จอร์จ โซรอส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จอร์จ โซรอส ระหว่างการบรรยายที่มาเลเซีย

จอร์จ โซรอส (12 สิงหาคม ค.ศ. 1930 - ) เดิมชื่อ จอร์จี ชวาร์ตซ์ (ฮังการี: György Schwartz) นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี เป็นนักวิเคราะห์ค่าเงิน นักลงทุนหุ้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริษัท Soros Fund Management และสถาบัน Open Society Institute

นิตยสาร ฟอร์บส์ ได้จัดให้ จอร์จ โซรอส อยู่ในอันดับที่ 35ของบุคคลที่รวยที่สุดในโลก มีทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาได้บริจาคเงิน 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อการกุศลตั้งแต่ ค.ศ. 1979 เป็นต้นมา

โซรอสเคยเป็นสมาชิกในคณะกรรมการของ Council on Foreign Relations และยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง Center for American Progress ปัจจุบันจอร์จ โซรอส ก็ยังคงมีตัวแทนในคณะกรรมการอยู่ แม้ว่าตัวเขาเองจะคิดว่าเป็นการกล่าวชมยกยอกันมากเกินไป แต่ชาวรัสเซียและชาวตะวันตกก็มองว่าการสนับสนุนทางการเงินและการจัดการของเขา เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ Georgia’s Rose ประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกา

อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้เขียนถึงจอร์จ โซรอส หลังจากที่เขาออกหนังสือ The Alchemy of Finance เมื่อปี ค.ศ. 2003 ว่า จอร์จ โซรอส ได้สร้างความโดดเด่นในด้านที่เขาเป็นผู้วิเคราะห์มาก โซรอสนับได้ว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล และเป็นที่รู้กันในความฉลาดหลักแหลมของเขา เพราะโซรอสจะถอนตัวเมื่อยังอยู่ในจุดที่มีความได้เปรียบ การกระทำของโซรอสได้เพิ่มแรงกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงในหลายประเทศให้กลายเป็นประเทศที่สนับสนุนสังคมเปิด

นอกจากโซรอสจะส่งเสริมเสรีทางการค้าแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่ปรับให้ประชาชนเปิดรับความคิดใหม่ๆ ให้ประชนของประเทศนั้นๆ ยอมรับฟังแนวคิดและการกระทำที่แตกต่างออกไป

ประวัติ[แก้]

โซรอสเกิดที่เมืองบูดาเปสต์ เมืองหลวงของประเทศฮังการี จอร์จ โซรอส เป็นลูกชายของ Tivarda Soros (หรือ Teodoro) ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Esperantist Tivarda Soros เป็นชาวฮังการเชื้อสายยิว เคยตกเป็นเฉลยศึกเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้หนีจากประเทศรัซเซียกลับมาอยู่กับครอบครัวที่บูดาเปสต์

หลังจากนั้นไม่นาน ทางครอบครัวได้เปลี่ยนชื่อจาก Schwartz เป็น Soros เพื่อปรับตัวกับการเติบโตของการต่อต้านชาวยิวและความนิยมของระบบฟาสซิสต์ Tivarda ชอบชื่อนี้ เพราะว่าเมื่อสะกดกลับหลัง แล้ว ก็ยังเหมือนเดิม (S-O-R-O-S ) และเพราะมันมีความหมายในภาษาฮังการีว่า “คนต่อไป” และในภาษา Esperanto โซรอสมีความหมายที่แปลได้ว่า “จะทะยานขึ้นไปยังในอากาศ” ตั้งแต่เด็กจอร์จ โซรอส ถูกอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีให้พูดภาษา Esperanto ตั้งแต่เกิด จึงทำให้เขาเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่หายากที่จะมีภาษา Esperanto เป็นภาษาแม่ จอร์จเคยกล่าวไว้ว่า เขาเติบในครอบครัวยิวพ่อแม่ของเขามักระมัดระวังเกี่ยวกับรากศาสนาของเขา

โซรอสแต่งงานและหย่าสองครั้ง กับ Annaliese Witschak และ Susan Weber Soros เขามีบุตรทั้งหมด 5 คน Robert, Andrea, Jonathan กับภรรยาคนแรก Annaliese และ Alexander, Gregory กับภรรยาคนที่สอง Susan พี่ชายของ จอร์จ Paul Soros ผู้ซึ่งเป็นนักลงทุนส่วนตัว และคนใจบุญ เป็นวิศกรที่เกษียณแล้ว ได้ก่อตั้ง Paul and Daisy Soros Fellowships for Young Americans และยังเป็นหัวเรือใหญ่ใน Soros Associates ซึ่งเป็นบริษัทวิศวกรรมนานาชาติที่มีฐานอยู่ในนครนิวยอร์ก หลานของจอร์จโซรอส Peter Soros ซึ่งเป็นลูกชายของ Paul Soros ได้แต่งงานกับสตรีที่ชื่อ Flora Fraser ผู้ซึ่งเป็นบุตรีของ Lady Antonia Fraser และ Sir Hugh Fraser และมีพ่อเลี้ยงนั่นคือ Nobel Laurete Harold Pinter

