คะสึชิกะ โฮะกุไซ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คะสึชิกะ โฮะกุไซ
北斎
Hokusai portrait.jpg
ภาพเหมือนตนเอง ค.ศ. 1839
ชื่อเมื่อเกิด Tokitarō
時太郎
วันเกิด ตุลาคม หรือ พฤศจิกายน ค.ศ. 1760
โตเกียว, ประเทศญี่ปุ่น
วันเสียชีวิต 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1849
ประเทศญี่ปุ่น
เชื้อชาติ ญี่ปุ่น
สาขา จิตรกรรม และ ภาพอุกิโยะ
ประเภทงาน ภาพพิมพ์แกะไม้
ยุค สมัยเอะโดะ
งานสำคัญ คลื่นยักษ์นอกฝั่งคะนะงะวะ
อิทธิพลจาก Katsukawa Shunshō, Kanō Masanobu
อิทธิพลต่อ ฮิโระชิเงะ

โฮะกุไซ หรือ คะสึชิกะ โฮะกุไซ (ญี่ปุ่น: 葛飾北斎?, อังกฤษ: Hokusai หรือ Katsushika Hokusai) (ตุลาคม หรือ พฤศจิกายน ค.ศ. 1760 - 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1849[1]) เป็นจิตรกรภาพอุกิโยะและภาพพิมพ์แกะไม้ชาวญี่ปุ่นของสมัยเอะโดะของคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 ผู้มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนจิตรกรรมจีน[2]

โฮะกุไซเกิดที่เอะโดะ (ปัจจุบันคือโตเกียว) งานที่มีชื่อเสียงของโฮะกุไซที่เป็นที่รู้จักกันดีคือภาพพิมพ์แกะไม้ชุด “ทัศนียภาพ 36 มุมของภูเขาฟูจิ” (富嶽三十六景) ที่รวมภาพ “คลื่นยักษ์นอกฝั่งคะนะงะวะ” ซึ่งเป็นภาพสัญลักษณะอันเป็นที่รู้จักกันดีไปทั่วโลกที่เขียนในคริสต์ทศวรรษ 1820

โฮะกุไซ “ทัศนียภาพ 36 มุม” เพื่อเป็นทั้งการตอบสนองความต้องการของกิจการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และความหลงใหลส่วนตัวในการวาดภาพภูเขาฟูจิ.[3] ภาพชุดนี้และโดยเฉพาะภาพ “คลื่นยักษ์” และภาพ “ภูเขาฟูจิวันอากาศดี” เป็นภาพที่สร้างความมีชื่อเสียงให้แก่โฮะกุไซทั้งภายในและภายนอกประเทศ นักประวัติศาสตร์ริชาร์ด เลนสรุปว่า “อันที่จริงแล้ว ถ้าจะให้เลือกงานชิ้นหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้แก่โฮะกุไซทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศแล้ว ก็เห็นจะเป็นงานชิ้นใหญ่ชุดนี้...”[4] โดยเฉพาะภาพ “คลื่นยักษ์” ที่เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้แก่โลกตะวันตก

ชีวิตเบื้องต้นและการฝึกงานทางด้านศิลปะ[แก้]

โฮะกุไซเกิดเมื่อวันที่ 23 ของเดือนที่เก้าของปีที่สิบของสมัย Hōreki (ตุลาคม หรือ พฤศจิกายน ค.ศ. 1760) ในครอบครัวช่างฝีมือในตำบลคะสึชิกะในเอะโดะ[5] เมื่อยังเด็กโฮะกุไซมีชื่อว่า Tokitarō[1] เชื่อกันว่าบิดาชื่อ Nakajima Ise เป็นช่างทำกระจกสำหรับโชกุน[1] แต่บิดาไม่ได้ทำให้โฮะกุไซเป็นทายาท ซึ่งทำให้สันนิษฐานว่าแม่ของโฮะกุไซอาจจะเป็นภรรยาน้อย[5] โฮะกุไซเริ่มเรียนการเขียนภาพเมื่อมีอายุได้หกขวบ อาจจะเรียนจากบิดา ที่งานการทำกระจกรวมทั้งการเขียนภาพรอบกระจกด้วย[5]

