คลาวด์ แอตลาส หยุดโลกข้ามเวลา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คลาวด์ แอตลาส หยุดโลกข้ามเวลา
Cloud Atlas
กำกับโดย
อำนวยการสร้างโดย
เขียนบทโดย
  • Lana Wachowski
  • Tom Tykwer
  • Andy Wachowski
อ้างอิงจาก เมฆาสัญจร โดย
David Mitchell
นำแสดงโดย
เพลงประกอบ
ภาพยนตร์โดย
กำกับภาพโดย
ตัดต่อโดย Alexander Berner
ค่าย Cloud Atlas Production
X-Filme Creative Pool
Anarchos Production
จัดจำหน่ายโดย วอร์เนอร์บราเธอร์ส
ฉาย 8 กันยายน 2012 (2012-09-08)(TIFF)
ตุลาคม 26, 2012 (สหรัฐฯ)
ความยาว 172 นาที[1][2]
ประเทศ เยอรมนี[3][4][5]
ภาษา
  • อังกฤษ
  • สเปน
  • เกาหลี
งบประมาณ $102 ล้าน[6]
รายได้ $130,482,868[7]

คลาวด์ แอตลาส หยุดโลกข้ามเวลา (อังกฤษ: Cloud Atlas) เป็นภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ดราม่าสัญชาติเยอรมัน เขียนบทและกำกับโดย Lana และ Andy Wachowski และ Tom Tykwer ดัดแปลงจากหนังสือนิยาย เมฆาสัญจร (Cloud Atlas) ของเดวิด มิตเชลล์ ทุนสร้าง 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นภาพยนตร์อิสระที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดเรื่องหนึ่ง

เนื้อเรื่อง[แก้]

ภาพยนตร์เรื่องนี้ประกอบด้วยเรื่องราว 6 เรื่องซึ่งสอดประสานกันไปมาตลอดความยาวเรื่อง ย้อนไปตั้งแต่การเดินเรือในมหาสมุทรช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงอนาคตยุคหลังอารยธรรมล่มสลาย โครงสร้างของการเล่าเรื่องในภาพยนตร์ต่างจากฉบับนิยายโดยภาพยนตร์เลือกใช้วิธีตัดสลับไปมาระหว่างเรื่องราวทั้ง 6 เรื่อง เรื่องราวทั้งหกนั้นได้แก่