เมื่อตอนที่นาซีเข้ายึดฮังการี ในเดือนมีนาคม 1944 โซรอสมีอายุได้ 13 ปี เขาเคยได้ทำงานใน Jewish Council ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อสมัยที่นาซียึดครองฮังการี เพื่อที่จะใช้กำลังในการต่อต้านชาวยิวของนาซีและรัฐบาลฮังการี โซรอสเคยเล่าถึงประสบการสองวันนี้กับนักเขียน Michael Lewis ว่า:

พวก Jewish Council บอกให้เด็กตัวเล็กๆ แจกใบเนรเทศออกจากประเทศ ฉันถูกสั่งให้ไปที่ Jewish Council และก็ได้กระดาษแผ่นเล็กๆ มาเขียนว่า “รายงานตัวที่ Rabbi Seminar ตอน 9 โมงเช้า” และฉันก็ได้รับรายชื่อ ฉันเอากระดาษใบนั้นไปให้พ่อฉันดู พ่อฉันรู้ทันทีว่ามันคืออะไร มันคือรายชื่อทนายเชื้อสายยิวทั้งหมด พ่อบอกว่า “เธอไปส่งใบตามใบสั่งและบอกพวกเขาว่าถ้าไปรายงานตัวพวกคุณจะถูกเนรเทศ”

เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกชายของเขาถูกพวกนาซีจับตัว พ่อของจอร์จโซรอสจ่ายเงินให้กับราชการในกระทรวงกสิกรเพื่อที่จะให้โซรอสไปอยู่ที่นั่นระหว่างฤดูร้อนของปี 1944 ในฐานะลูกบุญธรรม จอร์จ โซรอสต้องซ่อนความเป็นยิวของเขา แม้ว่าทางรัฐบาลกำลังยึดทรัพชาวยิวอยู่ ในปีต่อมาเขาได้รอดพ้นจากการต่อสู้ในเมืองบูดาเปสต์ โซรอสได้แลกเปลี่ยนเงินตราและเครื่องประดับ เมื่อครั้งที่เงินเฟ้อในประเทศฮังการีช่วงปี 1945-46 โซรอสย้ายสัญชาติไปอังกฤษเมื่อปี 1947 และจบจาก London School of Economics ในปี 1952 โซรอสได้ทำงานเสริมเป็นพนักงานเสิร์ฟและเด็กยกกระเป๋าตามสถานีรถไฟ ทั้งๆ ที่เป็นนักศึกษาด้านปรัชญากับ Karl Popper ทางมหาวิทยาลัยได้ขอให้โซรอสช่วยเป็นติวเตอร์เพื่อแลกกับเงิน 40 ปอนด์จากกองทุน Quaker และสุดท้ายได้ทำงานกับธนาคาร Singer & Friedlander

1956 โซรอสย้ายไปนิวยอร์ก ในตำแหน่งนักเก็งกำไรจากการแลกเปลี่ยนกับบริษัท F.M. Mayer ตั้งแต่ปี 1956-59 และเป็นนักวิเคราะห์ กับ Wertheim and Company คั้งแต่ 1959-1963 ระหว่างนี้นี่เองที่เข้าได้คิดค้น “Reflexivity” ซึ่งมาจากความคิดของ Karl Popper

Reflexivity คือ การเชื่อว่า การที่บุคคลที่เกี่ยวข้องเห็นการประเมินมูลค่าของตลาดอะไรก็ได้ มีผลกระทบต่อกลไลการประเมินมูลค่าของตลาดนั้นๆ ไม่ว่าจะในทางบวกหรือลบก็ตาม แต่โซรอสก็รู้ตัวว่า เขาจะไม่ทำเงินจากทฤษฏีของเขาเลยหากเขาไม่ลงทุนด้วยตัวเอง เขาเริ่มที่จะสังเกตและวิเคราะห์วิธีการลงทุน ตั้งแต่ปี 1963-73 เขาทำงานให้กับ Arnhold and S.Bleichroeder ที่นี่เองเขาได้รับตำแหน่งรองประธาน โซรอสสรุปเองว่าเขาเป็นนักลงทุนที่ดีกว่าจะเป็นนักปรัชญาหรือผู้บริหาร 1967 เขาเริ่มก่อตั้งกองทุน First Eagle 1969 ก็มีกองทุนรวมที่สองคือ Double Eagle เมื่อกฎข้อบังคับจำกัดการลงทุนของเขา เขาก็ลาออกและก่อตั้งบริษัทลงทุนส่วนตัว Quantum Fund ในปี 1973 ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะหาเงินในวอลล์สตรีทให้เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองเพื่อที่เขาจะได้เป็นนักเขียนและนักปรัชญา ซึ่งเขาคำนวณไว้ว่าประมาณ $500,000 หลังจากนั้นห้าปีก็จะเป็นไปได้ เขาเคยสมาชิกของ Carlyle Group ด้วย โซรอสเป็นผู้ก่อตั้ง Soros Fund Management ในปี 1970 เขาได้ก่อตั้ง Quantum Fund กับ Jim Rogers ซึ่งสร้างรายได้ให้โซรอสอย่างมหาศาล Roger ได้เกษียณเมื่อปี 1980 หุ้นส่วนคนอื่นได้แก่ Victor Niederhoffer Stanley Druckenmiller ในปี 2007 Quantum Fund ให้ผลตอบแทน 32% เป็นเงินจำนวน $2,900,000,000

