ปากนรกภูมิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ปากนรกภูมิ
Hellmouth
Marmion1475 LA GettyMuseum Ms30-f17r detail2.jpg
“ปากนรกภูมิ” โดยซิมง มาร์มิยอง จาก “Getty Les Visions du chevalier Tondal”, ราว ค.ศ. 1475
“ปากนรกภูมิ”, ปิดโดยอัครเทวดาจากหนังสือเพลงสดุดีวินเชสเตอร์, ราว ค.ศ. 1150

ปากนรกภูมิ (อังกฤษ: Hellmouth หรือ Mouth of Hell) คือทางเข้าสู่ขุมนรกที่เป็นภาพปากที่อ้ากว้างของยักษาตัวใหญ่ ซึ่งเป็นภาพพจน์ที่เริ่มเขียนกันขึ้นเป็นครั้งแรกในศิลปะแองโกล-แซ็กซอน และต่อมาก็เผยแพร่ไปทั่วยุโรป และเป็นภาพที่นิยมวาดเป็นองค์ประกอบของภาพ “การตัดสินครั้งสุดท้าย” และ “ลงสู่ขุมนรก” (Harrowing of Hell) จนกระทั่งมาถึงปลายยุคกลาง และบางครั้งก็เลยมาจนถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาและหลังจากนั้น การเขียน “ปากนรกภูมิ” มาฟื้นฟูกันอีกครั้งในภาพพิมพ์สมัยนิยม (Popular print) หลังการปฏิรูปศาสนาของนิกายโปรเตสแตนต์ เมื่อรูปลักษณ์ของผู้ที่เป็นศัตรูจะเป็นผู้ที่กำลังจะถูกกลืนหายเข้าไปในปาก[1] งานชิ้นสำคัญในสมัยหลังเป็นงานเขียนสองชิ้นของเอลเกรโกที่เขียนราวปี ค.ศ. 1578[2] หรือการ์ตูนล้อการเมืองที่เป็นภาพของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 นำหน้ากองทัพไปสู่ความหายนะในปากนรก[3]

การละครของยุคกลางมักจะใช้ปากนรกภูมิเป็นฉาก หรือ เครื่องชัก เพื่อที่จะสร้างความหวั่นกลัวให้แก่ผู้ชม ในการสร้างภาพพจน์อันสยดสยองของทางเข้าสู่ขุมนรก ลักษณะที่สร้างก็มักจะเป็นทางเข้าปราสาทโบราณที่มีเชิงเทิน โดยเพราะเมื่อต้องการที่จะเปรียบเทียบกับสวรรค์[4]

งานชิ้นโบราณที่สุดของปากนรกภูมิที่เป็นปากสัตว์เท่าที่ทราบโดยนักประวัติศาสตร์ศิลป์ชาวอเมริกันเมเยอร์ ชาพิโรเป็นงานสลักงาช้างที่สลักขึ้นราว ค.ศ. 800 (พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียและอัลเบิร์ต, ลอนดอน) ชาพิโรกล่าวว่างานส่วนใหญ่ที่สร้างก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นงานที่ทำในอังกฤษ ชาพิโรสันนิษฐานว่ารูปลักษณ์ดังกล่าวอาจจะมาจากตำนานปรัมปรา “แครคเดอะดูม” ของเพกัน ที่เป็นปากของหมาป่ายักษ์เฟนเรียร์ ผู้ถูกสังหารโดยวิดาร์ ผู้ใช้สัญลักษณ์ของไครสต์บนกางเขนกอสฟอร์ธ และจากงานศิลปะแองโกล-สแกนดิเนเวียชิ้นอื่นๆ[5] ในการผสานกลืนเข้ากับไวกิงที่ถือคริสต์ศาสนาของประชาชนทางตอนเหนือของอังกฤษ สถาบันศาสนาก็ดูเหมือนพร้อมที่จะยอมรับรูปสัญลักษณ์ที่ใช้ในประเพณีนิยมของท้องถิ่นเข้ามาผสานกับรูปสัญลักษณ์ที่ใช้ในคริสต์ศาสนาโดยมิได้ทำการขัดขวาง เช่นในการใช้หินสลักสำหรับที่หมายหลุมศพแบบไวกิงเป็นต้น ที่กล่าวถึงในวรรณกรรม “เบวูล์ฟ[6]

ในหนังสือแองโกล-แซ็กซอน “Vercelli Homilies” (4:46-8) กล่าวถึงความเกี่ยวข้องระหว่างซาตานกับมังกรที่กลืนผู้ที่ชั่วร้าย:

“... ne cumaþ þa næfre of þæra wyrma seaðe & of þæs dracan ceolan þe is Satan nemned."
"[มัน]ไม่มีวันที่จะได้ออกจากบ่องูและคอหอยของมังกรที่เรียกว่าซาตาน”[7]

