ยุทธนาวีแม่น้ำพลาตา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยุทธนาวีแม่น้ำพลาตา
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามโลกครั้งที่สอง
วันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1939
สถานที่ นอกปากแม่น้ำพลาตา มหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ อุรุกวัย
ผลลัพธ์ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
War Ensign of Germany 1938-1945.svg นาซีเยอรมนี Naval Ensign of the United Kingdom.svg สหราชอาณาจักร
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
War Ensign of Germany 1938-1945.svg ฮันส์ แลงสดอร์ฟ Naval Ensign of the United Kingdom.svg เฮนรี่ ฮาร์วูด
กำลัง
1 pocket battleship 1 heavy cruiser
2 light cruisers
กำลังพลสูญเสีย
1 pocket battleship damaged
36 dead
60 wounded
1 heavy cruiser heavily damaged
2 light cruisers damaged
72 dead
28 wounded

เบื้องหลัง[แก้]

ก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 3 กันยายน 1939 เยอรมันได้ส่งเรือ Pocket Battle Ship 2 ลำ ได้แก่ เรือด๊อยชลันด์ และ เรือแอดมิรัลกราฟชเป ไปคอยอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือและใต้ เพื่อเตรียมการรังควานเรือสินค้าของฝ่ายสัมพันธมิตร

เรือกราฟชเปในการบังคับบัญชาของ น.อ.แลงสดอร์ฟ ได้ออกจากเยอรมนีตั้งแต่ 21 สิงหาคม1939 และไปคอยอยู่ในบรเวณภาคใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก เรือกราฟชเปไม่ได้เริ่มทำลายเรือสินค้าของสัมพันธมิตรทันทีที่เกิดสงคราม เพราะฮิตเลอร์หวังว่า หลังจากที่เยอรมนีพิชิตโปแลนด์แล้ว อังกฤษกับฝรั่งเศสจะเจรจาสงบศึก แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง ฮิตเลอร์จึงสั่งให้เริ่มทำลายเรือสินค้าได้

เรือกราฟชเปได้เริ่มจับและทำลายเรือสินค้าตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 1939 และได้เปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อให้อังกฤษติดตามได้ยาก และต้องกระจายกำลังค้นหา บางครั้ง เรือกราฟชเปออกมาปฏิบัติการจนถึงมหาสมุทรอินเดีย นับถึงเดือนธันวาคม 1939 เรือกราฟชเปจับและจมเรือสินค้า 9 ลำ รวมระวางขับน้ำ 50,000 ตัน ในระหว่างปฏิบัติการ เรือกราฟชเปได้รับการส่งกำลังบำรุงจากเรือลำเลียง อัลมาร์ค ที่ติดตามไปด้วย

กว่าอังกฤษจะทราบข่าวว่า มีเรือของเยอรมันออกปฏิบัติการรังควานเรือสินค้าในมหาสุมทรแอตแลนติก ก็ภายหลังจากที่ลูกเรือสินค้าที่ถูกเรือกราฟชเปจับและได้ปล่อยไปกับเรือชาติเป็นกลางไปแจ้งข่าว แต่อังกฤษก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเรือลาดตระเวณหนักหรือเรือประจัญบานกระเป๋า แต่ภายหลังอังกฤษก็แน่ใจว่าเป็นเรือประจัญบานประเป๋าทั้ง 2 ลำ ดังนั้น อังกฤษและฝรั่งเศสจึงได้ส่งหน่วยเรือออกค้นหาและทำลายเรือเยอรมัน จำนวน 7 หมู่เรือ นอกจากนี้อังกฤษยังได้จัดเรือประจัญบานและเรือลาดตระเวนให้การคุ้มกันคอนวอยที่เดินทางระหว่างสหรัฐอเมริกา – อังกฤษอีกด้วย รวมทั้งยังคอยสกัดจับเรือสินค้าเยอรมัน ซึ่งจอดหลบอยู่ตามเมืองท่าประเทศเป็นกลางในทวีปอเมริการใต้ ที่พยายามหลบออกทะเลเพื่อหนีกลับเยอรมันหรือออกไปส่งกำลังบำรุงให้เรือรังควานในทะเล

