ตำนานคนตัดไผ่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตะเกะโตริ โนะ โอะกินะนำคะงุยะ-ฮิเมะกลับบ้านไปให้ภรรยาโดยโตะซะ ฮิโรมิชิ (Tosa Hiromichi), ราว ค.ศ. 1600

ตำนานคนตัดไผ่ หรือ ตำนานเจ้าหญิงคะงุยะ (ญี่ปุ่น: 竹取物語 หรือ かぐや姫, อังกฤษ: The Tale of the Bamboo Cutter หรือ The Tale of Princess Kaguya) เป็นตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ที่ถือกันว่าเป็นวรรณกรรมญี่ปุ่นชิ้นที่เก่าแก่ที่สุด[1][2] และเป็นตัวอย่างของที่มาของนวนิยายเชิงวิทยาศาสตร์[3]

เรื่องดำเนินไปโดยมีศูนย์กลางคือเด็กหญิงที่ไม่ทราบที่มา ชื่อ คะงุยะ-ฮิมะ (Kaguya-hime) ที่คนตัดไผ่ไปพบเมื่อยังเป็นทารกภายในปล้องไผ่ที่เรืองแสง กล่าวกันว่าคะงุยะมาจากจันทรประเทศ (月の都) และมีผมที่ “เงาวาวเหมือนทอง”

เนื้อเรื่อง[แก้]

วันหนึ่งขณะที่เดินอยู่กลางป่า ชายแก่ผู้มีอาชีพตัดไผ่ชื่อตะเกะโตริ โนะ โอะกินะ (ญี่ปุ่น: 竹取翁  หรือ "ชายแก่ผู้ตัดไผ่ขาย" ?) มองเห็นปล้องไผ่ที่ส่องแสงเรืองรองเข้า ด้วยความสงสัยก็ไปตัดปล้องไผ่ดู ก็พบว่าภายในมีเด็กทารกผู้หญิงขนาดเท่าหัวแม่มือนอนอยู่ ตะเกะโตริ โนะ โอะกินะผู้มีความดีใจที่ได้พบเด็กน้อยน่ารักก็นำทารกกลับไปบ้านไปให้ภรรยาเลี้ยงอย่างลูก และตั้งชื่อให้ว่าคะงุยะ-ฮิเมะ (ญี่ปุ่น: かぐや姫 หรือ "เจ้าหญิงแห่งราตรีอันเรืองรอง" ?)

ตั้งแต่นั้นมาตะเกะโตริ โนะ โอะกินะก็พบว่าเมื่อใดที่ตนตัดปล้องไผ่ ก็จะพบก้อนทองก้อนเล็กๆ อยู่ภายในปล้องไผ่ที่ตัด ไม่นานนักตะเกะโตริ โนะ โอะกินะก็มีฐานะร่ำรวยขึ้นมา คะงุยะ-ฮิเมะเองก็เติบโตขึ้นมาเป็นสตรีที่มีขนาดปกติและมีความสวยงามเป็นอันมาก ในระยะแรกตะเกะโตริ โนะ โอะกินะก็พยายามกันไม่ให้ลูกสาวได้พบกับคนแปลกหน้า แต่ไม่นานนักความสวยงามของคะงุยะก็เป็นที่เลื่องลือจนเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป จนกระทั่งมีเจ้าชายห้าพระองค์เสด็จมาขอตัวคะงุยะ-ฮิเมะต่อตะเกะโตริ โนะ โอะกินะ และทรงพยายามหว่านล้อมให้ตะเกะโตริ โนะ โอะกินะไปบอกให้คะงุยะ-ฮิเมะเลือกเจ้าชายองค์ใดองค์หนึ่งจนกระทั่งสำเร็จ เมื่อทราบว่ามีผู้มาหมายปองคะงุยะ-ฮิเมะจึงวางแผนกันตนเอง โดยตั้งข้อทดสอบต่างๆ ที่ยากเกินกว่าที่จะทำให้สำเร็จได้ให้เจ้าชายแต่ละองค์ไปทำ คะงุยะ-ฮิเมะประกาศว่าจะยอมแต่งงานกับเจ้าชายองค์ใดที่สามารถนำสิ่งที่ตนขอมากลับมาได้