งานด้านธุรกิจ[แก้]

Black Wenesday (16 กันยายน 1992) กองทุนของโซรอสขายหุ้นมูลค่ากว่า $1,000,000,000 ปอนด์ โดยเก็งกำไรว่าจะซื้อกลับด้วยราคาที่ต่ำกว่า เพื่อที่จะดูว่าทางธนาคารจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อจะได้เทียบเท่ากับค่าเงินยุโรปหรือว่าจะปล่อยให้ค่าเงินลอยตัว ในที่สุดธนาคารอังกฤษถอนเงินออกจาก Europen Exchange Rate Mechanism ทำให้ค่าเงินตก ในการกระทำครั้งนี้ โซรอสสร้างกำไรประมาณ 1,100,000,000 เขาขึ้นชื่อว่า “ชายผู้ทำลายธนาคารอังกฤษ” The Times ของวันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม ปี 1992 ได้คัดลอกบทสนทนาของ จอร์จ โซรอส ว่า “ในตำแหน่งของเรา ในวัน Black Wenesday ต้องมีมูลค่าเกือบ $10,000,000,000 แน่ เรากะว่าจะขายมากกว่านั้น ความจริงแล้วตอนที่ Norman Lamont บอกก่อนที่จะค่าเงินตกว่าจะยืมเงินเกือบ $15,000,000,000 เพื่อจะปกป้องค่าเงินของเขา เราก็นึกสนุกขึ้นมาเพราะนั่นคือจำนวนที่เรากะว่าจะขายอยู่พอดี” Stanley Druckenmiller ที่ทำการแลกเปลี่ยนภายใต้การดูแลของโซรอส เป็นผู้เห็นจุดอ่อนในค่าเงินปอนด์ สิ่งที่โซรอสทำคือดันเขาให้ทำให้มันใหญ่ขึ้น ในปี 1997 ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจของเอเชีย นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย มหาธีร์ โมฮาหมัด กล่าวหาโซรอสว่าเขาใช้ความมั่งคั่งลงโทษกลุ่มอาเซียนที่รับพม่าเข้ามาเป็นสมาชิก แต่โซรอสก็ปฏิเสธคำกล่าวหานั้น ในหนังสือของเขาที่ออกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 The New Paradigm for Financial Markets กล่าวถึงกลุ่มที่เรียกว่า “Supperbubble” ซึ่งได้ก่อตัวขึ้นภายใน 25 ปีที่ผ่านมา นี่เป็นหนังสือเล่มที่สามที่เขาได้เขียนที่พยากรณ์ความหายนะ โซรอสได้กล่าวไว้ว่า เขาเป็นเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ หนังสือเล่มแรก The Alchemy of Finance ในปี 1987 แล้วก็ The Crisis of Global Capitalism ในปี 1998 แล้วก็เล่มนี้ เพราะฉะนั้นก็มีหนังสือทั้งหมดสามเล่มที่ทำนายว่าจะมีหายนะเกิดขึ้น หลังจากเด็กเลี้ยงแกะบอกว่าหมาป่ามาสามครั้ง หมาป่าก็มาจริงๆ

เขาบอกว่าที่เขาประสบความสำเร็จเพราะว่าเขาสามารถบอกได้เมื่อการคาดเดาของเขาผิด ฉันรวยเพียงแค่เพราะว่าฉันบอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันผิด ฉันรอดมาได้ก็เพียงแค่เพราะฉันเอาตัวรอดได้จากข้อผิดพลาดของฉัน ฉันเคยรู้สึกปวดหลังมากๆ เพราะว่าฉันทำพลาดไป ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เธอทำพลาดเธอต้องสู้ พอคิดได้อย่างงั้นอาการปวกหลังของฉันก็หายไป

กุมภาพันธ์ 2009 โซรอสบอกว่า ระบบการเงินโลกได้แตกตัวออกจากกันอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังไม่มีทางแก้วิกฤติทางเศรษฐกิจอันใกล้นี้อยู่ดี “เราได้พบเจอการล่มสลายของระบบการเงิน และก็ถูกดูแลเป็นพิเศษเพื่อประคองตัวได้แม้แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ และไม่ใกล้เคียงก้นบึ้งเลย”

