นาฬิกาหกชั่วโมง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นาฬิกาหกชั่วโมง เป็นระบบการนับเวลาแต่โบราณซึ่งใช้ในภาษาไทยและภาษาลาว ควบคู่กันไปกับนาฬิกายี่สิบสี่ชั่วโมงที่ใช้อย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับระบบอื่นที่ใช้กันทั่วไป ระบบดังกล่าวนับว่าหนึ่งวันมียี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ในหนึ่งวันจะแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ส่วนละหกชั่วโมง

การเรียก[แก้]

ชั่วโมงในแต่ละส่วน (ยกเว้นชั่วโมงที่หก) จะมีการบอกด้วยคำหรือวลีที่กำหนดขึ้น อันประกอบด้วย

  • ... โมงเช้า ใช้กับครึ่งแรกของกลางวัน (7:00 - 12:59 น.)
  • บ่าย ... โมง ใช้กับครึ่งหลังของกลางวัน (13:00 - 18:59 น.)
  • ... ทุ่ม ใช้กับครึ่งแรกของกลางคืน (19:00 - 00:59 น.)
  • ตี ... ใช้กับครึ่งหลังของกลางคืน (01:00 - 06:59 น.)

คำเหล่านี้เชื่อกันว่ามีที่มาจากเสียงของอุปกรณ์นับเวลาแต่โบราณ ซึ่งใช้ฆ้องในการบอกโมงยามในเวลากลางวัน และใช้กลองในเวลากลางคืน คำว่า "โมง" อันเป็นเสียงเลียนธรรมชาติของเสียงฆ้อง และ "ทุ่ม" ซึ่งเป็นการเลียนเสียงกลอง ตี เป็นคำกริยาสามารถหมายถึงทำให้เกิดเสียง และสันนิษฐานว่ามีที่มาจากการตีอุปกรณ์นับเวลานั้น[1] ส่วน "เช้า" และ "บ่าย" เป็นคำช่วยแบ่งครึ่งช่วงกลางวัน

ชั่วโมงที่หกของแต่ละส่วนนั้นเรียกโดยใช้คำแตกต่างกัน ชั่วโมงที่หกที่ตรงกับรุ่งเช้านั้นจะเรียกว่า ย่ำรุ่ง ชั่วโมงที่หกในช่วงเย็นนั้นจะเรียกว่า ย่ำค่ำ ซึ่งทั้งสองคำหมายถึงการตีฆ้องหรือกลองเป็นลำดับเพื่อบอกให้ทราบถึงการเปลี่ยนช่วงเวลา (ย่ำ) ส่วน รุ่ง และ ค่ำ หมายถึง ช่วงเช้าและช่วงเย็น ที่ใช้แสดงถึงเวลา ช่วงที่อยู่กลางกลางวันและกลางคืนเรียกว่า เที่ยงวัน และ เที่ยงคืน ตามลำดับ

เที่ยงคืนยังถูกเรียกว่า สองยาม ซึ่งหมายความว่าเป็นจุดสิ้นสุดของการนับยามช่วงที่สอง นอกเหนือจากนี้ หกทุ่ม และ ตีหก ยังอาจใช้หมายถึงเที่ยงคืนหรือหกโมงเช้า และชั่วโมงที่สี่และที่หกในช่วงบ่ายยังอาจเรียกด้วยคำว่า โมงเย็น ได้ด้วย

ส่วนรูปแบบยี่สิบสี่ชั่วโมงตามแบบสากลนั้นใช้ในระดับเป็นทางการ อย่างเช่น ข่าว รายงานหรือประกาศ การอ่านให้เติมคำว่า นาฬิกา หลังตัวเลข 0 ถึง 24

ประวัติ[แก้]

