แห้วหมู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แห้วหมู
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
(unranked): Angiosperms
(unranked): Monocots
(unranked): Commelinids
อันดับ: Poales
วงศ์: Cyperaceae
สกุล: Cyperus
สปีชีส์: C. rotundus
ชื่อทวินาม
Cyperus rotundus
L.
ก้านช่อดอกตัดตามขวาง
หัวของแห้วหมูซึ่งยาวประมาณ 20 มิลลิเมตร

แห้วหมู (ชื่อวิทยาศาสตร์: Cyperus rotundus; อังกฤษ: Nut grass, Cocograss) หรือหญ้าแห้วหมู หรือ หญ้าขนหมู เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวในวงศ์กก เป็นพืชจำพวกไม้ล้มลุก ลำต้นอยู่ใต้ดิน มีลักษณะเป็นหัวกลม สั้น มีตาจำนวนมาก และสามารถแทงไหลไปได้ไกลแล้วเกิดหัวใหม่เจริญขึ้นต้นเหนือดิน ใบของแห้วหมูเกิดที่ลำต้น ชิดแน่นโดยเป็นกาบใบหุ้มซ้อนม้วนทับกัน ชูขึ้นเหมือนลำต้นแล้วแผ่เป็นแผ่นใบแบนรูปแถบยาว ปลายแหลม กลางใบเป็นสันร่อง ผิวใบเรียบสีเขียวเข้ม กว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาว 25 เซนติเมตร ดอกของแห้วหมูเกิดที่ปลายยอด ก้านช่อดอกเป็นรูปเหลี่ยมสีเขียวเข้มแทงขึ้นสูง ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วแตกเป็นช่อย่อยอีกหลายช่อ ดอกย่อยสีน้ำตาลจำนวนมาก ผลรูปขอบขนาน ปลายแหลมสีน้ำตาลหรือดำ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือหัวใต้ดิน

ปัญหาการเป็นวัชพืช[แก้]

หัวของแห้วหมู ยาวประมาณ 20 mm

แห้วหมูจัดเป็นวัชพืชที่มีการกระจายพันธุ์สูงในเขตร้อน[1] ทำให้ผลผลิตของพืชเศรษฐกิจลดลง เพราะสามารถแย่งอาหารในดินแล้วยังสร้างมีฤทธิ์ทางอัลลีโลพาที เป็นวัชพืชที่กำจัดยากเพราะมีหัวใต้ดิน และทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช ไกลโฟเสตสามารถกำจัดแห้วหมูได้แต่ต้องใช้ซ้ำ

การใช้ประโยชน์[แก้]

ช่อดอกของแห้วหมู


ยาพื้นบ้าน[แก้]

  • แห้วหมูมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพร ซึ่งหัวมีรสเผ็ดขมเล็กน้อย ใช้ขับลม ส่วนสารสกัดจากรากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ[2]
  • ตำรับยาอายุรเวทของอินเดีย ใช้แก้ไข้ ความผิดปกติในทางเดินอาหาร
  • ชาวอาหรับในบริเวณเลอวานต์นำหัวไปอบให้ร้อน ใช้ประคบบริเวณที่บวม

แพทย์แผนใหม่[แก้]

ใช้แห้วหมูรักษาอาการคลื่นเหียน อาการอักเสบ ลดความเจ็บ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ มีสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชศาสตร์หลายชนิดเช่น: α-cyperone β-selinene cyperene cyperotundone patchoulenone sugeonol kobusone และ isokobusone สารสกัดจากหัวที่สกัดด้วยเอทานอล มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แซนธีน- ออกซิเดส[3]

อาหาร[แก้]

แม้ว่าหัวจะมีรสขมแต่ก็มีคุณค่าทางอาหาร ในทวีปแอฟริกาใช้เป็นอาหารเวลาขาดแคลน และเป็นอาหารนกในเวลาอพยพ

อ้างอิง[แก้]

  1. Holm et al., LeRoy G.; Plucknett, Donald L.. (1977). The World's worst weeds: Distribution and biology. Hawaii: University Press of Hawaii. 
  2. ภูมิพิชญ์ สุชาวรรณ. พืชสมุนไพรใช้เป็นยา. กทม. มปท. 2536
  3. ยุทธนา พงษ์พิริยะเดชะ พัชรินทร์ นวลศรีทอง และ นฤมล ศิรินทราเวช. 2552. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์แซนธีนออกซิเดสจากสมุนไพรไทยกลุ่มบำรุงกำลังและอายุวัฒนะ. เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 47 17-20 มี.ค. 2552 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน้า 94-102

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]