นกยูงไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นกยูงไทย
เพศผู้
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Aves
อันดับ: Galliformes
วงศ์: Phasianidae
สกุล: Pavo
ชนิด: P. muticus
ชื่อทวินาม
Pavo muticus
Linnaeus, 1766
สปีชีส์ย่อย
  • P. m. muticus
    Linnaeus, 1766
  • P. m. spicifer
    Shaw, 1804
  • P. m. imperator
    Delacour, 1949

นกยูงไทย หรือ นกยูงสีเขียว (อังกฤษ: Green peafowl; ชื่อวิทยาศาสตร์: Pavo muticus มาจากภาษาละติน Pavo, นกยูง; muticus, เชื่อมต่อ หรือ ตัดทอน) [1] เป็นไก่ฟ้าขนาดใหญ่ที่พบในป่าเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นญาติใกล้ชิดกับนกยูงอินเดียหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่านกยูงสีฟ้า (ชื่อวิทยาศาสตร์: Pavo cristatus) ที่ส่วนมากพบในอนุทวีปอินเดีย

ลักษณะ[แก้]

หัวและคอส่วนบนของนกยูงตัวเมีย

นกยูงไทยเป็นนกจำพวกไก่ฟ้าขนาดใหญ่ นกตัวผู้อาจยาวได้ถึง 3 เมตรเมื่อรวมหาง อาจหนักถึง 5 กก. ตัวเมียยาว 1.1 เมตร หนักประมาณ 1.1 กก. ช่วงปีกกว้าง 1.2 เมตร นกตัวผู้ยังมีหงอนเป็นพู่สูงและมีแผ่นหนังที่หน้าสีฟ้าสลับสีเหลืองเห็นได้ ชัดเจน ขนลำตัวมีสีเขียวเป็นประกายแววเหลือบสีน้ำเงินบนปีกและสีทองแดงทางด้านข้าง ลำตัวดูเป็นลายเกล็ดแพรวพราวไปทั้งตัว ขนปีกบินสีน้ำตาลแดง ขนคลุมโคนหางยื่นยาวออกมาก มีสีเขียวและมีจุดดวงตากลมที่ขลิบด้วยสีฟ้าและสีน้ำเงิน นกตัวเมียลักษณะโดยทั่วไปคล้ายนกตัวผู้ แต่ขนสีเหลือบเขียวน้อยกว่าและมีประสีน้ำตาลเหลืองอยู่ทั่วไป ขนคลุมโคนหางไม่ยื่นยาวดังเช่นในนกตัวผู้ นกยูงไทยบินได้เก่งกว่านกยูงอินเดีย

นกตัวผู้ของสปีชีส์ย่อย imperator และ spicifer มีสีเขียวออกฟ้า ชนิดย่อยแรกมีสีเขียวเหลือบที่อก คอ ปีกด้านใน และด้านนอกขนปีกกลาง ชนิดหลังสีทึบกว่า อกและคอสีออกฟ้ากว่า มีสีดำมากกว่าตรงปีกด้านใน และด้านนอกขนปีกกลาง ขณะที่ชนิดย่อย muticus มีขนสีเขียวทองมีสีฟ้าเล็กน้อยบนคอและอก ขนอกและคออาจเปลี่ยนได้หลากหลายขึ้นอยู่กับอายุและเพศ[2]

การกระจายพันธุ์และถิ่นอาศัย[แก้]

นกยูงมีการกระจายพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย[3] ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีนจนถึงลาว ไทย เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซียตะวันตก และเกาะชวา ในประเทศไทยพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก[4]

นกยูงไทยพบได้ในถิ่นอาศัยหลากหลายไม่ว่าจะเป็นป่าเก่าหรือป่าปลูกในระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล[3]ทั้งในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ทั้งพบได้ในป่าไผ่ ทุ่งหญ้า เช่นกัน ในเวียดนามพบนกอาศัยอยู่ป่าแล้งผลัดใบใกล้แหล่งน้ำและห่างจากการรบกวนของมนุษย์[5] แหล่งน้ำนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของถิ่นอาศัย[6]

การจัดจำแนก[แก้]

ตามคำแนะนำของตัวแทนผู้ก่อตั้งสมาคมไก่ฟ้าโลกและนักปักษีวิทยา ฌ็อง เดอลากูร์ แบ่งออกเป็น 3 ชนิดย่อย:[2][7][8]

  • P. m. muticus (ชนิดย่อยที่ได้รับการตั้งชื่อตามสปีชีส์) พบในชวา มาเลเซียตะวันตกจากทางเหนือไปทางใต้จนถึงรัฐเกดะห์
  • P. m. imperator พบในพม่าจนถึงไทย ตอนใต้ของจีนและอินโดจีน
  • P. m. spicifer พบทางตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียและบังคลาเทศ

ผู้แต่งบางคนเสนอให้ประชากรที่พบในยูนานแยกเป็นอีกชนิดย่อยหนึ่ง[9] ปัจจุบันไม่พบนกยูงไทยในสุมาตราและบอร์เนียวแล้ว และบันทึกการพบทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียก็เป็นบันทึกเมื่อนานมาแล้วปัจจุบันอาจสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่แล้วเช่นกัน[10]

พฤติกรรม[แก้]

นกยูงตัวเมีย

ออกหากินตามหาดทรายและสันทรายริมลำธารในตอนเช้าตรู่จนกระทั่งถึง ตอนบ่ายกินทั้งเมล็ดพืชและสัตว์เล็กๆ แล้วจึงบินกลับมาเกาะนอนอยู่บนยอดไม้สูง ปกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ 2-6 ตัว ยกเว้นในบางบริเวณเช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี พบนกยูงอยู่รวมกันเป็นฝูงถึง 10 ตัว

การสืบพันธุ์[แก้]

ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนเมษายน ขนคลุมโคนหางของนกตัวผู้จะเจริญเต็มที่ในเดือนตุลาคม และจะผลัดขนนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ การเกี้ยวพาราสีกันของนกยูงเริ่มเมื่อนกยูงตัวเมียหากินเข้าไปดินแดนของนก ตัวผู้ ตัวผู้จะร่วมเข้าไปหากินในฝูงด้วย และแสดงการรำแพนหาง กางปีกสองข้างออกพยุงลำตัว ชูคอขึ้นแล้วย่างก้าวเดินหมุนตัวไปรอบ ๆ ตัวเมีย การรำแพนหางจะใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที หากตัวเมียพร้อมที่จะผสมพันธุ์จะย่อตัวลงให้ตัวผู้ขึ้นผสมพันธุ์ นกยูงทำรังบนพื้นดินตามที่โล่งหรือตามซุ้มกอพืช อาจมีหญ้าหรือใบไม้แห้งมารองรัง วางไข่ครั้งละ 3 - 6 ฟอง เริ่มฟักไข่หลังจากออกไข่ฟองสุดท้ายแล้ว โดยใช้เวลาฟักทั้งสิ้น 26 - 28 วัน ลูกนกแรกเกิดมีขนอุยคลุมทั่วตัว สามารถยืนและเดินตามแม่ไปหาอาหารได้ทันทีที่ขนแห้ง โดยลูกนกจะตามแม่ไปหากินไม่น้อยกว่า 6 เดือน จากนั้นจึงหากินตามลำพัง[3]

อ้างอิง[แก้]

  1. Johnsgard, P.A. (1999). The Pheasants of the World: Biology and Natural History. Washington, DC: Smithsonian Institution Press. p. 374. ISBN 1-56098-839-8. 
  2. 2.0 2.1 Zoological Museum Amsterdam. Accessed 20 April 2008
  3. 3.0 3.1 3.2 นกยูงไทย องค์การสวนสัตว์
  4. BirdLife International 2006. Threatened birds of Asia: the BirdLife International Red Data Book. Cambridge, UK. pp. 1052–1087 Pavo muticus PDF
  5. Brickle, Nick W. (2002). "Habitat use, predicted distribution and conservation of green peafowl (Pavo muticus) in Dak Lak Province, Vietnam". Biological Conservation 105 (2): 189. doi:10.1016/S0006-3207 (01) 00182-3 Check |doi= value (help). 
  6. Brickle, N. W., Nguyen Cu, Ha Quy Quynh, Nguyen Thai Tu Cuong and Hoang Van San (1998) The Status and Distribution of Green Peafowl Pavo muticus in Dak Lak Province, Vietnam. BirdLife International - Vietnam Programme, Hanoi, VietnamHanoi. PDF
  7. Clements, James F. (2007). The Clements Checklist of the Birds of the World, ed. 6. London: Christopher Helm. ISBN 9780713686951. 
  8. Dickinson, Edward C.(editor) (2003). The Howard and Moore Complete Checklist of the Birds of the World, ed. 3. ISBN 0713665362 Check |isbn= value (help). .
  9. Madge, Steve & Phil McGowan (2002) Pheasants, Partridges, and Grouse:A Guide to the Pheasants, Partridges, Quails, Grouse, Guineafowl, Buttonquails, and Sandgrouse of the World. Princeton Univ. Press, Princeton, N.J. ISBN 0-7136-3966-0
  10. Rasmussen, P. C. & J. C. Anderton (2005) The Birds of South Asia. Smithsonian Institution & Lynx Edicions.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]