เหตุการณ์ในการยุทธ[แก้]

วันที่ 2 ธ.ค.39 เรือกราฟชเป ได้จับเรือสินค้าอังกฤษชื่อ โดริคสตาร์ ที่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ เซนต์เฮนา แต่ก่อนเรือลำนี้จะจมได้ส่งวิทยุรายงายให้อังกฤษทราบ ในขณะนั้นเรือรบอังกฤษกระจายกันอยู่หลายพื้นที่ สำหรับเรือหมู่ จี ในการบังคับบัญชาของ พล.ร.จ.ฮาร์วูด ซึ่งปฏิบัติการตามชายฝั่งอเมริการใต้ ประกอบด้วย เรือลาดตระเวนเบา เอแจค ซึ่งเป็นเรือธงอยู่ที่ปากแม่น้ำปลาเต้ เรือลาดตระเวนเบา อาชิลเลส อยู่บริเวณ ริโอเดจานิโร เรือลาดตระเวนหนัก อีเซเตอร์ กำลังซ่อมอยู่ที่เกาะฟอล์กแลนด์ เรือลาดตระเวนหนัก คัมเบอร์แลนด์ อยู่เกาะฟอล์กแลนด์เช่นเดียวกัน พล.ร.จ.ฮาร์วูด ได้ประมาณสถานการณ์ว่าเรือ กราฟชเป จะต้องหลบออกจากฝั่งแอฟริกามายังฝั่งอเมริกาใต้แน่นอน เพื่อให้อังกฤษติดตามได้ยาก และเพื่อทำลายเรือสินค้าทางฝั่งอเมริกาใต้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นเรือบบรทุกอาหารของอังกฤษ พล.ร.จ.ฮาร์วูด คาดว่าเยอรมันคงมาถึงที่ปากแม่น้ำปลาเต้ ซึ่งมีท่าเรือใหญ่ๆหลายแห่ง และมีเรือสินค้าผ่านเข้าออกจำนวนมาก จึงสั่งการให้เรือต่างๆในหมู่ จี มารวมกำลังกันที่นอกปากแม่น้ำปลาเต้ แต่ให้เรือ คัมเบอร์แลนด์ อยู่ที่เกาะฟอล์กแลนด์เพื่อป้องกันในกรณีที่เยอรมันเข้าระดมยิงฝั่งที่เกาะ ดังนั้น เมื่อ 12 ธ.ค.1939 เรือ เอแจค อาชิลเลส และอีเซเตอร์ได้มารวมตัวกัน และแล่นลาดตระเวนอยู่ห่างชายฝั่งนอกแม่น้ำปลาเต้ 150 ไมล์ ฝ่ายเยอรมันหลังจากจมเรือ โดริคสตาร์แล้ว น.อ.แลงสดอร์ฟได้ตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติการมาเป็นปากแม่น้ำปลาเต้ ตรงตามที่ พล.ร.จ.ฮาร์วูด คาดไว้ เพราะบริเวณนี้มีเรือสินค้าเป็นจำนวนมาก ขณะเดินทางเรือ กราฟชเปได้จมเรือสินค้าอีก 2 ลำ ในที่สุดเรือกราฟชเปมาถึงบริเวนนอกชายฝั่งปากแม่น้ำปลาเต้ในช่วงเช้าของวันที่ 13 ธ.ค.1939 ในระหว่างเดินทางเครื่องบินทะเลประจำเรือชำรุด ฝ่ายเยอรมันจึงขาดการลาดตระเวนระยะไกล ซึ่งกำลังทั้ง 2 ฝ่ายได้ปะทะกันในตอนเช้านี้เอง

การเปรียบเทียบกำลัง[แก้]