คืนนั้นตะเกะโตริ โนะ โอะกินะก็ทูลเจ้าชายแต่ละพระองค์ถึงสิ่งต่างๆ ที่คะงุยะ-ฮิเมะขอให้แต่ละองค์ต้องทรงนำกลับมา เจ้าชายองค์แรกต้องไปทรงนำบาตรหินของพระโคตมพุทธเจ้ามาจากอินเดียกลับมาให้ องค์ที่สองต้องทรงนำกิ่งไม้ประดับอัญมณีจากเกาะเพ็งกลาอิในประเทศจีน[4] องค์ที่สามต้องทรงไปนำเสื้อคลุมของหนูไฟจากเมืองจีนกลับมาให้ องค์ที่สี่ต้องทรงไปถอดอัญมณีจากคอมังกรมาให้ และองค์ที่ห้าต้องทรงไปหาหอยมีค่าของนกนกนางแอ่นกลับมา

เมื่อเจ้าชายองค์แรกทรงทราบว่าสิ่งที่ต้องทรงนำกลับมาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก พระองค์ก็ทรงนำบาตรอันมีค่ามาให้ แต่เมื่อเห็นว่าบาตรมิได้ส่องแสงเรืองรองตามที่บาตรศักดิ์สิทธิ์ควรจะเป็น คะงุยะ-ฮิเมะก็ทราบพระองค์ทรงหลอกลวง เจ้าชายอีกสองพระองค์ก็ทรงพยายามหลอกลวงเช่นกันแต่ก็ไม่สำเร็จ เจ้าชายองค์ที่สี่ทรงเลิกพยายามเมื่อทรงประสบกับลมมรสุม ส่วนเจ้าชายองค์สุดท้ายสิ้นพระชนม์ขณะที่ทรงพยายามที่จะแสวงหาสิ่งที่คะงุยะ-ฮิเมะต้องการมาให้

คะงุยะ-ฮิเมะกลับไปจันทรประเทศ

หลังจากนั้นจักรพรรดิมิคาโดะจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นก็เสด็จมาทอดพระเนตรสตรีผู้มีข่าวร่ำลือกันกันนักหนาว่ามีความสวยงาม เมื่อทรงได้เห็นพระองค์ก็ทรงตกหลุมรักคะงุยะ-ฮิเมะและทรงขอแต่งงานด้วย แม้ว่าจะไม่ต้องทรงผ่านการทดสอบเช่นเดียวกับเจ้าชายห้าองค์ก่อนหน้านั้น แต่คะงุยะ-ฮิเมะก็ยังคงปฏิเสธ โดยทูลว่านางนั้นเป็นสตรีผู้มาจากแดนไกลที่ทำให้ไม่สามารถที่จะเข้าไปในพระราชฐานของพระองค์ได้ แต่คะงุยะ-ฮิเมะก็ยังคงดำเนินการติดต่อกับมิคาโดะตลอดมา และก็ยังคงปฏิเสธคำขอของพระองค์ทุกครั้ง

ระหว่างฤดูร้อนปีนั้น เมื่อใดเห็นพระจันทร์เต็มดวงตาของคะงุยะ-ฮิเมะก็จะคลอไปด้วยน้ำตา ทั้งตะเกะโตริ โนะ โอะกินะและภรรยาก็พยายามถามถึงสาเหตุแต่คะงุยะ-ฮิเมะก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่ามีอะไรผิดปกติ พฤติกรรมของคะงุยะ-ฮิเมะยิ่งแปลกขึ้นจนกระทั่งจนในที่สุดก็ยอมเปิดเผยว่านางนั้นมิได้มาจากโลกนี้ และถึงเวลาแล้วจะต้องเดินทางกลับไปยังบ้านเมืองที่อยู่บนจันทรประเทศ บางตำนานก็กล่าวว่าคะงุยะ-ฮิเมะถูกส่งมายังมนุษยโลกชั่วคราวเพื่อเป็นการลงโทษเพราะไปทำความผิดเข้า แต่บางตำนานก็ว่าถูกส่งตัวมาซ่อนไว้ในโลกเพื่อความปลอดภัยระหว่างสงครามที่เกิดขึ้นบนสรวงสวรรค์

