วลาดที่ 3 นักเสียบ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วลาดที่ 3 แดรกคิวลา
Vlad Tepes 002.jpg
ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของวลาดที่ 3
เกิด พฤศจิกายนหรือธันวาคม ค.ศ. 1431[1]
ซิกิชวาร่า ทรานซิลเวเนีย ราชอาณาจักรฮังการี
เสียชีวิต ธันวาคม ค.ศ. 1476 หรือมกราคม ค.ศ. 1477 ไม่ทราบวันที่แน่ชัด[1] (45 พรรษา)
บูคาเรสต์ วาลาเคีย
ผลงานเด่น เจ้าครองวาลาเคีย
ศาสนา คาทอลิก

วลาดที่ 3 เจ้าชายแห่งวาลาเคีย (ค.ศ. 1431–1476/7) หรือที่รู้จักโดยสกุล แดรกคิวลา พระองค์ทรงได้รับสมัญญาหลังสิ้นพระชนม์ว่า วลาดนักเสียบ (อังกฤษ: Vlad the Impaler; โรมาเนีย: Vlad Țepeș) และทรงเป็นเจ้า (Voivode) ครองวาลาเคีย 3 สมัย ส่วนใหญ่ระหว่าง ค.ศ. 1456 ถึง 1462 ซึ่งตรงกับช่วงที่ออตโตมันเริ่มพิชิตดินแดนคาบสมุทรบอลข่าน วลาดที่ 2 ดรากูล (Vlad II Dracul) พระราชบิดา ทรงเป็นสมาชิกสมาคมมังกร (Order of the Dragon) ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์ศาสนาคริสต์ในยุโรปตะวันออก วลาดที่ 3 ทรงเป็นที่เคารพในฐานะวีรบุรุษพื้นบ้านในประเทศโรมาเนียตลอดจนส่วนอื่นของทวีปยุโรปสำหรับการพิทักษ์ประชากรโรมาเนียทั้งใต้และเหนือแม่น้ำดานูบ สามัญชนและอภิชนชาวโรมาเนียและบัลแกเรียที่ยังเหลืออยู่จำนวนมากย้ายมาเหนือแม่น้ำดานูบสู่วาลาเคีย โดยรับรองความเป็นผู้นำของพระองค์และตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั้นหลังการตีโฉบฉวยต่อออตโตมันของพระองค์[1]

การเสียบ (impalement) ข้าศึกของพระองค์เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเสียงของพระองค์ในประวัติศาสตร์[2] ตลอดพระชนม์ชีพ ชื่อเสียงของพระองค์ในด้านความโหดร้ายเกินขีดแพร่ไปต่างด้าว ทั้งเยอรมนีและที่อื่นในทวีปยุโรป ชื่อแวมไพร์ เคานต์แดรกคูลา (Count Dracula) ในนวนิยายแดรกคูลา ของบราม สโตกเกอร์ ใน ค.ศ. 1897 ได้แรงบันดาลใจจากสกุลของวลาด[2]

ประวัติ[แก้]

วลาด เซเปช มีพระนามอื่น คือ วลาดิสลาฟ ดรากูลา เป็นพระโอรสของ วลาด ที่ 2 ดรากูล ซึ่งพระราชบิดานั้นได้รับตรากล้าหาญ Order of the Dragon จาก พระจักรพรรดิซิจิสมุนด์