  1. มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ค.ศ. 1849 ช่วงเวลาของการตื่นทองที่แคลิฟอร์เนีย อดัม อีวิง นักกฎหมายชาวอเมริกันจากซานฟรานซิสโกได้เดินทางมายังหมู่เกาะแชทัมเพื่อทำข้อตกลงทางธุรกิจกับ Reverend Gilles Horrox แทนพ่อตาของเขาคือ Haskell Moore ระหว่างนั้นได้เห็นการโบยทาสชาวโมริโอริชื่อเอาทัว ซึ่งต่อมาเขาได้แอบขึ้นบนเรือลำเดียวกับอีวิง และขอร้องให้อีวิงช่วยให้เขาได้หลบซ่อนตัว ก่อนที่จะขอให้ได้เป็นลูกเรือคนหนึ่งในฐานะเสรีชน ระหว่างดอกเตอร์เฮนรี่ กูส ที่เดินทางไปด้วยกัน กำลังค่อย ๆ วางยาพิษให้อีวิง โดยอ้างว่ากำลังรักษาพยาธิ แต่มีเจตนาแท้จริงคือเพื่อขโมยของมีค่าของอีวิง ในขณะที่กูสกำลังจะให้ยาชุดสุดท้ายเพื่อให้ถึงแก่ชีวิตนั้นเองเอาทัวก็มาช่วยชีวิตอีวิงเอาไว้ได้ เมื่อกลับถึงอเมริกาอีวิงและภรรยาได้แสดงเจตนาขอไม่เป็นส่วนหนึ่งของการนำมนุษย์มาเป็นทาสของบิดาของทั้งสอง
  2. เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ และเอดินบะระ สกอตแลนด์ ค.ศ. 1936 โรเบิร์ต โฟรบิเชอร์
  3. ซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย ค.ศ. 1973 หลุยซา เรย์
  4. สหราชอาณาจักร ค.ศ. 2012 ทิโมธี คาเวนดิช บรรณาธิการสำนักพิมพ์อายุ 65 ปี ต้องประสบเคราะห์เมื่อนักเขียนอันธพาล Dermott Hoggins ที่เขียนหนังสือให้เขาได้ก่อเหตุฆาตกรรมนักวิจารณ์จนต้องเข้าคุก คาเวนดิชถูกข่มขู่จากญาติของ Hoggins เอากำไรจากการพิมพ์หนังสือ จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากน้องชายชื่อ Denholme แต่ถูกหลอกให้เข้าไปอยู่ในบ้านพักคนชราภายใต้การปกครองของพยาบาล Noakes จนทั้งคาเวนดิชและเพื่อนร่วม "คุก" ต้องวางแผนหลบหนี
  5. กรุงนีโอโซล (เกาหลี) ค.ศ. 2144 ซอนมี-451 มนุษย์สังเคราะห์จากกระบวนการโคลนนิ่ง บริกรที่ทำหน้าที่ในร้านอาหารแห่งอนาคต "ปาปา ซอง" กล่าวในรูปแบบของการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของเธอ ก่อนที่เธอจะถูกประหารชีวิต เธอได้เล่าว่าเธอถูกปลดปล่อยจากชีวิตของการเป็นทาส โดย "แฮ-จู ชาง" สมาชิกของสหภาพ ระหว่างการซ่อนตัวของซอนมี เธอได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายและหนึ่งในนั้นคือ ภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่องมาจาก "วิบากกรรมสยองของทิโมธี คาเวนดิช" จากนั้น ฝ่ายสหภาพได้พาซอนมีไปดูความโหดร้ายของระบอบการปกครองแบบบรรษัทแห่งนีโอโซลที่ว่าด้วย มนุษย์สังเคราะห์ทุกคนเป็นเหมือนอาหาร ทุกคนจะถูกรีไซเคิลเพื่อเป็นอาหารให้มนุษย์สังเคราะห์รุ่นต่อ ๆ ไป เธอตัดสินใจว่าระบบของสังคมบนพื้นฐานของความเป็นทาส และการแสวงหาผลประโยชน์จากมนุษย์สังเคราะห์เป็นเรื่องที่มากเกินไป จากนั้น เธอจึงถูกพาตัวไปที่เกาะฮาวาย เพื่อออกอากาศคำแถลงการณ์ของเธอต่อสาธารณชน ต่อมา แฮ-จู และ พรรคพวกของสหภาพถูกฆ่าตาย ซอนมีถูกจับตัวไป หลังจากที่เล่าเรื่องของเธอเสร็จ เธอก็ถูกประหารชีวิต
  6. เกาะฮาวาย โลกหลังอารยธรรมนุษย์ล่มสลาย (ระบุวันที่ไว้ว่า "106 ฤดูหนาว หลังอารยธรรมมนุษย์ล่มสลายจากสงครามโลกครั้งที่ 3 ค.ศ. 2321) ชาวพื้นเมืองชื่อแซครี่ ชนเผ่าที่รักสันติ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ตายไปในสงครามโลกครั้งที่ 3 ชนเผ่านี้มีความเชื่อว่า "ซอนมี" คือ พระเจ้า ทำให้พืชผักเจริญเติบโตงอกงาม แต่ว่า การติดเชื้อ (ทางความคิด) มีนามว่า "เฒ่าจอร์จี้" ผู้ที่นำความหายนะ ความกลัว สิ่งเลวร้ายมาสู่ชนเผ่า เพื่อนและหลานของแซครี่ถูกฆ่าโดย ชนเผ่าโคน่า ซึ่งเป็นชนเผ่ากินคน วันหนึ่งมีได้ชนเผ่าจากทางเหนือนามว่า "พรีเซียนส์" ชนเผ่าที่ยังมีเทคโนโลยีล้ำยุคหลงเหลืออยู่จากช่วงโลกล่มสลาย ในเหตุการณ์ ผู้หญิงนามว่า "เมโรนิม" ได้ช่วยหลานสาวของแซครี่ที่ชื่อ "แคทคิ้น" แชครี่จึงอาสานำทางเมโรนิมไปที่ดาวเทียมของสหภาพ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา เพื่อส่งข้อความไปยังอารยธรรมอื่นที่ผู้คนได้จากโลกไปอยู่ดาวดวงอื่นแล้ว ณ สถานี โมโรนิมได้บอกแชครี่ว่า ซอนมีไม่ใช่พระเจ้า หากแต่เป็นบุคคลที่ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ อยู่พื้นที่อันห่างไกลชื่อว่า "นีโอโซล" เธอตายเพื่อจะเปลี่ยนความคิดของชนรุ่นหลัง แต่ "เฒ่าจอร์จี้" ได้กล่อมประสาทแซครี่ให้ฆ่าเมโรนิม แต่หลังจากได้ดูวิดีโอของซอนมีที่ได้ออกอากาศในวันสหภาพล่มสลาย เขาจึงเปลี่ยนความคิด เฒ่าจอร์จี้ได้หายไป หลังจากกลับมาที่หมู่บ้าน เกิดการปะทะกันระหว่างชนเผ่าโคน่ากับชนเผ่ารักสันติ คนส่วนใหญ่ตายหมดเหลือแต่ "แคทคิ้น" แซครี่จึงช่วยแคทคิ้นออกมา จากนั้นก็เกิดการสู้รบระหว่างแซครี่และหัวหน้าชนเผ่าโคน่า แต่เมโรนิมได้ช่วยแชครี่ไว้ หลังจากนั้น ทั้งสามก็ได้อยู่บนเรือ (ยาน) ของพรีเซียนส์ จากนั้นก็ร่วมเดินทางไปสู่โลกใบใหม่
  7. ช่วงเวลาที่ 7 ไม่ได้มีการกล่าวอย่างแน่ชัดแต่มีการคาดการณ์ว่าเป็นโลกใบใหม่ อันมีดวงจันทร์สองดวง ห่างไกลไปจากโลก แชครี่ในวัยชราได้เล่าเรื่องให้เด็ก ๆ ที่นั่งฟังอยู่รอบกองไฟ เมื่อเล่าเรื่องจบ แชครี่และโมโรนิมที่ก้าวออกมาหน้าบ้านได้โอบกอดซึ่งกันและกันด้วยความรัก