1988 เขาถูกชักชวนให้ไปร่วมในการยึดธนาคารสัญชาติฝรั่งเศสแห่งหนึ่ง Societe Generale เขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมและภายหลังยังซื้อหุ้นในธนาคารนั้นด้วย รัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มสิบสวนกรณีนี้ในปี 1989 และหลังจากนั้นในปี 2002 ทางศาลของฝรั่งเศสก็ตัดสินมาว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ผิดกฎหมาย โดยใช้ข้อมูลวงในในทางที่ผิด (insider trading) โดยปรับตามกฎหมายฝรั่งเศสเป็นเงิน $2,300,000 ซึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่ได้มาจากการกระทำครั้งนี้ แต่ไม่มีรับผิดใดๆ เพราะความล่าช้าในการนำคดีขึ้นศาล โซรอสปฏิเสธการกระทำใดๆ ที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น และบอกว่าข่าวเรื่องการยึดธนาคารนั้นเป็นข่าวสาธารณะไม่ใช่ข่าววงใน คดีความนี้ได้ขึ้นไปสู้ศาลสูงสุดของฝรั่งเศส ในวันที่ 14 มิถุนายน 2006 และในเดือนธันวาคม ปี 2006 เช่นกัน โซรอสได้นำคดีนี้ขึ้นศาลสิทธิบุคคลของยุโรป เนื่องจากคดีนี้ได้ไต่สวนเกินกว่า 14 ปีแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีการแก้ตัวในชั้นศาลอย่างเป็นธรรม

2005 โซรอสเป็นหุ้นส่วนเล็กในกลุ่มผู้ลงทุน ที่พยายามจะซื้อ Washington Nationals ของ National Leagues ผู้ร่างกฎหมาย republican บางคนพูดว่าพวกเขาอาจจะเปลี่ยนการกะทำของเขาที่มี

2008 โซรอส มีชื่อเกี่ยวข้องกับ AS Roma ธีมฟุตบอลของอิตาลี แต่ตัวสโมสรไม่ได้ถูกขาย โซรอสยังเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินของ Washinton Soccer L.P. กลุ่มที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิการจัดการสโมสรฟุตบอล D.C. United ใน Major League Soccer เมื่อตอนที่ลีกถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1995 แต่เสียกรรมสิทธิไปเมื่อปี 2000

งานด้านการกุศล[แก้]

โซรอสเป็นคนใจบุญมาตั้งแต่ปี 1970 เมื่อเขาเริ่มให้ทุนทรัพย์เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนผิวดำเพื่อจะได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเคปทาวน์ในประเทศแอฟริกาใต้ และเริ่มให้ทุนต่อกลุ่มต่อต้าน Iron Curtain โซรอสสนับสนุนทุนทรัพย์เพื่อสนับสนุนการรณรงค์งดใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงระบบประชาธิปไตย์ในประเทศที่เคยตกอยู่ในอำนาจของโซเวียต ซึ่งส่วนมากจะอยู่บริเวณยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก เกิดขึ้นจากการมี Open Society Institute (สถาบันสังคมเปิด) และ Soros Foundation ซึ่งบางครั้งก็ใช้ชื่ออื่นเช่น Stefan Batory Foundation ในโปแลนด์ ค.ศ. 2003 PBS คำนวณว่าเขาได้บริจาคเงินทั้งหมดประมาณ $4,000,000,000 OSI บอกว่าเขาใช้เงินประมาณ $400,000,000 ต่อปีเมื่อปีที่ผ่านๆ มา ในปี 2007 นิตยาสาร Times ได้กล่าวถึงผลงานสองผลงาน นั่งคือ $100,000,000 เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตของมหาวิทยาลัยในรัสเซีย และ $50,000,000 สำหรับ Millennium Promise เพื่อกำจัดปัญหาการขาดแคลนอาหารในแอฟริกา แต่ไม่กล่าวถึง $742,000,000 ที่โซรอสบริจาคให้กับโครงการต่างๆ ในสหรัฐ หรือว่าเขาได้ใช้เงิน กว่า $6,000,000,000,000 ไปกับการกุศล

อีกโครงการที่เห็นได้ชัดคือการช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์และมหาวิทยาลัยทั่วทั้งยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ช่วยประชาชนช่วง Siege of Sarajevo และ Transparency International Muhamed Yunus ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ได้รับการสนับสนุนจาก Open Society Institute เช่นกัน National Review บอกว่า Open Society Institute บริจาคเงิน $20,000 ให้กับ Defense Committee ของ Lynne Stewart เมื่อเดือนกันยายน ปี 2002 Lynne Stewart เป็นทนายที่ปกป้องผู้ก่อการร้ายในชั้นศาล และถูกจำคุก 2 ปี 4 เดือน ข้อหาสนับสนุนแผนการก่อการร้ายผ่านทางการประชุมกับลูกค้า โฆษก Open Society Institute บอกว่า ณ เวลานั้นการกระทำของเขาดูมีเหตุผลที่ดีพอที่เราจะสนับสนุน กันยายน ปี 2006 จอร์จ โซรอส ได้ถอนตัวจากการสนับสนุนโครงการสร้างเสริมประชาธิปไตย และมอบเงินกว่า $50,000,000 ให้กับ Jeffry Sach ในโครงการ Millennium Promise ที่ช่วยผู้ที่ขาดอาหารอาหารในแอฟริกาเขาบอกว่าสิ่งที่ควรสังเกตคือความสัมพันธ์ระหว่างความหิวโหยกับการปกครองที่ไม่ดีจึงทำให้การช่วยเหลือครั้งนี้มีค่า ในปี 1980 New School for Social Research และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้มอบปริญญาเอกให้กับโซรอส ในปี 1991 Corvinus University of Budapest และนอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Yale International Center for Finance Award จาก Yale School of Management และ Laurea Honoris Causon เกียรติสูงสุด ของ University of Bologna ในปี 1995

