คาร์ล เคลาเซวิทซ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Clausewitz.jpg

คาร์ล เคราเซวิซ (อังกฤษ: Carl von Clausewitz; 1 กรกฎาคม 2323 - 16 พฤศจิกายน 2374; ) เป็นทหารชาวปรัสเซีย นักประวัติศาสตร์ และนักทฤษฏีทางการทหาร มีผลงานที่มีชื่อเสียงคือ Vom Kriege, หรือ On War


นักยุทธศาสตร์ชาวพรอยเซน(ปรัสเซีย: รัฐทหารหนึ่งในหลายรัฐก่อนรวมประเทศเป็นเยอรมนี) คือชื่อที่ชาวเอเชียอาจไม่คุ้นเคย แต่สำหรับชาติยุโรปเขาคือยอดนักยุทธศาสตร์ผู้วางแนวคิดด้านการทำสงครามและเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่17 ด้วยตำราพิชัยสงครามฉบับยุโรปในภาษาเยอรมันว่า”ฟอม ครีกเก่อะ”(Vom Kriege)ซึ่งต่อมาถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษคือ On War และถ้อยคำในหนังสือนี้ถูกนำมาอ้างอิงจนถึงปัจจุบัน เทียบเคียงได้กับซุน วูแห่งยุโรป


เคลาเซ่อะวิทซ์เกิดในเมืองบวร์ก ไบ มักเดบวร์กของพรอยเซนในครอบครัวทหารชั้นกลางค่อนข้างยากจน มีพ่อเป็นนายร้อยโทที่ต่อมาได้เกษียนออกมาเป็นข้าราชการกรมสรรพากร ตัวเขาเป็นลูกคนสุดท้องจากทั้งหมดสี่คน สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพของพรอยเซนเมื่ออายุเพียง12ปีด้วยยศเพียงสิบตรี แล้วไต่เต้าระหว่างสงครามอันยาวนานในยุโรปจนดำรงยศสุดท้ายคือพลตรี


ประสบการด้านสงครามของเคลาเซ่อะวิทซ์นั้นมากมาย เพราะเป็นทหารมาตั้งแต่อายุ12และชาติต่างๆในยุโรปช่วงนั้นต่างรบพุ่งกันมิได้หยุดหย่อน ทั้งรบกับชาติอื่นและกับรัฐเยอรมันด้วยกันเองเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ โดยเฉพาะสงครามสำคัญคือเมื่อกองทัพพรอยเซนรุกรานฝรั่งเศสระหว่างการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง และในภายหลังยังได้เข้าร่วมรบในสงครามนโปเลียนระหว่างปี1806ถึง1815 แม้จะเริ่มต้นอาชีพทางทหารด้วยยศเพียงสิบตรี แต่ความฉลาดช่างคิดและรักการอ่านได้ทำให้เคลาเซ่อะวิทซ์ศึกษาและถูกเลื่อนยศขึ้นมาได้รวดเร็ว ด้วยวัยเพียง21ปีเขาผ่านการศึกษาทั้งจากโรงเรียนเสนาธิการเยอรมัน วิทยาลัยการทัพบกแห่งกรุงแบร์ลีนและโรงเรียนเสนาธิการแห่งพรอยเซนเมื่อปี1801 ผู้มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของเคลาเซ่อะวิทซ์มากคือเอมานูเอล คานต์ นักปรัชญาเยอรมันจากเมืองเคอนิกส์แบร์กในรัฐพรอยเซนยุคก่อนเคลาเซ่อะวิทซ์


ทั้งเคลาเซ่อะวิทซ์กับแฮร์มันน์ ฟอน โบเยนและคาร์ล ฟอน โกรลมันคือกำลังสำคัญของพลเอกแกร์ฮาร์ด ฟอน ชานฮอร์สต์ในการปฏิรูปกองทัพพรอยเซนในปี1807 และปี1814 ระหว่างนั้นได้เกิดสงครามนโปเลียนขึ้นและเคลาเซ่อะวิทซ์ถูกกองทัพฝรั่งเศสจับเป็นเชลย เมื่อนโปเลียนรุกรานพรอยเซนในเดือนตุลาคมปี1806