รายชื่อนักแสดง[แก้]

นักแสดง "บันทึกท่องแปซิฟิกของอดัม อีวิง" (1849) "จดหมายจากเซเดลเกม" (1936) "ครึ่งชีวิต: เรื่องลึกลับครั้งแรกของหลุยซา เรย์" (1973) "วิบากกรรมสยองของทิโมธี คาเวนดิช" (2012) "คำให้การของซอนมี–451" (2144) "ช่องสลูชาและเรื่องต่อมาหลังจากนั้น" (2321)
ทอม แฮงส์ Dr. Henry Goose Hotel Manager Isaac Sachs Dermot Hoggins Cavendish Look-a-like Actor Zachry
ฮัลลี เบอร์รี Native Woman Jocasta Ayrs Luisa Rey Indian Party Guest Ovid Meronym
Jim Broadbent Captain Molyneux Vyvyan Ayrs N/A Timothy Cavendish Korean Musician Prescient 2
ฮิวโก วีฟวิง Haskell Moore Tadeusz Kesselring Bill Smoke Nurse Noakes Boardman Mephi Old Georgie
จิม สเตอเจส Adam Ewing Poor Hotel Guest Megan's Dad Highlander Hae-Joo Chang Adam/Zachry's Brother in Law
แบ ดูนา Tilda Ewing N/A Megan's Mom, Mexican Woman N/A Sonmi~451, Sonmi~351, Sonmi Prostitute Zachry's First Wife
Ben Whishaw Cabin Boy Robert Frobisher Store Clerk Georgette N/A Tribesman
James D'Arcy N/A Young Rufus Sixsmith Old Rufus Sixsmith Nurse James Archivist N/A
โจว ซวิ่น N/A N/A Talbot/Hotel Manager N/A Yoona~939 Rose
Keith David Kupaka N/A Napier N/A An-Kor Apis Prescient
David Gyasi Autua N/A Lester Rey N/A N/A Duophysite
ซูเซิน ซาแรนดอน Madame Horrox N/A N/A Older Ursula Yosouf Suleiman Abbess
ฮิว แกรนต์ Reverend Giles Horrox Hotel Heavy Lloyd Hooks Denholme Cavendish Seer Rhee Kona Chief

อ้างอิง[แก้]

  1. "CLOUD ATLAS (15)". British Board of Film Classification. 2012-10-08. สืบค้นเมื่อ 2012-10-08. 
  2. "Cloud Atlas Movie Tickets, Reviews, and Photos". Fandango.com. สืบค้นเมื่อ 2012-11-02. 
  3. Debruge, Peter (September 8, 2012). "Variety Reviews - Cloud Atlas - Toronto Film Fest Reviews - - Review by Peter Debruge". Variety. สืบค้นเมื่อ October 29, 2012. 
  4. Bailey, Cameron. "Cloud Atlas". Toronto International Film Festival. สืบค้นเมื่อ October 29, 2012. 
  5. Pidd, Helen (June 22, 2011). "Cloud Atlas to be filmed in Berlin as city eyes starring role in movies". The Guardian. 
  6. Kaufman, Amy (October 25, 2012). "'Silent Hill' sequel likely to lead lackluster weekend at box office". Los Angeles Times. 
  7. "Cloud Atlas (2012)". Box Office Mojo. 2012-10-28. สืบค้นเมื่อ 2012-11-02.