟุต[8] [9]) ในพื้นที่ ๆ อุณหภูมิมีความหนาวเย็นประมาณ 10 องศาเซลเซียสและชื้นแฉะ[4]

กอริลลาภูเขา เป็นสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารหลัก โดยมีชนิดพืชที่กินได้หลากหลาย เมื่อกินแล้วจะถ่ายมูลซึ่งมีลักษณะคล้ายกับอุจจาระของมนุษย์ตามสุมทุมพุ่มไม้ต่าง ๆ หรีอบางครั้งอาจถ่ายทิ้งไว้ที่ระหว่างทาง มีพฤติกรรมย้ายที่หากินไปเรื่อย ๆ ไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน ตัวผู้ในวัยโตเต็มที่จะกินอาหารมากถึงวันละ 30 กิโลกรัม ขณะที่ในตัวเมีย 18 กิโลกรัม[4] ในฝูง ๆ หนึ่งประกอบไปด้วยตัวผู้ที่เป็นจ่าฝูง โดยมีตัวเมียประมาณ 3 ตัว และมีกอริลลาที่ยังไม่โตเต็มวัยซึ่งเป็นลูก ๆ อีกราว 3 ตัว ซึ่งแต่ละฝูงจะมีอาณาเขตเป็นของตัวเองชัดเจน โดยตัวผู้จ่าฝูงจะทำหน้าที่ปกป้องดูแลอาณาเขตของตัวเอง อีกทั้งยังมีพฤติกรรมคล้ายกับมนุษย์มาก กล่าวคือ จับคู่เพียงตัวเดียวตลอดชีวิต, มีการแข่งขันกันเองในหมู่พี่น้อง, ลูกตัวผู้มีการต่อสู้กับพ่อ หรือการที่จ่าฝูงที่อายุมากแล้วส่งมอบการเป็นจ่าฝูงให้แก่ตัวที่แข็งแรงกว่าตัวใหม่ขึ้นเป็นจ่าฝูงแทน เป็นต้น[3]

ตัวผู้หลังเงิน
ตัวเมียและลูก

กอริลลาภูเขาถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1902 จากคณะนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าไปสำรวจป่าแอฟริกา[3] ในช่วงทศวรรษที่ 1960–1970 ถูกล่าอย่างรุนแรง เพราะถูกคุกคามในเรื่องถิ่นอยู่อาศัยจากมนุษย์ อีกทั้งยังมีปัจจัยอย่างอื่น เช่น สงคราม, โรคระบาด ตลอดจนถูกจับไปขายในตลาดมืด[3] ทำให้มีปริมาณลดลงเหลือประมาณ 250 ตัวเท่านั้น จากเดิม 400–500 ตัว แต่ได้รับการศึกษาและกลายมาเป็นการอนุรักษ์จาก ไดแอน ฟอสซีย์ นักวานรวิทยาหญิงชาวอเมริกัน ซึ่งฟอสซีย์ได้เริ่มต้นศึกษากอริลลาภูเขาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 เป็นระยะเวลานานถึง 18 ปี จนในที่สุดกอริลลาภูเขาตัวหนึ่งได้ยื่นนิ้วมาแตะมือของเธอระหว่างเคี้ยวอาหารอยู่ นับเป็นครั้งแรกที่กอริลลาซึ่งเป็นสัตว์ป่าได้ยินยอมที่สัมผัสกับตัวมนุษย์ และฟอสซีย์ก็ได้เป็นผู้ตั้งต้นในการตั้งโครงการอนุรักษ์กอริลลาภูเขาขึ้นมา ซึ่งยังดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน[7] [10] สถานะของกอริลลาภูเขาในปัจจุบัน ถือว่าจัดอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤต [2] ในระยะเวลาอีก 40–50 ปี อาจสูญพันธุ์ไปจากโลกก็เป็นได้ [4]

ปัจจุบัน การเที่ยวชมกอริลลาภูเขาค่อนข้างทำได้ลำบาก อันเนื่องจากสถานที่อยู่อาศัยที่เข้าไปถึงได้ลำบาก โดยมีกฎข้อห้ามที่เข้มงวดหลายประการในการชม คือ ห้ามสวมใส่เสื้อสีสันฉูดฉาด, ห้ามรับประทานอาหารหรือสูบบุหรี่ที่จะรบกวนความเป็นอยู่ของกอริลลาภูเขาโดยเด็ดขาด รวมทั้งห้ามส่งเสียงดัง, ห้ามจ้องตา โดยเฉพาะกับตัวผู้จ่าฝูง เพราะกอริลลาภูเขาจะถือเป็นการท้าทาย และห้ามเข้าใกล้กอริลลาภูเขาเกินกว่า 7 เมตร ยกเว้นกอริลลาภูเขาจะเป็นฝ่ายเข้ามาหาเอง และมีเวลาในการเยี่ยมชมในแต่ละคณะไม่เกิน 2 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งการมีกฎที่เข้มงวดเหล่านี้ถือเป็นการคัดกรองคุณภาพและปริมาณนักท่องเที่ยวไปในตัว และการเที่ยวชมกอริลลาภูเขานั้นมิได้จะพบเจอทุกครั้งไป ในบางครั้งอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง หรือไม่เจอเลยก็มี แต่ในบางครั้งอาจใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็เจอแล้ว โดยมัคคุเทศน์ผู้นำทางจะเป็นชาวพื้นเมือง ใช้วิธีการตามรอยจากกองมูล และสืบหาพืชที่กอริลลาภูเขาชอบกิน[4]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Groves, C. (2005-11-16). Wilson, D. E., and Reeder, D. M. (eds), ed. Mammal Species of the World (3rd edition ed.). Johns Hopkins University Press. pp. 181–182. ISBN 0-801-88221-4. 
  2. 2.0 2.1 Robbins, M., Gray, M., Kümpel, N., Lanjouw, A., Maisels, F., Mugisha, A., Spelman, L. & Williamson, L. (2008). Gorilla beringei ssp. beringei. In: IUCN 2008. IUCN Red List of Threatened Species. Downloaded on 4 January 2009.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 หน้า 7 จุดประกาย, Mountain Gorilla ออกเดินทางตามหากอริลลาภูเขา. กรุงเทพธุรกิจปีที่ 29 ฉบับที่ 10156: วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 "ลุยป่าดูกอริลลาภูเขา". now26. 7 June 2014. สืบค้นเมื่อ 20 December 2014. 
  5. "Eastern lowland gorilla". worldwildlife.org. สืบค้นเมื่อ 20 December 2014. 
  6. Knight, Tim (June 2008). "Gorilla Natural History". Gorillas Online. Archived from the original on 2012-01-14. สืบค้นเมื่อ 2008-10-07. 
  7. 7.0 7.1 "Dian Fossey ความรักเธอเปลี่ยนโลกให้กอริลลาภูเขา". ผู้จัดการออนไลน์. 13 September 2013. สืบค้นเมื่อ 20 December 2014. 
  8. "Mountain Gorillas". Exploring the Environment - Modules and Activities. 2003-05-21. 
  9. "The Life of Mountain Gorillas". The Dian Fossey Gorilla Fund International. 2002. 
  10. มิเชล สลัง, เกษรินทร์ หวังวงศ์วิโรจน์ แปล ตำนานผจญภัย ดอกไม้เหล็ก, เนชั่นแนล จีโอกราฟิก, 2546, ISBN 974-90859-1-4

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]