เรือ ระวางขับน้ำ (ตัน) สร้างปี ความเร็ว (น็อต) ปืนใหญ่ ตอร์ปิโด
War Ensign of Germany 1938-1945.svg กราฟชเป 14,500 1939 28 11 นิ้ว 6 กระบอก
5.9 นิ้ว 8 กระบอก
21 นิ้ว 8 ท่อ
Naval Ensign of the United Kingdom.svg อีเซเตอร์ 8,390 1929 32 8 นิ้ว 6 กระบอก
4 นิ้ว 8 กระบอก
21 นิ้ว 6 ท่อ
Naval Ensign of the United Kingdom.svg เอแจค 7,000 1934 32 6 นิ้ว 6 กระบอก
4 นิ้ว 8 กระบอก
21 นิ้ว 8 ท่อ
Naval Ensign of the United Kingdom.svg อาชิเลส 7,030 1932 32 6 นิ้ว 6 กระบอก
4 นิ้ว 8 กระบอก
21 นิ้ว 8 ท่อ

จากข้อมูลการเปรียบเทียบกำลังจะเห็นได้ว่า ฝ่ายเยอรมันเสียเปรียบทั้งด้านระวางขับน้ำรวมและจำนวนปืนโดยรวม แต่ได้เปรียบด้านระยะยิงของปืนที่สามารถกันไม่ให้เรืออังกฤษปิดระยะเข้ามายิงได้

ผลการปะทะ[แก้]

เรือกราฟชเปถูกกระสุนชำรุดหลายแห่ง แต่ตัวเรือและเครื่องจักรยังใช้ได้ดี อุปกรณ์ที่ชำรุดได้แก่ ห้องครัวทำให้การประกอบอาหารไม่สะดวก ทหารประจำเรือบาดเจ็บและเสียชีวิต 94 คน กระสุนปืนขนาด 11 นิ้วเหลือ 30 เปอร์เซนต์

ขณะที่ฝ่ายอังกฤษ เรืออีเซเตอร์เสียหายหนักไม่สามารถทำการรบได้อีก เรือเอแจคเสียหายปานกลางใช้ปืนได้เพีง 2 ป้อม กระสุนเหลือ 50 เปอร์เซนต์ เรือ อาชิลเลสเสียหายเล็กน้อย แต่กระสุนปืนเหลือ 30 เปอร์เซนต์

หลังจากการปะทะ เรือกราฟชเปได้เข้าจอดที่ท่าเรือ มอนเตวิเดโอ แล้ว อัครราชทูตเยอรมันได้เจรจาขอยือเวลาจอดพักในท่าจาก 24 ชม.เป็น 15 วัน เพื่อซ่อมแซมเรือให้เรียบร้อยสมบูรณ์ รัฐบาลอุรุกวัยได้ส่งช่างมาตรวจสอบเรือร่วมกับเยอรมันและยอมยืดเวลาจอดพักเพิ่มให้อีก 48 ชม. รวมแล้วเรือกราฟชเปสามารถจอดพักที่ท่าเรือมอนเตวิเดโอได้ 72 ชม.

ขณะที่ฝ่ายอังกฤษได้ระดมเรือต่างๆ มายังปากแม่น้ำปลาเต้ แต่มีเพียงเรือลาดตระเวนหนัก คัมเบอร์แลนด์ ลำเดียวเท่านั้นที่สามารถมาถึงปากแม่น้ำปลาเต้ในวันที่ 14 ธ.ค. ส่วนหมู่เรืออื่นๆที่เหลือ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-7 วัน อังกฤษซึ่งไม่ต้องการให้เยอรมันออกจากที่เรือมอนเตวิเดโอ ก่อนที่ฝ่ายอังกฤษจะรวมกำลังกันสำเร็จ ดังนั้น อังกฤษได้ป้องกันไม่ให้เรือกราฟชเปออกจากท่าก่อนกำหนดด้วยการส่งเรือสินค้าออกจากท่าเรือมอนเตวิเดโอทุกวัน เพราะตามกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลชาติเป็นกลางจะปล่อยให้เรือคู่สงครามออกจากท่าได้ก็ต่อเมื่อเรือของอีกฝ่ายออกจากท่าไปแล้ว 24 ชม. แต่ในทางการทูต อังกฤษแสดงท่าทีคัดค้านการยืดเวลาจอดของเรือกราฟชเป ในทางเดียวกัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำอาร์เจนติน่าได้ปล่อยข่าวลวงโดยพูดโทรศัพท์กับทางการอังกฤษโดยไม่เข้ารหัส ทั้งที่รู้ว่าโทรศัพท์ถูกดักฟัง เพื่อให้เยอรมันเข้าใจว่าอังกฤษมีเรือมาสมทบที่ปากแม่น้ำเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ อังกฤษยังได้แพร่ข่าวลือว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน อาร์รอแยล และเรือลาดตระเวนสงคราม รีเนาวร์ ได้มาถึงปากแม่น้ำแล้ว ทั้งที่ความจริง เรือทั้งสองลำอยู่ห่างออกไป 1,000 ไมล์

