แอลเอสดี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
LSD-2D, 3D.png
10 strip.jpg

แอลเอสดี (อังกฤษ: Lysergic acid diethylamide - LSD) อาจเรียกว่า แอซิด เป็นสารเสพติดที่สกัดได้จากเชื้อราที่อยู่บนข้าวไรย์ เป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรงที่สุด ผู้เสพนิยมเรียกว่า กระดาษเมา กระดาษมหัศจรรย์ หรือ สแตมป์มรณะ



ประวัติ[แก้]

ในตอนแรก A. STOLL นักวิจัยของบริษัท แซนด็อช (SANDOS) ได้ทำการแยกสารชนิดหนึ่งออกมาจากเชื้อราบนเมล็ดข้าวไรย์ (RYE) และได้เรียกสารชนิดนี้ว่า “ไลเซอร์จิคแอซิด” (LYSERGICACID) และเพื่อนร่วมงานชื่อ A. HOFMANN (อัลเบิร์ต ฮอฟมานน์)ได้ทำการสังเคราะห์ ลักษณะโมเลกุลของไลเซอร์จิคแอซิด ขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้เชื้อราในปี 1938 และได้เรียกว่า “แอล.เอส.ดี.” (L.S.D.) ซึ่งรู้จักกันไปทั่วในวงการยาเสพติด

หลังจากค้นพบแล้ว ยังไม่ทราบว่า แอล.เอส.ดี. นั้นมีประโยชน์หรือโทษอย่างไร และเสพ แอล.เอส.ดี. มาเรื่อยๆ จนวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1943 A. HOFMANN ก็เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและตาลาย แสงแดดเจิดจ้าขึ้นกว่าปกติ มีประกายสีต่างๆ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างประหลาด อีกสามวันต่อมา เขาได้ทดลองกินแอล.เอส.ดี. 0.25 ไมโครแกรม ใน 45 นาทีให้หลัง ยาก็เริ่มออกฤทธิ์ ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน

ต่อมา นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับสาร แอล.เอส.ดี. เพื่อที่ใช้ทำเป็นยาในการรักษาอาการโรคจิตในอนาคต

ในช่วงปี 1960 สตาลิสลาฟ กรอฟ ซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับยาหลอนประสาทและจิตเวช ได้พยายามทำการวิจัยเกี่ยวกับจิตบำบัด โดยการใช้สารแอล.เอส.ดี. (LSD Psychotherapy) โดยเป็นการใช้สารแอล.เอส.ดี. เข้าถึงสภาวะเหนือธรรมดาของจิตสำนึก (Non – ordinary states of consciousness) และได้ออกหนังสือเกี่ยวกับการทำวิจัยของเขาออกมา ชื่อ LSD Psychotherapy แต่ต่อมาได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามใช้ยาหลอนประสาท ทำให้ กรอฟ ต้องล้มเลิกโครงการวิจัยนี้ไป

ในปี ค.ศ. 1960 ทิโมที แลรี่ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดได้ทดลองเสพสารแอลเอสดี และเสนอผลการเสพสารแอลเอสดีไว้ดังนี้

1. ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุขทันที

2. มีความคิดสร้างสรรค์ทางด้านดนตรีและศิลปะ

3. เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนและการทำงาน

4. เพิ่มความไวของประสาทการรับรู้

ในระยะแรกได้มีการใช้สารนี้ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ผู้เสพในสมัยนั้นอายุ มากกว่าในปัจจุบัน โดยมีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 21 ปี ต่อมาได้มีการเสพกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากหาซื้อง่ายเพราะมีขายกันทั่วไป และยังหลบเบี่ยงเจ้าหน้าที่ได้ง่าย กลุ่มผู้เสพที่สำคัญคือ นักดนตรี นักดนตรีร็อค พวกฮิปปี้และบุปผาชน (flower children) ได้มีงานรื่นเริงฉลองการเสพแอล.เอส.ดี.อย่างเอิกเกริกและยิ่งใหญ่ เช่น งานฉลองฤดูร้อนแห่งความรัก (summer love) ที่รัฐซานฟรานซิสโก