โฮะกุไซมีนามที่เป็นที่รู้จักกันอย่างน้อยก็ 30 ชื่อระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าการใช้ชื่อหลายชื่อจะเป็นเรื่องปกติที่ทำกันโดยจิตรกรญี่ปุ่นในยุคนั้น และจำนวนชื่อของโฮะกุไซก็ยังถือว่ามีมากกว่าผู้อื่นมาก ชื่อที่เปลี่ยนบ่อยมักจะพ้องกับการเปลี่ยนลักษณะการเขียน ที่มีประโยชน์ในการแบ่งสมัยงานของโฮะกุไซ[5]

คลื่นยักษ์นอกฝั่งคะนะงะวะ” งานชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดของโฮะกุไซซึ่งเป็นภาพแรกของภาพชุด “ทัศนียภาพ 36 มุมของภูเขาฟูจิ

เมื่ออายุได้ 12 ปี บิดาก็ส่งโฮะกุไซให้ไปทำงานกับร้านหนังสือและห้องสมุดให้ยืมหนังสือ ซึ่งเป็นสถาบันที่เป็นที่นิยมมีกันในเมืองใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่สำหรับอ่านหนังสือที่พิมพ์จากภาพพิมพ์แกะไม้ สำหรับคนชั้นกลางและชนชั้นสูง[6] เมื่ออายุได้ 14 ปีโฮะกุไซก็ไปฝึกงานกับช่างแกะไม้เป็นเวลาสี่ปีจนอายุ 18 ปีเมื่อได้รับให้เข้าทำงานกับห้องศิลป์ของคัตซุคาวะ ชุนโช (Katsukawa Shunshō) ผู้เป็นศิลปินผู้เขียนภาพอุกิโยะซึ่งเป็นงานพิมพ์แกะไม้และจิตรกรรมประเภทที่โฮะกุไซกลายมาเป็นปรมาจารย์ต่อมา และเป็นผู้นำของตระกูลงานทำนองที่เรียกว่าตระกูลงานศิลปะแบบคัตซุคาวะ (Katsukawa school)[1] ภาพอุกิโยะ ที่เขียนโดยจิตรกรเช่นชุนโชจะเน้นการเขียนภาพสตรีในราชสำนักหรือนักแสดงคาบูกิที่มีชื่อเสียงตามเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นในขณะนั้น[7]

หลังจากนั้นปีหนึ่งโฮะกุไซก็เปลี่ยนชื่อเป็นครั้งแรกโดยอาจารย์ว่า “ชุนโร” (Shunrō) ขณะที่ใช้ชื่อนี้โฮะกุไซก็ได้สร้างภาพพิมพ์ของตนเองเป็นครั้งแรกซึ่งเป็นภาพชุดของนักแสดงคาบูกิในปี ค.ศ. 1779 ระหว่างช่วงสิบปีที่ทำงานกับห้องแกะไม้ของชุนโชโฮะกุไซก็แต่งงานเป็นครั้งแรกแต่ก็ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับภรรยาผู้มาเสียชีวิตเมื่อต้นคริสต์ทศวรรษ 1790 โฮะกุไซแต่งงานครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1797 ผู้เสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น โฮะกุไซมีบุตรสองคนและมีบุตรีสามคนกับภรรยาสองคน ลูกสาวคนเล็กสุดซากาเอะ (Sakae) หรือ โออิ (Ōi) ต่อมาเป็นศิลปินเหมือนพ่อ[7]

เมื่อชุนโชเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1793 โฮะกุไซก็เริ่มศึกษาลักษณะงานศิลปะประเภทต่างๆ ที่รวมทั้งลักษณะแบบยุโรป ที่มีโอกาสได้เห็นภาพพิมพ์ทองแดงของฝรั่งเศสและดัตช์[7] ต่อมาโฮะกุไซถูกขับออกจากตระกูลงานศิลปะแบบคัตซุคาวะโดยชุนโกะ (Shunkō) ผู้เป็นผู้นำในบรรดาผู้ติดตามงานของชุนโช ที่อาจจะเป็นเพราะโฮะกุไซไปศึกษากับโรงเรียนคู่แข่งโรงเรียนคาโนะ (Kanō school) ก็เป็นได้ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่เป็นแรงผลักดันทางกำลังใจโฮะกุไซกล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้ผมพัฒนางานเขียนของผมก็คือความอับอายที่ได้รับจากน้ำมือของชุนโกะ”[4]