การบริจาคให้พรรคการเมือง[แก้]

สหรัฐอเมริกา[แก้]

Washington Post ของวันที่ 11 พฤศจิกายน 2003 โซรอสได้กล่าวไว้ว่า การที่ทำให้ George E. Bush ได้ออกจากตำแหน่ง เป็น “เป้าหมายของชีวิต” และ “เป็นดั่งความเป็นความตาย” เขาพูดแบบขำขันว่าเขาจะยอมสละทรัพย์สินทั้งหมดที่มีเพื่อล้ม George Bush “หากมีใครซักคนจะรับประกันว่ามันจะสำเร็จ” โซรอสมอบเงิน $3,000,000,000 ให้กับ Center for American Progress $5,000,000,000 ให้กับ MoveOn และ $10,000,000,000 ให้กับ American Coming Together กลุ่มคนเหล่านี้ สนับสนุนพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2004

28 กันยายน 2004 เขาบริจาคเงินเพิ่มและเปิดตัวการพูดสุนทรพจน์หัวข้อ “ทำไมเราไม่ควรจะเลือกประธานนาธิบดีบุชอีกครั้ง” ที่ National Press Club เมืองวอชิงตัน ดีซี มีผู้ฟังหลายคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อที่เขาได้พูด แต่เกิดความเข้าใจผิดกันเล็กน้อยเมื่อ Dick Cheney ได้อ้างอิงเว็บไซต์ผิดจาก FactCheck.org เป็น Factcheck.com ทำให้เจ้าของเว็บไซต์นั้นต้องโอนข้อมูลไปให้โซรอส

ก่อนหน้าการเลือกตั้งในปี 2004 โซรอสไม่เคยจะบริจาคเงินให้กับการเมืองเลย Center of Responsive Politics ได้ทำการสำรวจว่า ระหว่างปี 2003-2004 จอร์จ โซรอสได้บริจาคเงินกว่า $23,581,000 ให้กับกลุ่ม 527 Group เพื่อที่จะเอาชนะ George W. Bush 527 Group เป็นกลุ่มที่ได้รับยกเว้นภาษี ตั้งชื่อตามรหัสภาษีของสหรัฐ 26.U.S.C. 527 แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร Geroge Bush ก็ได้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้งอยู่ดี

หลังจากที่บุชได้รับเลือกอีกครั้ง โซรอสและผู้สนันสนุนอื่นๆ ได้ให้ความสนับสนุนกับกลุ่มกองทุนการเมืองอีกกลุ่มชื่อ Democracy Alliance ที่สนับสนุนเป้าหมายของ พรรคการเมือง แนวประชาธิปไตย์ โซรอส สนับสนุน McCain-Feingold ในการทำ Bipartisan Campaign Reform Act ที่ทุกคนให้ความหวังว่าจะยับยั้ง “soft money” ที่มอบให้กับการเลือกตั้งรัฐบาล โซรอสมอบ soft money ให้กับ 527 ที่ไม่มีใครจะมากล่าวหาว่าเป็นการคอรับชั่นเหมือนกับการที่จะยิบยื่นเงินให้กับพรรคการเมืองด้วยตนเอง สิงหาคม 2009 โซรอส บริจาคเงิน $35,000,000,000 รัฐ นิวยอร์ก เป็น ear marked สำหรับเด็กด้อยโอกาส เพื่อมอบให้กับผู้ปกครองที่มีบัตร benefit โดยจะได้รับเงินจำรชนว $200 ต่อเด็กคนหนึ่ง อายุทตั้งแต่ 3 -17 ปี โดยไม่จำกัดจำนวนเด็ก นอกจากนี้ โซรอสยังมอบเงิน $ 140,000,000,000 เป็นกองทุนของ นิวยอร์ก จากเงินที่ได้มาจาก federal recovery act ในปี 2009

ยุโรปตะวันออก[แก้]