อสูรทะเลเลวิเอธัน (แปลจากภาษาฮิบรู, พระธรรมโจป 41:1, “wreathed animal”) ได้รับการบรรยายว่ามีลักษณะดังกล่าว แม้ว่าจะยากที่จะยืนยันถึงรูปลักษณ์ที่ปรากฏในสมัยแรก แต่ในกวีนิพนธ์ภาษาอังกฤษโบราณ “วาฬ” ใน “หนังสือเอ็กซิเตอร์” ปากขุมนรกเปรียบเทียบทำนองเดียวกันกับปากของวาฬ: {{Quote:วาฬมีกลเม็ดอีกอย่างหนึ่ง: เมื่อหิววาฬก็จะอ้าปาก และ จะมีกลิ่นหอมโชยออกมา ปลาก็จะถูกล่อลวงจนต้องตามกลิ่นเข้าไปในปากวาฬ ในทันทีทันใดวาฬก็จะหุบปาก เช่นเดียวกับที่เมื่อผู้ใดปล่อยให้ตนเองหลงตามกลิ่นหอมที่นำไปสู่การทำบาปก็จะต้องตกนรก ที่เปิดขึ้นโดยปีศาจร้าย — ถ้าผู้นั้นหลงความสำราญความยั่วยวนทางกายแทนที่จะเป็นทางจิตวิญญาณ เมื่อจะนำบุคคลเหล่านั้นลงไปยังนรก ปีศาจก็จะอ้าปากและเปิดประตูนรก ไม่มีผู้ใดที่สามารถจะหลุดรอดออกมาได้ เช่นเดียวกันกับปลาที่ไม่อาจจะหลุดรอดออกมาจากปากของวาฬได้[8]}}

ต่อมาในสมัยกลางก็มีการเชื่อมโยงภาพพจน์ของปากนรกภูมิกับเซอร์เบอรัสซึ่งเป็นสุนัขปีศาจสามหัวของตำนานเทพกรีก แม้ว่างานของแองโกล-แซ็กซอนคงจะมิได้เชื่อมโยงกับสัตว์ในตำนานดังกล่าว[9]

ตัวซาตานเองก็มักจะเป็นภาพผู้ที่อยู่ในนรกสวาปามผู้ชั่วร้าย แต่ตามความเห็นของ จี.ดี. สมิธภาพนี้เป็นภาพที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความคิดเกี่ยวกับปากนรกภูมิแต่อย่างใด และปากนรกภูมิก็ไม่ควรคิดว่าจะเป็นสิ่งเดียวกับปากของซาตาน แต่ดูเหมือนฮอฟมันน์ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วย[10] นอกจากนั้นปากนรกภูมิก็ไม่เคยได้รับการบรรยายว่าได้งับผู้ชั่วร้าย เพียงแต่เปิดกว้างไว้เท่านั้น พร้อมที่จะรับผู้คนเพิ่มขึ้น

ลักษณะต้นรากอีกประการหนึ่งของความคิดของสมัยกลางเกี่ยวกับปากนรกภูมิก็มาจาก “พระธรรมกันดารวิถี” บทที่ 16, ข้อที่ 28 ถึง 33 ซึ่งบรรยายการกระทำชั่วขณะของพระเจ้า มิใช้สถานะถาวร และมิได้มีนัยยะถึงปากอสุรกาย ซึ่งทำให้ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นสาเหตุในการสร้างภาพพจน์ของยุคกลางได้:

Cquote1.svg

16:28 และโมเสสพูดว่า "ดังนี้แหละท่านทั้งหลายจะได้ทราบว่า พระเยโฮวาห์ใช้ให้ข้ามากระทำการทั้งสิ้นนี้ ข้ามิได้กระทำตามอำเภอใจข้าเอง
16:29 ถ้าคนเหล่านี้ตายอย่างคนธรรมดาทั้งปวง หรือเหตุการณ์อย่างคนธรรมดามาเยี่ยมเยียนเขา ก็หมายว่าพระเยโฮวาห์มิได้ทรงใช้ข้ามา
16:30 แต่ถ้าพระเยโฮวาห์บันดาลอะไรใหม่เกิดขึ้นและแผ่นธรณีอ้าปากกลืนคนเหล่านี้ เข้าไปพร้อมกับข้าวของทั้งหมดของเขา และเขาทั้งหลายลงไปสู่แดนคนตายทั้งเป็น ท่านทั้งหลายจงทราบเถิดว่า คนเหล่านี้ได้สบประมาทพระเยโฮวาห์"
16:31 ต่อมาเมื่อท่านกล่าวบรรดาคำเหล่านี้จบ แผ่นดินใต้ที่เขาเหล่านั้นยืนอยู่ก็แยกออก
16:32 และแผ่นธรณีก็อ้าปากออกกลืนเขาทั้งหลายกับครอบครัว และบรรดาคนของโคราห์และข้าวของทั้งหมดของเขา
16:33 ดังนั้นเขาทั้งหลายพร้อมกับข้าวของทั้งหมดของเขาลงไปสู่แดนคนตายทั้งเป็น และแผ่นดินก็งับเขาไว้และเขาทั้งหลายก็พินาศเสียจากท่ามกลางที่ประชุม[11]

Cquote2.svg

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Example by Cranach, 1545
  2. ^ Variously called The Adoration of the Name of Jesus (National Gallery, London)image, The Dream of Philip II or Allegory of the Battle of Lepanto (Escurial).image
  3. ^ from first external link
  4. ^ The Ecclesiological Society Dooms and the mouth of hell in the late medieval period with pictures including two Renaissance stagings.
  5. ^ Meyer Schapiro, "Cain's Jaw-Bone that Did the First Murder", Selected Papers, volume 3, Late Antique, Early Christian and Mediaeval Art, 1980, pp. 257-9 and notes, Chatto & Windus, London, ISBN 0701125144JSTOR
  6. ^ The Anglo-Scandinavian Hogback: A Tool for Assimilation
  7. ^ Petra Hofmann (thesis)Infernal Imagery in Anglo-Saxon Charters, p. 85, St Andrews, 2008
  8. ^ translation by Michael DC Drout
  9. ^ Hofmann, 148
  10. ^ Hofmann, 85
  11. ^ Holy Zone for Christ. กันดารวิถี 16

[แก้] อ่านเพิ่ม

[แก้] ดูเพิ่ม

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น