ภาพพิมพ์ “ภูเขาฟูจิสีแดง” จากภาพชุด “ทัศนียภาพ 36 มุมของภูเขาฟูจิ
ภาพพิมพ์ “นักเดินทางข้ามแม่น้ำโออิ” ภาพที่โฮะกุไซเพิ่มเติมเข้าไปในภาพชุด “ทัศนียภาพ 36 มุมของภูเขาฟูจิ” ในภายหลัง เพราะความนิยมที่แพร่หลายของภาพชุดแรก

ต่อมาโฮะกุไซก็เปลี่ยนหัวข้องานเขียนจากการวาดภาพของสตรีภายในราชสำนักและนักแสดงที่มักจะเป็นหัวเรื่องของการวาดภาพอุกิโยะ ไปวาดภาพภูมิทัศน์และภาพชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นจากชนระดับต่างๆ การเปลี่ยนแปลงหัวข้อเป็นการสร้างแนวเขียนภาพอุกิโยะแบบใหม่และแนวการเขียนใหม่ของโฮะกุไซเอง[7] Fireworks at Ryōgoku Bridge (1790) dates from this period of Hokusai's life.[8]

จุดสูงสุดของการเป็นจิตรกร[แก้]

ช่วงต่อมาของงานเขียนเป็นช่วงที่เป็นงานเขียนแบบตระกูลทะวะรายะ (Tawaraya School) เมื่อโฮะกุไซได้นามใหม่ว่า “ทะวะรายะ โซริ” (Tawaraya Sōri) ในช่วงนี้งานที่เขียนเป็นการเขียนด้วยแปรงแบบที่เรียกว่า “ซุริโมะโนะ” (surimono) และภาพประกอบสำหรับ “เกียวกะ เอะฮง” (kyōka ehon) ซึ่งเป็นหนังสือประกอบภาพของกวีนิพนธ์ชวนขัน ในปี ค.ศ. 1798 โฮะกุไซก็มอบชื่อตนเองให้แก่ลูกศิษย์และออกไปตั้งตัวเป็นศิลปินอิสระ โดยไม่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนการเขียนใดใดเป็นครั้งแรก และเริ่มใช้ชื่อ “โฮะกุไซ โตะมิซะ”

เมื่อมาถึงปี ค.ศ. 1800 โฮะกุไซก็แปลงการเขียนภาพอุกิโยะที่นอกไปจากการเขียนภาพเหมือน และเปลี่ยนชื่อใหม่ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเป็น “คะสึชิกะ โฮะกุไซ” ส่วนแรกหมายถึงบริเวณในเอะโดะที่เป็นที่เกิดและส่วนที่สองแปลว่า “ห้องเขียนภาพทางเหนือ” ในปีนั้นโฮะกุไซก็พิมพ์งานชุดภูมิทัศน์สองชิ้น “ทัศนียภาพอันงดงามของทางตะวันออกของเมืองหลวง” และ “ทัศนียภาพ 8 มุมของเอะโดะ” ในช่วงนี้ โฮะกุไซก็เริ่มมีผู้ต้องการจะมาเป็นลูกศิษย์ ในชั่วชีวิตก็มีนักเรียนถึง 50 คนที่ได้ร่ำเรียนกับโฮะกุไซ[7]

นกกระยางจาก “บทเรียนการเขียนภาพง่ายๆ
ภ่าพคนอาบน้ำใน “โฮะกุไซ มังงะ

ในช่วงสิบปีต่อมาโฮะกุไซก็มีชื่อเสียงมากขึ้นทุกขณะ ทั้งจากงานเขียนที่ทำและความความสามารถในการเผยแพร่ชื่อเสียงของตนเอง ระหว่างงานเทศกาลในโตเกียวในปี ค.ศ. 1804 โฮะกุไซเขียนภาพพระโพธิธรรมที่กล่าวกันว่ายาวถึง 180 ฟุต (600 เมตร) โดยใช้ไม้กวาดและถังหมึกเขียน อีกเรื่องหนึ่งกล่าวถึงโฮะกุไซว่าได้รับเชิญโดยสำนักโชกุนอิเยนาริ (Tokugawa Ienari) ให้ไปเปรียบเทียบผลงานกับศิลปินของสำนักผู้เขียนงานด้วยแปรงที่มีลักษณะแบบดั้งเดิม งานเขียนของโฮะกุไซที่เขียนต่อหน้าโชกุนเป็นงานเขียนเส้นโค้งสีน้ำเงินบนกระดาษ เสร็จแล้วโฮะกุไซก็ไล่ไก่ที่ขาข้างหนึ่งจุ่มสีแดงให้วิ่งไปบนกระดาษที่เขียนเส้นไว้ โฮะกุไซบรรยายต่อโชกุนว่าเป็นภาพภูมิทัศน์ของแม่น้ำทัตซุตะที่มีใบเมเปิลแดงลอยตามสายน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้โฮะกุไซได้รับรางวัลในการแข่งขัน[9]