ในวัยเยาว์ พระองค์และพระอนุชา ราดู ผู้รูปงาม (Radu Cel Frumos) ถูกส่งไปเป็นตัวประกันภายใต้จักรวรรดิออตโตมันในฐานะประเทศราช วลาดที่ 2 และพระเชษฐา เมียร์ชาที่ 2 (Mircea II) ถูกพวกขุนนางภายใต้สังกัดฮังการีปลงพระชนม์ใน ค.ศ. 1447 เพื่อกำจัดอิทธิพลของฮังการีในวาลาเคีย จักรวรรดิออตโตมันจึงส่งกองทัพมายึดวาลาเคีย และตั้งวลาดที่ 3 ในวัย 17 พรรษา เป็นเจ้าชายผู้ครองรัฐภายใต้จักรวรรดิออตโตมัน แต่วลาดที่ 3 ก็ต้องเสียบัลลังก์ เมื่อ ฮุนยาดี ยานอช (Hunyadi János) ผู้สำเร็จราชการของฮังการี นำทัพเข้าพิชิตวาลาเคีย วลาดจึงเสด็จหนีไปประทับอยู่ที่มอลดาเวียกับ บ็อกดานที่ 2 (Bogdan II) เจ้าชายแห่งมอลดาเวีย ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง ภายหลังบ็อกดานถูกลอบสังหาร จึงเสด็จหนีไปฮังการี ซึ่งฮุนยาดีประทับใจในความรู้ความสามารถของวลาด และความเกลียดชังของวลาดที่มีต่อสุลต่านพระองค์ใหม่ สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ฮุนยาดีจึงตั้งเป็นที่ปรึกษา หลังฮุนยาดีถึงแก่อสัญกรรม วลาดได้นำกำลังเข้ายึดวาลาเคียจาก วลาดิสลาฟที่ 2 (Vladislav II) และขึ้นครองบัลลังก์

ค.ศ. 1459 สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ได้ส่งทูตมาเรียกร้องบรรณาการจากวาลาเคีย วลาดปฏิเสธจะจ่ายบรรณาการ และสังหารทูตโดยการตอกตะปูกับผ้าโพกหัวให้ติดกับศีรษะ สุลต่านทรงพิโรธ และส่งทหารเข้าโจมตีวาลาเคียในปี ค.ศ. 1462 ซึ่งวลาดได้รบแบบกองโจรและประสบความสำเร็จหลายครั้ง แต่ภายหลังวลาดต้องแพ้เพราะมีขุนนางไส้ศึก ออตโตมานเข้าพิชิตวาลาเคีย และตั้ง ราดู ผู้รูปงาม (Radu Cel Frumos) พระอนุชาของวลาด ซึ่งเป็นชาวมุสลิมและสวามิภักดิ์ออตโตมัน ขึ้นบัลลังก์ วลาดเสด็จหนีไปขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรของพระองค์คือฮังการี แต่กลับถูกจับกุมตัวโดย พระเจ้ามะติอัช (Corvin Mátyás) ซึ่งเป็นพระโอรสของฮุนยาดี ยานอช และเป็นพระมหากษัตริย์ฮังการี พระเจ้ามะติอัชทรงไม่ประสงค์จะเปิดศึกกับออตโตมัน ทั้งนี้เพราะพระองค์ได้รับเงินสนับสนุนจากพระสันตะปาปาให้ช่วยวลาดทำสงครามกับออตโตมัน แต่พระองค์ทรงใช้ไปกับการอื่นแล้ว ไม่ประสงค์ทำศึกกับออตโตมานอีก พระองค์จึงได้ทำจดหมายปลอมแปลงว่าวลาดฝักใฝ่สวามิภักดิ์ต่อออตโตมันโดยวางแผนทรยศฮังการีและยังเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยมด้วย ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นสาเหตุที่พระองค์ไม่ช่วยวลาดในการทำสงคราม และยังแสดงถึงความชอบธรรมในการจับกุมวลาดด้วย

วลาดถูกปล่อยตัวในปี ค.ศ. 1474 และในปี ค.ศ. 1476 ราชอาณาจักรฮังการีได้ตัดสินใจที่จะสนับสนุนวลาดให้กลับไปยึดวาลาเคียอีกครั้ง วลาดสามารถยึดบัลลังก์จาก บาซารับ ลาโยตู (Basarab Laiotă) ได้ และปกครองบัลลังก์วาลาเคียเป็นสมัยที่ 3 ซึ่งพระองค์ปกครองได้ไม่นาน ก็ได้ถูกสังหารลงในการรบกับออตโตมัน

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Florescu, Radu R.; McNally, Raymond T. (1989). Dracula, Prince of Many Faces: His Life and His Times. Little, Brown and Company. ISBN 0-316-28655-9. 
  2. 2.0 2.1 "Vlad III". Encyclopædia Britannica Online. 2010. สืบค้นเมื่อ 26 May 2010. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]