Neil Clark ของ New Stateman ได้บอกว่า บทบาทของ โซรอส มีความสำคัญมาต่อการล่มของระบบ คอมมิวนิสในยุโปรตะวันออก Clark กล่าวว่า โซรอส ใช้เงิน $ 3,000,000,000 ต่อปี ให้กับฝ่ายค้านต่อการเคบลื่อนไหว Solidarity ของประเทศโปแลนด์ รวมไปถึง Charter 77 ในประเทศ เชคโกสโลวาเกีย และ Andrei Sakhorov ในสหภาพโซเวียต เค้าก่อตั้ง Open Society Institute ที่แรกใน ฮังการี แล้วสูบฉีดเงินกว่าล้าน ดอลล์ลา ในการคัดค้านและการโฆษณาอย่างเสรี หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต การสนับสนุนทางด้านการเงินของโซรอสมีความสำคัญมากในแถบบริเวณนั้นๆ กองทุนและสถาบัน Georgia’s Rose Revolution ได้ถูกมาองว่ามีบทบาทสำคัญในการที่ทำให้เประสบความสำเร็จ แต่โซรอสได้อ้างว่ามันเป็นการกล่าวเกินเหตุ Alexander Lomaia เลขาธิการของ Georgia Security Council และอดีต อธิบดีกระทรวงการศึกษาและวิทยาศาสตร์ และยังเป็นอตีด ผู้บิรารระดับสูงของ Opens Society Georgia Foundation (Soros foundation) ควบคุมพนักงานกว่า 50 คนและเงินกว่า $2,500,000 อดีต รัฐมนตีกระทรวงต่างประเทศของ Gerogia Solome Zourabichvili เขียนว่าสถาบันอย่าง โซรอส เป็นดั่งพื้นฐานของประชาธิปไตย์และ NGO ที่มีความเหี่วค้องกะโซรอส มีผลต่อการเคลื่อนไหวของการปฏิวัติ เธอบอได้กล่าวไว้หลังจากการปฏิวัติ Soros Foudnation และ NGO จะเข้ามายึดอำนาจ

โซรอสสนันสนุน ผู้สนับสนุนประชาธิปไตย และความโปร่งใส NGO บอกว่าประเทศกึ่งมีอำนาจ แต่บางอย่างก็ถูกแบนในประเทศ Kazakhstan และ Turkmenistan Ercis Kurtulus หัวหน้า social Tranparency Movement Association ในประเทศตุรกี กล่าวในคำสัมภาษณ์ว่า โซรอสได้สืบสารเจตนารมย์ใยยูเครน โดยใช้องกร NGO เมื่อปีที่แล้ว ประทเศรัสเซียออกกฎหมายพิเศษเพื่อควบคุมการนำเงินออกของชาวต่างประเทศของ NGO “ผมคิดว่ามันน่าจะถูกแบนในประเทศตุรกีเช่นกัน” ในปี 1977 โซรอสต้องปิดกองทุนของเขาใน Belarus หลังจากโดนปรับไป $3,000,000,000 จากรัฐบาลเนื่องจากทำผิดกฎภาษีการแลกเปลี่ยนเงินตรา New York Times ประธานาธิบดของ Belarus Aleksandr Lukashenko ได้ถูกวิจารณ์โดยชาวตะวันตกและชาวรัสเซีย ในการที่เขาพยายามจะควบคุม Soros Foundation ใน Belarus และ องค์กรอิสระของ NGO อื่นๆ เพื่อจะกดขี่สิทธิมนุษยชน โซรอสเรียกส่วนที่ถูกปรับขององค์กรว่า “การทำลายอิสภาพของสังคม”

มิถุนายน 2009 โซรอสบริจาคเงิน $100,000,000 ให้กับยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก เพื่อจะโต้ตอบผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของคนจน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาสาสมัคร หรือ องค์กรภาคเอกชน The Opwn Society Initiative for South Africa เป็นองกรที่เกี่ยวค้องจะ โซรอส แกนนำของซิมบับเว Godfrey Kanyenze ผู้เป็นแกนนำ Zimbabwe Congress of Trade Unions ผู้เป็นแกนนำหลักในการก่อตั้งการเคลื่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงของประชาธิปไตย หลังการขององกรนี้คือ การเปลี่ยนผู้ปกครองในซิมบับเว

การปฏิรูปนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติด[แก้]

โซรอสให้การสนันสนุนทุนในการเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติด ในปี 2008 โซรอสบริจาคเงินจำนวน $400,000 เพื่อสนับสนุนการร่างกฎหมายในรัฐ Massachusetts ในนาม Massachusetts Sensible Marijuana Policy Initiative ซึ่งทำให้การครอบครองกัญชาน้อยกว่า 1 oz (28g) ไม่ผิดกฎหมายในรัฐนั้น โซรอสสนับสนุนเงินทุนในทำนองเดียวกันให้กับ รัฐ California Alaska Oregon Washington Colorado Nevada และ Maine และองค์กรที่สนับสนุนแนวคิดนี้ที่ได้รับการสนันสนุนเงินทุนจากโซรอส ประกอบด้วย Lindsmith Center และ Drug Policy Foundation

การเผชิญกับความตาย[แก้]

โครงการเกี่ยวกับความตายในประเทศอเมริกา มีการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2001-2003 เป็นโครงหนึ่งใน Open Society Institute ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่ม “ความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมของการเผชิญหน้าความตายและความกล้าหาญ” ในปี 1994 โซรอสได้กล่าวสุนทรพจน์ซึ่งรายงานว่า เขาได้เสนอความช่วยเหลือกับแม่ของเขาซึ่งเป็นสมาชิกของ Hamlock Society จากการฆ่าตัวตาย และเขาได้กล่าวว่า Oregon Death with Dignity Act เป็นองค์กรที่เข้าจะสนับสนุนเงินทุนให้