ในปี ค.ศ. 1807 โฮะกุไซก็ร่วมมือกับนักเขียนนวนิยายผู้มีชื่อเสียงทากิซะวะ บาคิง (Takizawa Bakin) ในการเขียนภาพประกอบในหนังสือหลายเล่ม แต่ศิลปินสองคนนี้ก็ไม่ลงรอยกันเพราะมีความคิดเห็นทางศิลปะที่ต่างกัน ซึ่งทำให้ความร่วมมือมาหยุดชะงักลงในหนังสือเล่มที่สี่ เจ้าของสำนักพิมพ์ต้องเลือกระหว่างโฮะกุไซหรือบาคิงไว้ทำโครงการต่อ ซึ่งทางสำนักพิมพ์ก็เลือกโฮะกุไซ ซึ่งแสดงถึงการเน้นความสำคัญของภาพประกอบสำหรับงานพิมพ์ในยุคนั้น[10]

ในปี ค.ศ. 1811 เมื่อมีอายุได้ 51 ปีโฮะกุไซก็เปลี่ยนชื่อเป็น “ตะอิโตะ” (Taito) ซึ่งเป็นช่วงที่เขียนงานแบบที่เรียกว่า “โฮะกุไซ มังงะ” (Hokusai Manga) และ “etehon” หรือตำราศิลปะต่างๆ[1] โฮะกุไซเริ่มงานเขียนตำราในปี ค.ศ. 1812 ด้วย “บทเรียนเขียนภาพเบื้องต้น” ซึ่งเป็นงานเขียนเพื่อหาเงินและหาลูกศิษย์เพิ่มเติม หนังสือ “มังงะ” เล่มแรกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1814 ต่อมาก็มีอีก 12 เล่มที่ตีพิมพ์ก่อนปี ค.ศ. 1820 และอีกสามเล่มที่พิมพ์หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว ที่รวบรวมภาพเขียนเป็นจำนวนพันของสัตว์, บุคคลในศาสนา และบุคคลทั่วไป ที่มักจะแซกอารมณ์ขัน และเป็นงานที่นิยมกันแพร่หลายในยุคนั้น[10]

ในปี ค.ศ. 1820 โฮะกุไซก็เปลี่ยนชื่ออีกเป็น “อิอิตซุ” (Iitsu) ซึ่งเป็นช่วงที่มีความมั่นคงในฐานะจิตรกรไปทั่วญี่ปุ่น (ในขณะนั้นเป็นสมัยญี่ปุ่นปิดประเทศ (Sakoku) จากโลกภาพนอก ฉะนั้นชื่อเสียงของโฮะกุไซจึงมิได้เป็นที่เลื่องลือไปยังโลกตะวันตกจนกระทั่งเสียชีวิตไปแล้ว) โฮะกุไซมามีชื่อเสียงถึงจุดสุดยอดในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1820 งานเขียนชุดสำคัญ “ทัศนียภาพ 36 มุมของภูเขาฟูจิ” ที่รวมทั้งภาพ “คลื่นยักษ์นอกฝั่งคะนะงะวะ” ก็เป็นงานที่เขียนในช่วงที่ว่านี้ และเป็นที่นิยมจนกระทั่งโฮะกุไซตัดสินใจเพิ่มภาพอีกสิบภาพเข้าไปในชุด ภาพชุดอื่นๆ ที่เป็นที่นิยมที่พิมพ์ในช่วงนี้ก็ได้แก่ชุด “การเที่ยวชมน้ำตกในจังหวัดต่างๆ” และชุด “ทัศนียภาพที่แตกต่างของสะพานอันงดงามของจังหวัดต่างๆ[11] นอกจากนั้นแล้วโฮะกุไซก็ยังผลิตก็ยังเขียนงานดอกไม้และนกแบบที่มีรายละเอียดอีกหลายภาพ ที่รวมทั้งภาพที่เด่นชื่อ “ดอกฝิ่น” และ “ฝูงไก่[12]