เมื่อวันที่จะต้องกลับใกล้เข้ามา จักรพรรดิมิคาโดะก็ทรงส่งทหารมาล้อมบ้านเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวจันทรประเทศมาเอาตัวคะงุยะ-ฮิเมะไปได้ แต่เมื่อทูตจาก “สรวงสวรรค์” มาถึงประตูบ้านของตะเกะโตริ โนะ โอะกินะ ทหารที่มารักษายามต่างก็ตาบอดกันไปตามๆ กันเพราะความแรงของแสงที่เรืองออกมา คะงุยะ-ฮิเมะประกาศว่าแม้ว่าตนเองจะมีความรักเพื่อนหลายคนบนมนุษยโลกแต่ก็จำต้องเดินทางกลับไปยังจันทรประเทศซึ่งเป็นบ้านเมืองที่แท้จริงของตนเอง จากนั้นคะงุยะ-ฮิเมะก็เขียนจดหมายร่ำลาขออภัยต่อตะเกะโตริ โนะ โอะกินะและภรรยา และ ต่อจักรพรรดิมิคาโดะ และมอบเสื้อคลุมให้บิดามารดาเลี้ยงไว้เป็นที่ระลึก จากนั้นก็เอาผอบยาอายุวัฒนะ (elixir of life) แนบไปกับจดหมายให้แก่ทหารยามไปถวายพระจักรพรรดิ เมื่อยื่นจดหมายให้แล้วและเอาเสื้อคลุมขนนกพาดไหล่เสร็จคะงุยะ-ฮิเมะก็ลืมความคิดถึงและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษยโลกจนหมดสิ้น ขบวนชาวทูตสวรรค์ก็นำคะงุยะ-ฮิเมะกลับไปยังจันทรประเทศ ทิ้งตะเกะโตริ โนะ โอะกินะและภรรยาไว้กับความโศรกเศร้าจนในที่สุดก็ล้มเจ็บ

ฝ่ายทหารยามเมื่อได้รับสาส์นและยาอายุวัฒนะแล้ว ก็นำกลับไปถวายและทูลรายงานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อพระจักรพรรดิ เมื่อพระองค์ก็ทรงอ่านจดหมายแล้วก็ทรงเต็มตื้นไปด้วยความโทมนัส และตรัสถามข้าราชบริพารว่า “ภูเขาลูกใดที่สูงที่สุดที่ใกล้สรวงสวรรค์ที่สุด?” ซึ่งข้าราชบริพารก็ทูลว่าเป็นมหาภูเขาแห่งจังหวัดซุรุกะ พระองค์ก็มีพระบรมราชโองการให้นำจดหมายของคะงุยะ-ฮิเมะไปยังยอดเขาและเผา ด้วยความหวังว่าความคิดคำนึงถึงนางของพระองค์จะล่องลอยตามสายควันขึ้นไปถึงคะงุยะ-ฮิเมะได้ นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีพระบรมราชโองการให้เผาผอบยาอายุวัฒนะที่ถ้าผู้ใดได้กินผู้นั้นก็จะเป็นอมตะตามไปด้วย เพราะไม่มีพระราชประสงค์ที่จะดำรงชีวิตไปตลอดกาลโดยปราศจากคะงุยะ-ฮิเมะ ตำนานกล่าวต่อไปว่าคำว่า (ญี่ปุ่น: 不死  fushi  หรือ “fuji”, (อมตะ) ?) หรือ “ฟูจิ” จึงกลายมาเป็นชื่อของภูเขา และคำในอักษรคันจิสำหรับภูเขาคือ “富士山” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ภูเขาที่เต็มไปด้วยนักรบ” ที่มาจากเมื่อกองทัพของพระจักรพรรดิเดินขึ้นไปบนภูเขาเพื่อที่จะไปปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ และกล่าวกันว่าควันจากการเผาจดหมายและยาอายุวัฒนะยังคงลอยระล่องขึ้นไปบนสรวงสวรรค์มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ (ในอดีตภูเขาฟูจิเป็นภูเขาที่คุกรุ่นมากกว่าในปัจจุบัน)