ในเวลาต่อมาสารแอล.เอส.ดี.ได้แพร่ระบาดเข้าไปในกลุ่มวัยรุ่น และในทุกกลุ่มชนชั้นโดยเฉพาะชนชั้นกลางและร่ำรวย เด็กวัยรุ่นในกลุ่มเสพประท้วงรัฐบาลในการทำสงครามกับเวียดนาม ขอเพิ่มสิทธิมนุษยชนและอิสระในการพูดและแสดงความคิดเห็น ในระยะหลังๆ ผู้เสพแอล.เอส.ดี.ได้ใช้สารเสพย์ติดชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น กัญชา แอมเฟทามิน หรือเฮโรอีน ทำให้การเสพสารนี้กลายเป็นปัญหาระดับชาติที่สำคัญ ร่วมกับปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาเกี่ยวกับสงครามในเวียดนาม จึงได้มีการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดครั้งยิ่งใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้มีการตั้งองค์กรเรียกสถาบันการศึกษาเรื่องยาเสพย์ติดแห่งชาติ

ลักษณะทั่วไป[แก้]

เป็นสารกึ่งสังเคราะห์ที่ไม่พบในธรรมชาติ สกัดได้จากกรดไลเซอจิกที่มีในเชื้อราที่อยู่บนเมล็ดข้าวไร มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส มักจะเสพด้วยการรับประทาน มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ยาเม็ดกลมแบน แคปซูล แผ่นเจล ของเหลวบรรจุแก้ว มีความรุนแรง ในการออกฤทธิ์ ต่อสมองสูง คือใช้ในปริมาณแค่ 25 microgram (25/1 ล้านส่วนของกรัม) ส่วนใหญ่ที่พบจะนำเอา LSD ไปหยอดบนแผ่นกระดาษสี่เหลี่ยมที่มีคุณสมบัติในการดูดซับ เรียกว่า Blotter paper ที่มีลวดลายและสีสันต่างๆ แล้วแบ่งเป็นสี่เหลี่ยมชิ้นเล็กๆ คล้ายแสตมป์ นิยมเรียกกันในหมู่ผู้เสพว่า กระดาษเมา หรือ แสตมป์เมา ยาเสพติดชนิดนี้ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เสพเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าสะดวกต่อการพกพา หรือหลบซ่อนเจ้าหน้าที่

อาการและการออกฤทธิ์[แก้]

แอล.เอส.ดี. ในธรรมชาตินั้นมีในพืชมากกว่า 40 ชนิด เช่น หนังคางคก เมื่อแยกสารนี้ออกมาแล้วพบสารที่มีโมเลกุล คล้ายกับสาร แอล.เอส.ดี. แต่ฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มและสบายใจนั้นมีน้อยกว่า เช่นในเห็ดเม็กซิกันซึ่งเรียกกันว่า ไชโลฮี (Psilocyhe Meicana) ชาวพื้นเมืองต่างถือกันว่าเป็นเห็ดเทพเจ้าที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ใช้กินกันเมื่อมีพิธีกรรมทางศาสนา โดยเชื่อกันว่าเมื่อกินเข้าไป แล้วจะทำให้เทพเจ้าเข้าสิง เพราะเกิดความมึนเมา และมีอารมณ์ประหลาดเกิดขึ้น เนื่องจากในเห็ดนี้มีสารไชโลไชบิน (Psilocybin) ที่ออกฤทธิ์คล้ายคลึงกันกับ แอล.เอส.ดี. แต่จะออกฤทธิ์น้อยกว่า อาการและการออกฤทธิ์

อาการ[แก้]

แอลเอสดี เป็นยาเสพติดประเภทหลอนประสาท ที่มีผลต่ออารมณ์และจิตใจรุนแรงที่สุด มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น

  1. มีอารมณ์รื่นเริง สนุกสนาน
  2. อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็ว เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้
  3. อาจเกิดความกลัวอย่างรุนแรง เช่นกลัววิกลจริต กลัวตาย
  4. เห็นภาพคมชัดผิดปกติ เช่น มีสีสันมากกว่าธรรมดา หรือเป็นประกายสวยงาม
  5. ได้ยินเสียงแต่เห็นเป็นภาพแทน เช่น ได้ยินเสียงดนตรีแต่เห็นเป็นโน้ตดนตรีแทน
  6. ภาพหลอนที่เห็นมักมีรูปทรงเรขาคณิต
  7. หัวใจเต้นเร็ว มีไข้ และความดันโลหิตสูง
  8. หวนนึกถึงอดีตที่เลวร้าย
  9. รู้สึกสับสน กระวนกระวาย สูญเสียการควบคุม ..