งานด้านปรัชญา[แก้]

โซรอสมีความสนใจเกี่ยวเรื่องปรัชญาอย่างชัดเจน และเขาได้กล่าวว่าการเข้ามาในโลกของการเงินของเขานั้นเพื่อสนับสนุนตัวเองในฐานนักปรัชญาคนหนึ่ง ปรัญชาของเขาได้รับอิทธิพลจาก Karl Popper ผุ้ที่เขาได้เรียนด้วยเมื่อครั้งเรียนอยู่ที่ London School of Economic สถาบัน Open Society Institute ของเขาได้ชื่อมาจากหนังสือ ของ Karl Popper “the open society and it’s enemy” โซรอสได้ตั้งปณิทานเกี่ยวกับหลักการ Fallibilism สาขาหนึ่งจากปรัญชาของ Popper ในบทสัมภาษณ์กับ Minutesโซรอสเคยพูดไว้ว่าเขาไม่เชื่อในพระเจ้า

งานเขียนของโซรอสเน้นไปที่หลักการ Reflexivity ในการความอคติของบุคคลมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาด และสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองพื้นฐานของเศรษฐกิจ โซรอสบอกว่าการเปลี่ยนแปลงในมุมมองของพื้นฐานเศรษฐกิจส่วนมากส่งผลจาก ความไม่สมดุล มากกว่าความสมดุลของตลาด และ แนวคิดในอดีตของทฤษฏีเศรษฐกิจของตลาดไม่เกี่ยวสามารถนำมาใช้ในทฤษฏีนี้ โซรอสทำให้ การเคลื่อนไหวอย่างไม่สมดุลของตลาด และ การหยุดนิ่งของความสมดุลในตลาด และ สถานภาพกึ่งสมดุลของตลาด กลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนสนใจ

ทฤษฎีการสะท้อน (Reflexivity) มีพื้นฐานมาจากสามหลักการนั่นคือ หนึ่ง ทฤษฎีการสะท้อนสามารถพบเห็นได้จากต่อเมื่อสถานภาพพิเศษเมื่อนักนักลงทุนทั้งหลายมีอคติและแพร่หลายในพื้นที่ของการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น ปัจจัยที่จะทำให้นักลงทุนมีความอคติเพิ่มขึ้นได้แก่ หนึ่งคือ การเพิ่มทุน สอง การตามกระแสนิยมของนักวิเคราะห์หุ้นทั้งหลาย ทฤษฎีการสะท้อน จะปรากฏก็ต่อเมื่อ สถานภาพทั้งหลายปรากฏอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ลักษณะขั้นตอนความสมดุล ถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสมที่สุดในความน่าจะเป็น

ในมุมมองของนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในตลาดการเงิน อาจจะมีผลกระทบต่อการประเมินค่าในตลาดเป็นครั้งคราวและสถานภาพพื้นฐานหรือผลลัพธ์

ตัวอย่างในปัจจุบันของ ทฤษฎีการสะท้อนในตลาดการเงินสมัยใหม่ คือ หนี้และทุนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 1990 ผู้ให้กู้สามารถเพิ่มเงินกู้ให้แก่ผู้กู้ได้ทำไปซื้อบ้าน ทำให้คนได้สมามารถซื้อบ้านด้วยจำนวนเงินที่มากขึ้น ทำให้มูลค่าของบ้านเหล่านี้มากขึ้น ผู้ให้กู้จะดู บัญชีที่นอกจากจะแสดงให้เห็นว่าผู้กู้ได้กู้มากขึ้นแล้วยังแสดงให้เห็นเงินค้ำประกันของผู้กู้คือมูลค่าของบ้านนั้นๆมีมุลค่ามากขึ้น (เพราะว่ามีความต้องการของบ้านหลังนั้นเป็นจำนวนเงินที่มากขึ้น) พวกนักลงทุนให้กู้จึงให้กู้มากขึ้น เพราะ บัญชีของเขาดูดีและมูลค่าของบ้านก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย ทำให้นักลงทุนเหล่านั้นให้กู้เพิ่ม นโยบายสาธารณะได้นำไปขยายผลลัพทืในภายหลัง รัฐบาลหลายแห่งเห็นว่าการครอบครองบ้านเป็นในผลลัพธ์เชิงบวกและผู้ครอบครองบ้านคนแรก และผู้สนับสนุนเงินรองลงมา หรือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อ การซื้อขายบ้านยกตัวอย่างเช่น การลดหย่อนภาษีในการซื้อขายบ้าน หมายความว่าบ้านที่ซื้อนั้นถูกมองว่าเป็นของมีค่า ราคาของบ้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและกฎข้อบังคับของการกู้ยืมลดน้อยลง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยึดทฤษฎีการสะท้อน เพื่อนำมาอธิบายว่าเหตใดตลาดถึงได้มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และไม่ยึดติดกับความสมดุลของตลาด ส่วนมากแล้วถ้าไม่มากเกินก็น้อยกว่าความสมดุลของตลาด

นอกจากบทบาทของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ค่าเงิน เค้ากล่าวว่าระบบการวิเคราะห์การเงินส่งผลลบต่อการเติบโตของสภาพเศรษฐกิจที่ดี ในประเทศโลกที่สาม โซรอสกล่าวโทษว่าในความคิดเห็นของเขา หลายปัญหาในโลกเกิดจากความล้มแหลวของพื้นฐานตลาด เขาโต้แย้งว่าปัจจัยหลายๆอย่างของการที่โลกเชื่อมต่อกันทำให้เขาเป็นตัวแทนของการกระตุ้นให้เกิดข้อขัดแย้ง Victor Niederhoffer บอกว่าโซรอสเชื่อว่า แม้ในเศรษฐกิจแบบผสม ผู้ที่มีรัฐบาลกลางที่แข็งแกร่งผู้คอยแก้ไขความต้องการส่วนบุคคลที่เกินความจำเป็น” โซรอสบอกว่าจะต้องมีการแยกข้อแตกต่างระหว่างการที่เป็นผู้มีส่วนร่วมในตลาดและ ผู้มีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อจะเปลี่ยนแปลงกฎเกณที่ผู้มีส่วนร่วมในตลาดต้องปฏิบัติตาม อ้างอิงจาก Mahathri Bin Mohamed นายกเทศมนตรีของประเทศมาเลเซียตั้งแต่ กฤกฎาคม 1987 ถึง ตุลาคม 2003 โซรอสในฐานะที่เป็นหัวหน้ากองทุน Quantum อาจจะมีบทบาทที่ทำให้เศรษฐกิจในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตกต่ำ เมื่อค่าเงินบาทของประเทศไทยลอยตัวเมื่อจำกัดค่าเงินบาทต่อดอลล่าของสหรัฐ Mahathri บอกว่าสามปีก่อนการล้มของเศรษฐกิจ โซรอสได้ลงทุนในการถือหุ้นและสังหาริมาทรัพระยะสั้นในประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการครอบครองโดยการกระทำที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการอ่อนตัวของค่าเงิน โซรอสโต้ว่า Mahatri ใช้ตัวของโซรอสเป็นแพะรับบาปของความผิดพลาดของตัว Mahatri เอง” และ Mahatri ได้กล่าวจะแบนการแลกเปลี่ยนค่าเงิน

ผลงานหนังสือ[แก้]

ผู้เขียนหรือผู้เขียนร่วม[แก้]

  • The New Paradigm for Financial Markets: The Credit Crisis of 2008 and What it Means (PublicAffairs, 2008). ISBN 1-58648-683-7
  • The Age of Fallibility: Consequences of the War on Terror (PublicAffairs, 2006) ISBN 1-58648-359-5
  • เขียนร่วมกับ MoveOn.org, MoveOn's 50 Ways to Love Your Country: How to Find Your Political Voice and Become a Catalyst for Change Inner Ocean Publishing, 2004 ISBN 1-930722-29-X
  • The Bubble of American Supremacy: Correcting the Misuse of American Power (PublicAffairs, 2003) ISBN 1-58648-217-3 (paperback; PublicAffairs, 2004; ISBN 1-58648-292-0)
  • George Soros on Globalization (PublicAffairs, 2002) ISBN 1-58648-125-8 (paperback; PublicAffairs, 2005; ISBN 1-52648-278-5)
  • Open Society: Reforming Global Capitalism (PublicAffairs, 2001) ISBN 1-58648-039-7
  • เขียนร่วมกับ Mark Amadeus Notturno, Science and the Open Society: The Future of Karl Popper's Philosophy (Central European University Press, 2000) ISBN 963-9116-69-6 (paperback: Central European University Press, 2000; ISBN 943-9116-70-X)
  • The Crisis of Global Capitalism: Open Society Endangered (PublicAffairs, 1998) ISBN 1-891220-27-4
  • Soros on Soros: Staying Ahead of the Curve (John Wiley, 1995) ISBN 0-471-12014-6 (paperback; Wiley, 1995; ISBN 0-371-11977-6)
  • Underwriting Democracy: Encouraging Free Enterprise and Democratic Reform Among the Soviets and in Eastern Europe (Free Press, 1991) ISBN 0-02-930285-4 (paperback; PublicAffairs, 2004; ISBN 1-58948-227-0)
  • Opening the Soviet System (Weidenfeld & Nicolson, 1990) ISBN 0-297-82155-9 (paperback: Perseus Books, 1996; ISBN 0-8133-1205-1)
  • The Alchemy of Finance (Simon & Schuster, 1988) ISBN 0-671-66338-4 (paperback: Wiley, 2003; ISBN 0-471-44549-5)

ประวัติ[แก้]

  • Soros: The Life and Times of a Messianic Billionaire by Michael T. Kaufman (Alfred A. Knopf, 2002) ISBN 0-375-40585-2
  • Soros: The World's Most Influential Investor by Robert Slater (McGraw-Hill Professional, 2009) ISBN 978-0-07-160844-2

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]