ความสัมพันธ์ทางวรรณกรรม[แก้]

เนื้อหาของตำนานมาจากเรื่องราวที่เล่าขานกันมาก่อนหน้าที่จะเขียนเป็นเรื่องราวขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ชื่อตัวเอกของเรื่อง--ตะเกะโตริ โนะ โอะกินะ--ปรากฏในกวีนิพนธ์ชุด (ญี่ปุ่น: 万葉集 man'yōshū “รวมโคลงหนึ่งพันใบ(ไม้)” ?) ที่รวบรวมขึ้นราว ค.ศ. 759 (โคลง # 3791) ในสมัยนาระ ในโคลงนี้ตะเกะโตริ โนะ โอะกินะพบกลุ่มสตรีที่ขับกลอนให้ฟัง ซึ่งทำให้สันนิษฐานได้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับคนตัดไผ่และสตรีลึกลับเป็นเรื่องราวที่เล่าขานกันมาก่อนหน้านั้น[5][6]

การเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ก็มาเกิดขึ้นอีกในราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ใน (ญี่ปุ่น: 今昔物語集 Konjaku Monogatarishū  หรือ “ประชุมบทนิพนธ์จากอดีต” ?) (เล่มที่ 31, บทที่ 33) แต่ความเกี่ยวข้องกับตำนานยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่[7]

นอกจากนั้นก็ยังมีผู้เสนอว่า “ตำนานคนตัดไผ่” เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ “ทะเลสาบหงส์ขาว” (Swan Lake) ที่เขียนโดยปีเตอร์ อิลิช ไชคอฟสกีด้วย[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งอาจจะมาจากการที่คะงุยะ-ฮิเมะสวม “hagoromo” (羽衣 หรือ “เสื้อคลุมขนนก”) เมื่อพร้อมที่จะเดินทางกลับจันทรประเทศ แต่ฮะโกะโระโมะเกี่ยวข้องมากกว่ากับตำนานที่เรียกว่า “hagoromo densetsu” เช่นในเรื่องที่บันทึกใน “Ohmi-no-kuni Fudo ki” ที่เป็นเรื่องของชายผู้ที่สอนสุนัขให้ขโมยเสื้อคลุมขนนกของนางฟ้าแปดองค์ขณะที่กำลังสรงน้ำ ซึ่งทำให้องค์หนึ่งต้องตกไปเป็นภรรยา เรื่องหลังนี้มีความคล้ายคลึงกันมากกับตำนานเยอรมันที่ “โวลันเดอร์ช่างเหล็ก” (Völundr หรือ Wayland the Smith) และน้องชายที่แต่งงานกับนางหงส์ นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีความคล้ายคลึงเป็นอันมากกับเรื่อง “พระสุธน-มโนราห์” ที่ตัวเอกของเรื่องเป็นนางกินรีที่ถอดปีกถอดหางลงเล่นน้ำเมื่อถูกจับ จนต้องกลายมาเป็นพระมเหสีของพระสุธน

Banzhu Guniang[แก้]