ในวัย26ปีเคลาเซ่อะวิทซ์เป็นเชลยสงครามหนึ่งใน25,000นายผู้ถูกจับกุมในวันที่กองทัพบกพรอยเซนย่อยยับ พ้นโทษหนึ่งปีหลังจากพรอยเซนและรัฐเยอรมันอื่นตกอยู่ในอำนาจของนโปเลียนแล้ว จึงถูกปล่อยตัวกลับสู่ปิตุภูมิในปี1808เพื่อเร่งฟื้นฟูทั้งกองทัพของพรอยเซนและรัฐ ช่วงนี้เองที่ได้แต่งงานกับหญิงในแวดวงสังคมชั้นสูงและได้เข้าสู่แวดวงของนักคิดและนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่มารวมตัวกันอยู่ในกรุงแบร์ลีน การเขียนตำราพิชัยสงครามของเคลาเซ่อะวิทซ์น่าสนใจตรงที่เขาไม่ได้เน้นความสำคัญที่การสู้รบเท่านั้น แต่ยังวางแนวความคิดไว้ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองด้วย เพราะเมื่อพิจารณาช่วงเวลาที่เป็นทหารในฝ่ายอำนวยการ ซึ่งต้องคิดและวางแผนตลอดการรบครั้งสำคัญๆเพื่อให้กองทัพเยอรมันเอาชนะนโปเลียน ผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นนักยุทธศาสตร์ตัวยงรวมทั้งการเกิดร่วมสมัยกับการปฏิวัติฝรั่งเศส เคลาเซ่อะวิทซ์จึงมีแนวความคิดล้ำสมัยและสั่งสมประสบการณ์ด้านการวางแผนไว้มาก โดยเฉพาะแนวความคิดที่ว่ากองทัพคือเครื่องมือของรัฐ ที่ถูกยึดถือเหนียวแน่นในวัฒนธรรมองค์กรของกองทัพเยอรมัน แม้ในภายหลังเมื่อฮิตเลอร์นำชาติเยอรมันเข้าสู่ความย่อยยับตอนปลายสงครามโลกครั้งที่2 บรรดานายพลเยอรมันยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า”คำว่า”รัฐประหาร”ไม่มีในพจนานุกรมของกองทัพเยอรมัน”

ถึงแม้เคลาเซ่อะวิทซ์จะถึงแก่กรรมก่อนเขียน”On War”จบ แต่แนวความคิดด้านยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการเป็นที่โดนใจนายพลตัวกลั่นของเยอรมันรุ่นต่อมา เช่นเฮลมุธ กราฟ ฟอน โมลต์เค่ผู้นำทัพเยอรมันเข้าสู้รบกับฝรั่งเศสอีกครั้งในสงครามรวมชาติครั้งที่2(สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย)สมัยอัครมหาเสนาบดีออตโต ฟอน บิสมาร์ค คือผู้ศึกษาข้อเขียนของเคลาเซ่อะวิทซ์ทะลุปรุโปร่ง คำพูดอันโด่งดังของเขาคือ”ไม่มีแผนยุทธศาสตร์ใดหลีกเลี่ยงการปะทะกับข้าศึกไปได้” อันหมายความในทางสากลว่าการทำสงครามไม่ว่าจะด้วยอาวุธหรือทางเศรษฐกิจ ต้องมีเป้าหมายแน่ชัด จะชนะสงครามให้ได้ต้องรวบรวมสรรพกำลังทั้งหมดทำลายเป้าหมายนั้นให้สิ้น