ชีวิตช่วงต่อมา[แก้]

ชาวต่างประเทศคนแรกในญี่ปุ่น” โดยโฮะกุไซ ค.ศ. 1817 คำบรรยาย: “เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1543 ชาวต่างประเทศกลุ่มนี้มาขึ้นที่เกาะทะเนะงะชมะ, จังหวัดโอะกุมะ ตามด้วย “มุระชุกุชะ” (Murashukusha - ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด) และ “กิริชิโมตะ” (อันโตนิโอ ดา โมตา หรือ คริสโตเฟอร์ ดา โมตา)[13]

ช่วงการเขียนต่อมาเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1834 ซึ่งเป็นช่วงที่ใช้ชื่อ “Gakyō Rōjin Manji” (ชายแก่ผู้คลั่งเขียนภาพ)[8] ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เขียน “ทัศนียภาพ ร้อยมุมของภูเขาฟูจิ” ซึ่งเป็นงานเขียนชุดภูมิทัศน์ที่สำคัญอีกชุดหนึ่ง[12]

โฮะกุไซเขียนคำลงท้ายสำหรับงานชุดนี้ว่า:

ตั้งแต่อายุได้หกขวบผมก็ชอบร่างภาพจากแบบจริง ผมเป็นจิตรกร และตั้งแต่อายุได้ห้าสิบปีเป็นต้นมาก็ได้เขียนงานที่ทำให้มีชื่อเสียงบ้าง แต่งานที่เขียนก่อนอายุได้เจ็บสิบก็ไม่มีชิ้นใดที่มีคุณค่าที่ควรจะกล่าวถึง เมื่ออายุได้เจ็ดสิบสามปีผมก็เริ่มเข้าใจโครงสร้างของนกและสัตว์, แมลงและปลา, และการเติบโตของพันธุ์ไม้ ถ้าผมพยายามต่อไปผมก็คงจะเข้าใจยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อไปถึงอายุแปดสิบหก ซึ่งพอถึงอายุเก้าสิบผมก็คงจะเข้าถึงหัวใจของธรรมชาติได้ ถ้าอายุได้ร้อยปีผมก็อาจจะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ยิ่งขึ้นไปอีก ขณะที่เมื่ออายุไปถึงร้อยสามสิบ, ร้อยสี่สิบ หรือกว่านั้นผมก็คงจะถึงจุดที่ทุกจุดทุกฝีแปรงที่ผมเขียนก็คงมีชีวิตจิตใจขึ้นมาได้ ขอให้สวรรค์ให้ผมมีอายุยืนเพื่อให้ผมได้มีโอกาสพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ผมพูดมานี้ไม่ใช่เรื่องเท็จ[1]

ในปี ค.ศ. 1839 ห้องเขียนภาพและภาพเขียนเป็นจำนวนมากของโฮะกุไซถูกเพลิงไหม้ เมื่อมาถึงช่วงนี้ชื่อเสียงของโฮะกุไซก็เริ่มจะลดถอยลง เมื่อมีศิลปินรุ่นเด็กกว่าเช่นฮิโระชิเงะที่มามีชื่อเสียงแทนที่ แต่โฮะกุไซก็ไม่ได้หยุดเขียนภาพ เช่นยังคงเขียนภาพ “เป็ดในสระ” เมื่ออายุ 87 ปี[14]

โฮะกุไซพยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะเขียนที่ดีกว่าเดิม เล่ากันว่าเมื่อใกล้จะเสียชีวิต โฮะกุไซอุทานว่า “ถ้าสวรรค์จะให้เวลาอีกสิบปีเท่านั้น...หรือเพียงอีกห้าปี ผมก็ได้กลายเป็นจิตรกรที่แท้จริง” โฮะกุไซเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1849 และถูกฝังไว้ที่ Seikyō-jiในโตเกียว[1]

สี่ปีหลังจากที่โฮะกุไซเสียชีวิตกองเรืออเมริกันที่นำโดยแม็ทธิว ซี. เพอร์รีย์ก็สามารถบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประตูติดต่อกับทางตะวันตกได้ โฮะกุไซเป็นจิตรกรผู้มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะมีการติดต่อกับชาวตะวันตกที่เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของญี่ปุ่นไปโดยสิ้นเชิง[14]