เมื่อหนังสือ “Jinyu Fenghuang” (金玉凤凰) ซึ่งเป็นหนังสือจีนเกี่ยวกับตำนานทิเบตได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1957[8] เมื่อต้นคริสต์ทศวรรษ 1970 นักค้นคว้าวรรณกรรมญี่ปุ่นพบว่า “Banzhu Guniang” (班竹姑娘) ซึ่งเป็นตำนานเรื่องหนึ่งในหนังสือที่ว่ามีความคล้ายคลึงกับ “ตำนานคนตัดไผ่”[9][10] แต่นักค้นคว้าบางคนก็ไม่เห็นด้วยว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกันจริง

แต่การศึกษาเรื่องนี้ในคริสต์ทศวรรษ 1980 พบว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมิใช่ความสัมพันธ์กันอย่างง่ายๆ ตามที่เชื่อกันมาแต่เดิม โอะคึตซึ (Okutsu)[11] ให้คำอธิบายอย่างยืดยาวถึงการค้นคว้าและให้ความเห็นว่าหนังสือ “Jinyu Fenghuang” เป็นหนังสือที่เขียนสำหรับเด็ก ฉะนั้นบรรณาธิการก็อาจจะถือโอกาสปรับให้เหมาะสมกับผู้อ่าน นอกจากนั้นแล้วหนังสือรวมตำนานทิเบตเล่มอื่นก็ไม่มีเรื่องใดที่คล้ายคลึงกับ “ตำนานคนตัดไผ่”[11]

ชาวทิเบตเองที่เกิดในทิเบตก็เขียนว่าไม่ทราบว่าเรื่องราวของคนตัดไผ่[12] นักค้นคว้าผู้เดินทางไปเสฉวนพบว่านอกไปจากผู้ที่อ่าน “Jinyu Fenghuang” แล้ว นักค้นคว้าท้องถิ่นในเฉิงตูก็ไม่มีผู้ใดทราบเรื่องคนตัดไผ่[13] และชาวทิเบตในแค้วนปกครองตนเองงาวะทิเบตและเกวียงก็ไม่มีผู้ใดทราบเรื่องเช่นกัน[13]

คนตัดไผ่ในวัฒนธรรมสมัยนิยม[แก้]

ความที่ตำนานเรื่องคนตัดไผ่เป็นตำนานที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายจึงทำให้มีผู้นำโครงเรื่องไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง

ภาพยนตร์[แก้]

  • ค.ศ. 1987: ภาพยนตร์เรื่อง “Taketori Monogatari” (เจ้าหญิงจันทรา) โดย คง อิชิคะวะ
  • Big Bird (ตัวละครในเรื่อง Muppet) ไปดูละครที่แสดงโดยเด็กเรื่อง “ตำนานคนตัดไผ่” ในภาพยนตร์สำหรับโทรทัศน์เรื่อง “บิกเบิร์ดในญี่ปุ่น” นอกจากนั้นแล้วบิกเบิร์ดก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากสตรีใจดีชื่อคะงุยะฮิเมะ (Kaguyahime) เมื่อถูกแยกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไปด้วยกันจนตลอดเรื่อง ในตอนจบเรื่องผู้ชมยกเว้นบิกเบิร์ดก็ทราบว่าคะงุยะฮิเมะเป็นเจ้าหญิง

วรรณกรรม[แก้]

  • ในหนังสือ “Mikrokosmos” โดย อะซึกะ ฟูจิโมริ เจ้าหญิงคะงุยะเป็นลูกสาวของเจ้าชายโชโตะกุ ที่เป็นผู้มีความโหดร้ายและตามใจตนเอง ครั้งหนึ่งคะงุยะเห็นแก่ความสนุกก็เอาก้อนทองชิ้นเล็กจากท้องพระคลังไปซ่อนไว้ในปล้องไผ่เพื่อให้คนตัดไผ่มาพบ คนตัดไผ่ก็โดนกล่าวหาว่าขโมยสมบัติของท้องพระคลังและถูกลงโทษโดยการประหารชีวิต ซึ่งเค้าเรื่องตรงกับเมื่อตะเกะโตริ โนะ โอะกินะไปพบทารกคะงุยะ-ฮิเมะในปล้องไผ่

