ภาวะเสียการคำนวณ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
| ภาวะเสียการคำนวณ (Acalculia) |
|
|---|---|
| การจำแนกประเภทโรค และแหล่งข้อมูลอื่น | |
| ICD-10 | F81.2 |
| ICD-9 | 784.69 |
ภาวะเสียการคำนวณ (Acalculia) เป็นภาวะบกพร่องที่ได้รับมา (acquired) ของผู้ป่วย มีอาการบกพร่องในกระบวนการทางคณิตศาสตร์ง่ายๆ เช่น การบวก, การลบ, การคูณ, หรือแม้กระทั่งการเปรียบเทียบระหว่างจำนวนว่าจำนวนใดมากกว่า ภาวะเสียการคำนวณแตกต่างจากภาวะบกพร่องการเรียนรู้การคำนวณ (dyscalculia) ซึ่งเป็นความผิดปกติของพัฒนาการ แต่ภาวะเสียการคำนวณเกิดจากการบาดเจ็บของระบบประสาทเช่นโรคหลอดเลือดสมอง[1]
[แก้] ความแปรผัน
ภาวะเสียการคำนวณเกี่ยวข้องกับรอยโรคที่กลีบข้างขม่อม (parietal lobe) (โดยเฉพาะที่รอยนูนแองกูลาร์ (angular gyrus)) และกลีบด้านหน้า (frontal lobe) ของซีรีบรัม และมีอาการแสดงแรกคือมีภาวะสมองเสื่อม (dementia) ในผู้ป่วยบางคนอาจพบอาการของการเสียการคำนวณเพียงอย่างเดียว แต่โดยทั่วไปจะพบกลุ่มอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะเสียการเขียนสื่อความ (agraphia) , ภาวะเสียการระลึกรู้นิ้วมือ (finger agnosia) , และอาการสับสนทิศทางซ้ายขวา ซึ่งเกิดจากความเสียหายของรอยนูนแองกูลาร์ข้างซ้าย หรือที่เรียกกันว่า กลุ่มอาการเกิร์สท์มานน์ (Gerstmann's syndrome) [2][3]
จากการศึกษาผู้ป่วยซึ่งมีรอยโรคที่กลีบข้างขม่อมแสดงให้เห็นว่ารอยโรคที่รอยนูนแองกูลาร์จะมีแนวโน้มเกิดความบกพร่องในการจำข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์มากกว่า เช่น สูตรคูณ โดยไม่มีความบกพร่องในการลบเลข ในทางกลับกันผู้ป่วยที่มีรอยโรคบริเวณร่องอินทราพาไรทัล (intraparietal sulcus) จะมีแนวโน้มเกิดความบกพร่องในการลบเลข แต่ยังมีความสามารถในการคูณเลข[4] จากการศึกษาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าบริเวณต่างๆ ของกลีบข้างขม่อมทำหน้าที่แตกต่างกันในกระบวนการทางคณิตศาสตร์
[แก้] อ้างอิง
- ^ "Acalculia." Stedman's Medical Dictionary, 27th ed. (2000). ISBN 0-683-40007-X
- ^ Gerstmann, J. (1940). Syndrome of finger agnosia, disorientation for right and left, agraphia, acalculia. Archives of Neurology and Psychology 44, 398–408.
- ^ Mayer, E. et al. (1999). A pure case of Gerstmann syndrome with a subangular lesion. Brain 122, 1107–1120.
- ^ Dehaene, S., & Cohen, L. (1997). Cerebral pathways for calculation: Double dissociation between rote verbal and quantitative knowledge of arithmetic. Cortex, 33 (2) , 219-250.