เนื้อหาส่วนใหญ่ของOn War เน้นที่ยุทธศาสตร์ การจัดกำลังรบและแนวคิดต่างๆในการวางเค้าโครงเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการทำสงครามเบ็ดเสร็จ มันมีความชัดเจนและถูกยึดถือตั้งแต่เริ่มมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่2 ที่ชาติต่างๆจัดทัพเต็มรูปแบบเข้าสู้รบแย่งชิงพื้นที่ มีนักวิชาการบางกลุ่มให้ความเห็นว่าความคิดของเคลาเซ่อะวิทซ์ล้าสมัยเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสงครามนิวเคลียร์ในศตวรรษที่20 ที่สหรัฐและโซเวียตกับชาติต่างๆแข่งกันสร้างสมอาวุธนิวเคลียร์ เพราะหากจะขจัดความขัดแย้งด้วยการกดปุ่มยิงขีปนาวุธพิสัยไกลเข้าใส่กัน ก็ไม่จำเป็นต้องวางแผนการรบหรือจัดอัตรากำลังกันให้ยุ่งยาก แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะทั้งที่มีอาวุธร้ายในครอบครองแต่สหรัฐกับโซเวียตกลับไม่ใช้ เลือกใช้สงครามตัวแทน(proxy war)แทนด้วยการแบ่งฝ่ายแล้วให้ชาติที่ตนถือหางเข้าสู้รบแย่งชิงอำนาจกันเอง หลักการของเคลาเซ่อะวิทซ์และOn Warจึงไม่ได้ล้าสมัยตามที่คาดเมื่อการรบด้วยรูปแบบสงครามโลกครั้งที่2ยังมีอยู่ ทั้งในสงครามเกาหลี สงครามยิว-หรับในตะวันออกกลางและอื่นๆที่ประเทศหนึ่งยกกองทัพเข้ายึดพื้นที่ของประเทศคู่สงคราม นักการทหารทั้งอเมริกันและยุโรปต่างยังยึดถือแนวคิดของเคลาเซ่อะวิทซ์อยู่เมื่อทำสงครามเต็มรูปแบบ แต่ความขัดแย้งระหว่างเวียดนามเหนือและใต้ที่กลายมาเป็นสงครามกองโจรนี้เอง ที่ทำให้นักการทหารโดยเฉพาะฝ่ายอเมริกันต้องทบทวนความคิดกันใหม่ ในเมื่อสงครามเวียดนามไม่ใช่แนวทางของเคลาเซ่อะวิทซ์และสหรัฐกับโซเวียตในเวลานั้นก็แตกต่างจากรัฐเยอรมันและคู่สงครามร่วมสมัยกับเขา

ความคิดที่ว่าการกบฏหรือการก่อการร้ายนั้นไม่สามารถปราบปรามให้หมดสิ้นไปได้นั้น ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าถ้าได้ผู้นำเข้มแข็งและผู้ตามร่วมมือกันปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็จะปราบปรามการก่อการร้ายให้สิ้นไปได้ ดังตัวอย่างปรากฏชัดในฟิลิปปินส์ มาเลเชียและเยเมน


ถึงทฤษฎีทางยุทธศาสตร์ของเคลาเซ่อะวิทซ์จะเป็นทฤษฎีคลาสสิก แต่มันยังใหม่และไม่ได้บ่งบอกถึงรายละเอียดลึกซึ้งเท่าตำราพิชัยสงครามของซุน วู เทียบระยะเวลาแล้วถือว่าต่างกันมากระหว่างเกือบสามพันปีของนักยุทธศาสตร์จีนกับสองร้อยปีกว่าของนักยุทธศาสตร์เยอรมัน การจะใช้แนวความคิดของเคลาเซ่อะวิทซ์ให้ได้ผลนั้นผู้ศึกษาต้องอ่านให้ทะลุแล้วเลือกใช้เฉพาะที่เข้ากับภารกิจของตน

[1] ~~http://tacticalthinker.blogspot.com/2009/03/on-war.html~~

อ้างอิง[แก้]