ระบบนี้ใช้กันมาในบางรูปแบบตั้งแต่สมัยราชอาณาจักรอยุธยา แต่ได้รับการจัดให้เป็นหมวดหมู่คล้ายกับในปัจจุบันในปี พ.ศ. 2444 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 17 หน้า 206[2] ทุกวันนี้ ระบบดังกล่าวใช้ในการสนทนาระดับไม่เป็นทางการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รูปแบบแผลงของนาฬิกาหกชั่วโมงมักจะพบได้บ่อยกว่า[1] ซึ่งบ่อยครั้งที่ครึ่งแรกของกลางวัน (รวมทั้งเที่ยงคืนถึงหกโมง) นับเป็นนาฬิกาสิบสองชั่วโมง นั่นคือ หกโมงเช้า, เจ็ดโมงเช้า ไปจนถึง สิบเอ็ดโมง

ตารางเปรียบเทียบ[แก้]

เวลา นาฬิกาหกชั่วโมง นาฬิกาหกชั่วโมง (แผลง) นาฬิกายี่สิบสี่ชั่วโมง
1:00 น. ตีหนึ่ง ตีหนึ่ง หนึ่งนาฬิกา
2:00 น. ตีสอง ตีสอง สองนาฬิกา
3:00 น. ตีสาม, สามยาม ตีสาม สามนาฬิกา
4:00 น. ตีสี่ ตีสี่ สี่นาฬิกา
5:00 น. ตีห้า ตีห้า ห้านาฬิกา
6:00 น. ตีหก, ย่ำรุ่ง หกโมงเช้า, หกโมง หกนาฬิกา
7:00 น. หนึ่งโมงเช้า เจ็ดโมงเช้า, เจ็ดโมง เจ็ดนาฬิกา
8:00 น. สองโมงเช้า แปดโมงเช้า, แปดโมง แปดนาฬิกา
9:00 น. สามโมงเช้า เก้าโมง เก้านาฬิกา
10:00 น. สี่โมงเช้า สิบโมง สิบนาฬิกา
11:00 น. ห้าโมงเช้า สิบเอ็ดโมง สิบเอ็ดนาฬิกา
12:00 น. เที่ยงวัน, เที่ยง, ย่ำเที่ยง เที่ยงวัน, เที่ยง สิบสองนาฬิกา
13:00 น. บ่ายหนึ่งโมง บ่ายโมง, บ่ายหนึ่ง สิบสามนาฬิกา
14:00 น. บ่ายสองโมง บ่ายสอง สิบสี่นาฬิกา
15:00 น. บ่ายสามโมง บ่ายสาม สิบห้านาฬิกา
16:00 น. บ่ายสี่โมง บ่ายสี่, สี่โมงเย็น, สี่โมง สิบหกนาฬิกา
17:00 น. บ่ายห้าโมง ห้าโมงเย็น, ห้าโมง สิบเจ็ดนาฬิกา
18:00 น. หกโมงเย็น, ย่ำค่ำ หกโมงเย็น, หกโมง สิบแปดนาฬิกา
19:00 น. หนึ่งทุ่ม หนึ่งทุ่ม สิบเก้านาฬิกา
20:00 น. สองทุ่ม สองทุ่ม ยี่สิบนาฬิกา
21:00 น. สามทุ่ม, ยามหนึ่ง สามทุ่ม ยี่สิบเอ็ดนาฬิกา
22:00 น. สี่ทุ่ม สี่ทุ่ม ยี่สิบสองนาฬิกา
23:00 น. ห้าทุ่ม ห้าทุ่ม ยี่สิบสามนาฬิกา
24:00 น., 00:00 น. เที่ยงคืน, หกทุ่ม, สองยาม เที่ยงคืน, หกทุ่ม ยี่สิบสี่นาฬิกา, ศูนย์นาฬิกา

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Thongprasert, Chamnong (1985), "ทุ่ม-โมง-นาฬิกา (Thum-Mong-Nalika)", ภาษาไทยไขขาน (Thai Unlocked), Bangkok: Prae Pitaya Press, pp. 229–237 . (ไทย)
  2. "ประกาศใช้ทุ่มโมงยาม", Royal Gazette (17), 29 July 1901: 206, สืบค้นเมื่อ 2008-10-18 . (ไทย)
  • Royal Institute (2003), พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (Royal Institute Dictionary, BE 2542), Bangkok: Nanmee Books Publications, ISBN 974-9588-04-5 . (ไทย)