การกระจายข่าวลวง ประกอบกับความเสียหายของตัวเรือ ทำให้ น.อ.แลงสดอร์ฟ เห็นว่าเรือกราฟชเป ไม่มีทางต่อสู้กับอังกฤษได้ จึงรายงานไปยังกองทัพเรือเยอรมันให้พิจารณาเลือกดังนี

  1. พยายามตีฝ่ายออกไปบูเอโนไอเรส และยอมให้กักเรือไว้ที่นั่น
  2. จมตัวเองที่ปากแม่น้ำปลาเต้
  3. ยอมให้กักเรือไว้ที่มอนเตวิเดโอ

กองทัพเรือเยอรมันได้ตอบรายงานเมื่อ 16 ธ.ค. ว่าให้ น.อ.แลงสดอร์ฟ เลือกปฏิบัติตามข้อ 1 หรือ2 แต่ไม่ให้ปฏิบัติตามข้อ 3 โดยเด็ดขาด ดังนั้น น.อ.แลงสดอร์ฟ จึงตัดสินใจจมตัวเองที่ปากแม่น้ำปลาเต้ บ่ายของวันที่ 17 ธ.ค. เรือสินค้าของฝรั่งเศสได้ออกจากท่ามอนเตวิเดโอ ทำให้ไม่ว่า เรือกราฟชเปจะออกจากท่าใน 72 ชม.หรือไม่ ย่อมจะผิดกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ดี ค่ำวันเดยวกัน น.อ.แลงสดอร์ฟได้ถ่ายทหารประจำเรือที่ไม่มีหน้าที่สำคัญขึ้นบก ทำลายเอกสารลับ เครื่องมือลับ และนำเรือออกจากท่ามอนเตวิเดโอ ออกไปนอกทะเลอาณาเขตของอุรุกวัยแล้วระเบิดเรือจมตัวเอง ทหารประจำเรือที่เหลือประมาณ 200 คน ที่มากับเรือได้ถ่ายไปขึ้นเรือสินค้าเยอรมันชื่อ ทาโคมา ซึ่งแล่นตามมาด้วย เพียงสามวันหลังจากที่เรือได้สิ้นสภาพลง น.อ.แลงสดอร์ฟ ได้ปลิดชีวิตตัวเองด้วยกระสุนปืน ในชุดเครื่องแบบเต็มยศ และ ได้สิ้นลมลงบนธงชาติของเยอรมันที่ตัวเองปูรอเอาไว้ อันเป็นการเลือกทางออกแบบชายชาตินาวีที่ถือว่า สิ้นเรือก็สมควรสิ้นลม การเสียชีวิตของน.อ.แลงสดอร์ฟ ครั้งนี้ ต่างได้รับการสดุดีในความกล้าหาญจากทหารเรือทุกฝ่ายแม้กระทั่ง ฝ่ายตรงข้าม พิธีศพได้จัดทำอย่างสมเกียรติ เพราะการสู้รบครั้งนี้ ถือว่าเป็นการสู้รบกันอย่างชายชาติทหารที่มีการเคารพในกฎเกณฑ์และเต็มไปด้วยจริยธรรม

อ้างอิง[แก้]

  • กองทัพเรือ, เอกสารอ้างอิงกองทัพเรือ 7104 “ประวัติการสงครามทางเรือสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2, พ.ศ. 2545, กรมยุทธศึกษาทหารเรือ
  • ปรีชา ศรีวาลัย, “สงครามโลกครั้งที่ 2”, พ.ศ. 2543, โอเดียนสโตร์
  • Dudley Pope, “The Battle of the River Plate”, 1987, The Naval Institute Press USA.