งานและอิทธิพล[แก้]

“Hodogaya on the Tokaido”
“ควันลอยออกจากภูเขาฟูจิ”
“ปลาตะเพียนกระโดดในน้ำตก”
“ภาพเหมือนสตรีถือพัด”

โฮะกุไซเป็นจิตรกรอยู่เป็นเวลานานแต่งานชิ้นสำคัญๆ เขียนหลังจากที่อายุ 60 แล้ว งานที่มีชื่อเสียงที่สุดชุด “ทัศนียภาพ 36 มุมของภูเขาฟูจิ” เขียนระหว่าง ค.ศ. 1826 ถึง ค.ศ. 1833 ที่อันที่จริงแล้วมีด้วยกันทั้งหมด 46 ภาพ (10 ภาพเป็นภาพที่มาเขียนเพิ่มภายหลัง)[4] งานเขียนภาพอุกิโยะของโฮะกุไซเปลี่ยนแปลงจากการเขียนภาพของสตรีในราชสำนักและนักแสดงที่เป็นที่นิยมกันในสมัยเอะโดะ มาเป็นการเขียนที่กว้างขึ้นที่รวมภูมิทัศน์, ต้นไม้ และสัตว์เข้าไปด้วย[7]

ทั้งการเลือก “ชื่อ” และการเขียนภาพภูเขาฟูจิมาจากความเชื่อทางศาสนา ชื่อโฮะกุไซที่แปลว่า “ห้องเขียนภาพเหนือ” ซึ่งเป็นคำย่อของ “Hokushinsai” (北辰際)หรือ “ห้องเขียนภาพดาวเหนือ” โฮะกุไซนับถือ Nichiren ซึ่งเป็นลัทธิหนึ่งของพุทธศาสนาที่เห็นว่าดาวเหนือ เกี่ยวข้องกับ Myōken (妙見菩薩)[4] ภูเขาฟูจิตามธรรมเนียมแล้วมีความเชื่อมโยงกับความเป็นอมตะ ความเชื่อนี้ย้อนหลังไปถึงเรื่อง “ตำนานคนตัดไผ่” (竹取物語?) ของคริสต์ศตวรรษที่ 10 ที่เล่ากันว่าเป็นที่พระจักรพรรดินำยาอายุวัฒนะไปไว้บนยอดเขา เฮนรี สมิธอธิบายว่า “ฉะนั้นตั้งแต่โบราณกาลเป็นต้นมาภูเขาฟูจิจึงถือกันว่าเป็นแหล่งของความลับของความเป็นอมตะ ซึ่งเป็นหัวใจของความผูกพันอันล้ำลึกของโฮะกุไซกับภูเขา”[3]

งานชิ้นใหญ่ที่สุดของโฮะกุไซคืองานเขียน “โฮะกุไซ มังงะ” (北斎漫画) ที่มีด้วยกันทั้งหมด 15 เล่มที่ประกอบด้วยภาพราว 4,000 ภาพ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1814[4] งานมังงะของโฮะกุไซมักจะเข้าใจผิดกันว่าเป็นที่มาของมังงะสมัยใหม่ แต่มังงะของโฮะกุไซเป็นภาพวาดชุด (ของสัตว์, คน, สิ่งของ หรืออื่นๆ) ซึ่งต่างจากหนังสือคอมมิคที่เป็นเรื่องราว[4]

อิทธิพลทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม[แก้]

โฮะกุไซเป็นแรงบันดาลใจให้แก่งานรวมเรื่องสั้น “24 มุมของภูเขาฟูจิโดยโฮะกุไซ” ที่ได้รับรางวัลฮิวโกโดยนักเขียนนวนิยายเชิงวิทยาศาสตร์โรเจอร์ เซลาซนี ในเรื่องนี้ตัวเอกของเรื่องเดินทางรอบบริเวณภูเขาฟูจิและทุกที่ที่หยุดเป็นที่เดียวกับที่โฮะกุไซเขียนภาพ