อะนิเมะ และ มังงะ[แก้]

  • Planet Ladder” โดย ยูริ นารุชิมะเป็นเรื่องราวที่คล้ายคลึงกับตำนานคนตัดไผ่ใหม่ที่เป็นเรื่องของเด็กหญิงชื่อคะงุยะผู้พบว่าตนเองเป็นเจ้าหญิงผู้มีหน้าที่ที่จะต้องเป็นผู้คุ้มครองหนึ่งในเก้าโลก
  • เรื่องที่สิบเอ็ดของ “เซเลอร์มูน” มีพื้นฐานมาจากเรื่องราวของเจ้าหญิงคะงุยะ[14] ในภาพยนตร์อะนิเมะ “เซเลอร์มูน” ตัวละครเอกห้าตัวต่างก็มีหน้าที่ที่จะต้องหาและพิทักษ์เจ้าหญิงจันทรา ผู้ทรงถูกส่งตัวมายังมนุษยโลกเพื่อให้ทรงได้รับความปลอดภัยจากสงครามที่เกิดขึ้นบนจันทรประเทศ
  • ตอนหนึ่งของ “โดราเอมอน” ห้างสรรพสินค้าของคริสต์ศตวรรษที่ 22 ส่ง “ชุดหุ่นยนตร์คะงุยะ” มาให้ “โดราเอมอน
  • ภาพยนตร์อะนิเมะซีรีส์ “Oh! Edo Rocket” นอกจากจะมีพื้นฐานมาจากเรื่องราวของคะงุยะ-ฮิเมะแล้วก็ยังใช้เนื้อเรื่องด้วยอย่างจงใจ อะนิเมะแปลงมาจากบทละครเวที
  • ตอนที่ 14 ของ มุชิชิชื่อ “ในกรง” มีพื้นฐานมาจากเรื่องของคะงุยะ-ฮิเมะ ในตอนนี้คู่สมรสที่ไม่มีลูกก็มีลูกขึ้นมาเมื่อได้ไม้ไผ่สีขาวมันมาเป็นเจ้าของ ลูกที่เกิดมาก็เกิดมาในกระบอกไม้ไผ่

อ้างอิง[แก้]

  1. Windows on Asia
  2. The Tale of Genji refers to it as "the ancestor of all romances". ("Chapter 17 A Picture Contest". The Tale of Genji. )
  3. Richardson, Matthew (2001), The Halstead Treasury of Ancient Science Fiction, Rushcutters Bay, New South Wales: Halstead Press, ISBN 1875684646  (cf. "Once Upon a Time", Emerald City (85), September 2002, สืบค้นเมื่อ 2008-09-17 )
  4. McCullough, Helen Craig (1990). Classical Japanese Prose. Stanford University Press. pp. 30, 570. ISBN 0-8047-1960-8. 
  5. Horiuchi (1997:345-346)
  6. Satake (2003:14-18)
  7. Yamada (1963:301-303)
  8. 田海燕 (ed.) (1957). 金玉凤凰 (ใน Chinese). Shanghai: 少年儿童出版社. 
  9. 百田弥栄子 (1971). "竹取物語の成立に関する一考察". アジア・アフリカ語学院紀要 (ใน Japanese) 3. 
  10. 伊藤清司 (1973). かぐや姫の誕生―古代説話の起源 (ใน Japanese). 講談社. 
  11. 11.0 11.1 奥津 春雄 (2000). 竹取物語の研究 (ใน Japanese). 翰林書房. ISBN 4-87737-097-8. 
  12. テンジン・タシ (ed.); 梶濱 亮俊 (trans.) (2001). 東チベットの民話 (ใน Japanese). SKK. 
  13. 13.0 13.1 繁原 央 (2004). 日中説話の比較研究 (ใน Japanese). 汲古書院. ISBN 4-7629-3521-2. 
  14. [1]

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]