ยาเสพติดชนิดนี้ มีการเสพติดทางจิตใจเท่านั้น ไม่มีการเสพติดทางร่างกาย และไม่มีอาการขาดยาทางร่างกาย และอาการของผู้เสพจะไม่แสดงออกตามร่างกายภายนอก อนึ่งอาการดังกล่าวอาจปรากฏให้เห็นซ้ำอีกได้ แม้ไม่ได้เสพสารแล้ว โดยจะปรากฏเป็นพัก ๆ และอาจทำให้เกิดขึ้นได้เอง เช่น โดยการนึกคิดหรือถูกกระตุ้นโดยเข้าไปอยู่ในที่มืด และอาจมีอาการอยู่นานเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า ‘ปรากฏการณ์ซ้ำ’ หรือ flashback

  • อันตรายจากการเสพ
  1. อาจเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เนื่องจากผู้เสพคิดว่าตนเอง “บิน” ได้ จึงกระโดดลงมาจากตึกสูง
  2. อาจได้รับบาดเจ็บจากการทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น เนื่องจากผู้เสพสูญเสียการควบคุมจิตใจ


  • อาการพิษของสาร
  1. อาจจะเป็นโรคจิต โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตใจอยู่ก่อน
  2. อาการ flashback ที่มีเป็นเวลานาน จะทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ใจอย่างหนัก
  • โทษต่อร่างกาย
  1. ผู้เสพอาจเห็นภาพลวงตา
  2. หูแว่ว เพ้อฝัน คิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ
  3. อาจมีอาการทางจิตประสาทอย่างรุนแรง
  4. เกิดอาการกลัวภาพหลอน (Bad Trip)
  5. ผู้เสพจะมีความดันโลหิตสูงผิดปกติ
  6. อุณหภูมิในร่างกายสูงเหมือนคนเป็นไข้
  7. หายใจไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า
  8. เกิดอาการจิตตก ทำร้ายตนเอง
  9. คิดถึงอดีตที่เลวร้าย

โทษทางกฎหมาย[แก้]

กฎหมายที่เกี่ยวกับยาเสพติด สิ่งที่ถือว่าเป็นยาเสพติดนั้นจะต้องมีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน หากไม่มีกฎหมายระบุไว้ สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ยาเสพติด แม้ว่าสิ่งที่เสพมีฤทธิ์ที่ทำให้ติดได้ก็ตาม ยกเว้น บุหรี่ สุรา โดย แอลเอสดี เป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 มีโทษดังนี้

  1. จำคุกตลอดชีวิต (มาตรา65 วรรค1)
  2. เพื่องจำหน่าย ประหารชีวิต (มาตรา65 วรรค2)
  3. มีสารบริสุทธิ์ 20 กรัมขึ้นไป ถือว่ากระทำเพื่อจำหน่าย (มาตรา15)
  • การมีในครอบครองเพื่อจำหน่าย
  1. คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100 กรัม จำคุก 5 ปี ถึงตลอดชีวิต ปรับ 50,000-500,000 บาท (มาตรา66 วรรค1)
  2. คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต (มาตรา66 วรรค2)
  • ครอบครอง
  1. คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม จำคุก 1-10 ปี และปรับ 10,000-100,000 บาท (มาตรา67)
  2. คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20 กรัมขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย (มาตรา15)


  • ผู้เสพ
  1. จำคุก 6 เดือน ถึง 10 ปี ปรับ 5,000-10,000 บาท (มาตรา91)
  • ให้ผู้อื่นเสพ
  1. ถ้าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท1 ต้องระวางโทษเป็น 2เท่า และถ้าเป็นการกระทำต่อหญิงหรือบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องระวางโทษประหารชีวิต (มาตรา93 วรรค5)
  • ส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพ
  1. จำคุก 1-5 ปี และปรับ 10,000-50,000 บาท (มาตรา93)
  • ใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลัง ประทุษร้ายฯ
  1. จำคุก 1-10ปี และปรับ 10,000-100,000บาท (มาตรา93)
  2. กระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกัน 2คนขึ้นไป จำคุก 2-15 ปี และปรับ20,000-150,000บาท
  3. ถ้ากระทำต่อหญิงหรือต่อผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือเพื่อจูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญา หรือเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดอาญา จำคุก 3 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ 30,000-500,000บาท


  • พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534

วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเฉพาะการมุ่งเอาผิดต่อผู้ค้ายาเสพติด ระดับนายทุน และตัวการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิด และริบทรัพย์สินที่ได้รับมาจากการค้ายาเสพติด เพื่อขจัดแหล่งเงินทุนในการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติด

ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดและศาลสั่งริบ ให้ตกเป็นของ “กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด” เพื่อนำทรัพย์สินที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]