อิทธิพลของโฮะกุไซมีต่อจิตกรร่วมสมัยของยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่กำลังนิยมแนวเขียนใหม่ที่เรียกว่าอาร์ตนูโวหรือที่เรียกว่า “Jugendstil” ในเยอรมนีที่ได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของโฮะกุไซและศิลปะญี่ปุ่นโดยทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ ที่จะเห็นได้จากงานเขียนในหัวข้อที่คล้ายคลึงกันกับโฮะกุไซในงานเขียนของโคลด โมเนท์ และ ปีแยร์-ออกุสต์ เรอนัวร์ นอกจากนั้นก็ยังจะเห็นได้ในงานเขียน “Peitschenhieb” ของแฮร์มัน โอบริสท์ซึ่งเป็นแนวการเขียนใหม่ที่มีอิทธิพลโดยตรงจากงานเขียนของโฮะกุไซอย่างเห็นได้ชัด

งานเขียนบางชิ้น[แก้]

งานเขียนในรายการข้างล่างเรียงตามลำดับเวลาที่เขียน งานเขียนแต่ละชิ้นได้รับการกล่าวถึงหรือใช้เป็นภาพประกอบในงานชีวประวัติชิ้นหนึ่งชิ้นใด ที่อาจจะเป็นงานที่ถือว่าเป็นงานชิ้นเด่นหรืองานที่เป็นตัวแทนของแต่สมัยการเขียนของโฮะกุไซ[15]

  • Lady and Attendants” (c. 1779) ภาพเขียนบนไหม
  • Asakusa Shrine, Edo” (c. 1780) ภาพพิมพ์แกะไม้
  • Four Courtesans of the House of Chojiya” (1782) ภาพพิมพ์แกะไม้
  • Seyawa Kikujuro Acting Woman's Part” (1783) ภาพพิมพ์แกะไม้
  • Actor Danjurō” (1784) ภาพพิมพ์แกะไม้
  • Chinese Boys at Play” (1789) ภาพพิมพ์แกะไม้
  • Attack on Moranoa's Castle from Chusingura” (1789–1806) ภาพพิมพ์แกะไม้[16]
  • A Ferryboat with Passengers Bearing New Year's Gifts” (c. 1800) Surinomo
  • Portrait of the Artist from The Tactics of General Oven” (1800) ภาพพิมพ์แกะไม้ประกอบนวนิยาย
  • Amusements of the Eastern Capital” (1800–1802) ภาพชุดภาพพิมพ์แกะไม้
  • Shower at Shin-Yangi Bridge from Both Banks of the Sumida River” (1803) ภาพพิมพ์แกะไม้ในหนังสือตำรา
  • สถานี 53 สถานีบนเส้นทางโตไกโดะ” (1806) ภาพชุดภาพพิมพ์แกะไม้
  • Chinese Tortures from Bakin's Cruelties of Dobki” (1807) ภาพพิมพ์แกะไม้ in novel
  • Quick Lessons on Simplified Drawing” (1812) ภาพเขียนในหนังสือตำรา
  • โฮะกุไซ มังงะ” (1814–1834) ภาพร่าง, 15 เล่ม
  • ทัศนียภาพ 36 มุมของภูเขาฟูจิ” (1823–1829) ภาพชุดภาพพิมพ์แกะไม้
  • Painting in Three Forms” (1816) ภาพเขียนในหนังสือตำรา
  • ความฝันของเมียคนหาปลา” (1820) Famous erotic wood block print
  • Designs with a single stroke of the brush” (1823) ภาพเขียนในหนังสือตำรา
  • การเที่ยวชมน้ำตกในจังหวัดต่างๆ” (1827–1830) ภาพชุดภาพพิมพ์แกะไม้ น้ำตก
  • ทัศนียภาพที่แตกต่างของสะพานอันงดงามของจังหวัดต่างๆ” (1827–1830) ภาพชุดภาพพิมพ์แกะไม้
  • Small Flowers” (1830) ภาพชุดภาพพิมพ์แกะไม้
  • Large Flowers (Hokusai) ” (1830) ภาพชุดภาพพิมพ์แกะไม้
  • มหาสมุทรแห่งปัญญา” (1833) ภาพชุดภาพพิมพ์แกะไม้
  • ทัศนียภาพ 100 มุมของภูเขาฟูจิ” (1834)
  • Book of Warriors” (1836) ภาพชุดภาพพิมพ์แกะไม้
  • ภาพเหมือนตนเอง” (1839) ภาพวาดลายเส้น
  • Willow and Young Crows” (1842) ภาพเขียนบนไหม
  • A Wood Gatherer” (1849) ภาพเขียนบนไหม

ระเบียงภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 Nagata
  2. Daniel Atkison and Leslie Stewart. "Life and Art of Katsushika Hokusai" in From the Floating World: Part II: Japanese Relief Prints, catalogue of an exhibition produced by California State University, Chico. Retrieved 9 July 2007; archive link
  3. 3.0 3.1 Smith
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 Nagata, Seiji. Hokusai: Genius of the Japanese Ukiyo-e. Kodansha, Tokyo, 1999.
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 Weston, p. 116
  6. Weston, pp. 116–117
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 7.5 Weston, p. 117
  8. 8.0 8.1 Hokusai Heaven retrieved March 27, 2009
  9. Weston, p. 117–118
  10. 10.0 10.1 Weston, p. 118
  11. Weston, p. 118–119
  12. 12.0 12.1 Weston, p. 119
  13. Noel Perrin "Giving up the gun", p.7 ISBN 978-0-87923-773-8
  14. 14.0 14.1 Weston, p. 120
  15. These selected works are drawn from biographies by Richard Douglas Lane, Seiji Nagata, Elizabeth Ripley, and Mark Weston.
  16. Attack on Moranoa's Castle is from Act XI of Chusingura, the story known in the west as the Forty-Seven Ronin.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Richard Douglas Lane (1989). Hokusai: Life and Work. E.P. Dutton, New York. ISBN 0-525-24455-7.
  • Nagata, Seiji (1995). "Hokusai: Genius of the Japanese Ukiyo-e." Kodansha International, Tokyo.
  • Smith, Henry D. II (1988). Hokusai: One Hundred Views of Mt. Fuji. George Braziller, Inc., Publishers, New York. ISBN 0-8076-1195-6.
  • Weston, Mark (1999). Giants of Japan: The Lives of Japan's Most Influential Men and Women. New York: Kodansha International. ISBN 1-56836-286-2.
  • Ray, Deborah Kogan (2001). "Hokusai : the man who painted a mountain" Frances Foster Books, New York. ISBN 0-374-33263-0

ดูเพิ่ม[แก้]

ประวัติ[แก้]

  • Bowie, Theodore (1964). The Drawings of Hokusai. Indiana University Press, Bloomington.
  • Forrer, Matthi (1988). Hokusai Rizzoli, New York. ISBN 0-8478-0989-7.
  • Forrer, Matthi; van Gulik, Willem R., and Kaempfer, Heinz M. (1982). Hokusai and His School: Paintings, Drawings and Illustrated Books. Frans Halsmuseum, Haarlem. ISBN 90-70216-02-7
  • Hillier, Jack (1955). Hokusai: Paintings, Drawings and Woodcuts. Phaidon, London.
  • Hillier, Jack (1980). Art of Hokusai in Book Illustration. Sotheby Publications, London. ISBN 0-520-04137-2.
  • Lane, Richard (1989). Hokusai: Life and Work. E.P. Dutton. ISBN 0-525-24455-7.
  • van Rappard-Boon, Charlotte (1982). Hokusai and his School: Japanese Prints c. 1800–1840 (Catalogue of the Collection of Japanese Prints, Rijksmuseum, Part III). Rijksmuseum, Amsterdam.

งานศิลปะ[แก้]

For readers who want more information on specific works of art by Hokusai, these particular works are recommended.

  • Hillier, Jack, and Dickens, F.W. (1960). Fugaku Hiyaku-kei (One Hundred Views of Fuji by Hokusai). Frederick, New York.
  • Kondo, Ichitaro (1966). Trans. Terry, Charles S. The Thirty-six Views of Mount Fuji by Hokusai. East-West Center, Honolulu.
  • Michener, James A. (1958). The Hokusai Sketch-Books: Selections from the 'Manga'. Charles E. Tuttle, Rutland.
  • Morse, Peter (1989). Hokusai: One Hundred Poets. George Braziller, New York. ISBN 0-8076-1213-8.
  • Narazaki, Muneshige (1968). Trans. Bester, John. Masterworks of Ukiyo-E: Hokusai — The Thirty-Six Views of Mt. Fuji. Kodansha, Tokyo.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ โฮะกุไซ