ข้าพเจ้าเป็นคนบาป
ข้าพเจ้าเป็นคนบาป[1] หรือ โอ้บาปข้าพเจ้า[2] (อังกฤษ: mea culpa, เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /ˈmeɪə ˈkʌlpə (เมอา คัลพา) หรือ ˈmiə kʌlpə (มีอา คัลพา)/, "ข้าผิดเอง" ("my mistake" หรือ "my fault"); ละติน: mea culpa; เสียงอ่านภาษาละติน: /mɛɑ ˈkʊlpɑ (เมอา คุลพา)/), หรือ ข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นคนบาป[1] หรือ โอ้บาปข้าพเจ้าหนักหนา[2] (ละติน: mea maxima culpa, "ข้าผิดมหันต์เอง" ("my grievous fault")), เป็นคำอุทานในคริสต์ศาสนา
เนื้อหา |
ที่มา [แก้]
คำอุทานนี้มาจากบทภาวนาสารภาพบาป (prayer of confession of sinfulness) เรียก "บทสารภาพบาป"[1] (อังกฤษ: Confiteor, เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /kənˈfɪtiˌɔr (เคินฟิทีออร์)/, "ข้าพเจ้าขอชำระใจ" ("I confess")) อันใช้ในพิธีมิสซาของคริสตจักรโรมันคาทอลิก และประพันธ์ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 อย่างไรก็ดี ปรากฏว่ามีการอุทานทำนองเดียวกันมาตั้งแต่ก่อน ค.ศ. 1100 เล็กน้อยอยู่แล้ว[3]
เนื้อความของ บทสารภาพบาป ฉบับสามัญ พร้อมคำแปลภาษาอังกฤษอันได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมใน ค.ศ. 2010 โดย คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยภาษาอังกฤษในพิธีกรรม (International Commission on English in the Liturgy)[4] กับทั้งคำแปลภาษาไทยอันได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมใน ค.ศ. 2010 โดย คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพิธีกรรม[1] และที่แปลขึ้นใหม่โดยวิกิพีเดีย มีดังต่อไปนี้
|
|
|
|
ในวัฒนธรรมร่วมสมัย [แก้]
|
|
เพลงฉบับภาษาไทย จากภาพยนตร์แอนิเมชัน คอนค่อมแห่งนอเทรอดาม (ค.ศ. 1996) ของวอลต์ดิสนีย์พิกเชอส์ ช่วงที่มีคำ "mea culpa, mea culpa, mea máxima culpa"
|
| ฟังไฟล์นี้ไม่ได้ ให้ดูหน้าช่วยเหลือ | |
ในภาษาพูดปัจจุบัน ผู้คน (ตะวันตก) จะอุทาน "mea culpa" เพื่อยอมรับว่าตนได้ทำสิ่งผิด โดยเฉพาะสิ่งที่ย่อมหลีกพ้นได้ถ้าใช้ความระมัดระวังตามสมควร มีการใช้เช่นนี้แม้ในสถานการณ์มโนสาเร่ เช่น ถ้านักฟุตบอลยอมรับว่าทีมแพ้เพราะตนไม่ยิงประตู นี้ก็อาจเรียก "mea culpa" ได้ หมายความว่า เขายอมรับว่าตนผิดพลาด แม้ว่า (ตามทฤษฎี) เขาย่อมปัดป้องความผิดพลาดนี้ได้ และเพราะความผิดพลาดนี้ ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันไม่พึงปรารถนา ในบางประเทศมีการใช้ถ้อยคำอื่นที่มีความหมายอย่างเดียวกัน เช่น ในสหรัฐอเมริกามีภาษาปากว่า "my bad" ("กูผิด")
คำอุทาน "mea culpa" นี้เป็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เมื่อมีการใช้ในภาพยนตร์แอนมิเมชัน คอนค่อมแห่งนอเทรอดาม (ค.ศ. 1996) ของวอลต์ดิสนีย์พิกเชอส์ ช่วงที่ผู้พิพากษาโกล็ด ฟร็อลโล (Judge Claude Frollo) ซึ่งมีอุดมการณ์กวาดล้างพวกยิปซีที่ลักลอบเข้ากรุงปารีส กลับหลงใหลในหญิงยิปซีชื่อ "แอสเมรัลดา" (Esméralda) อย่างบ้าคลั่ง จึงตัดสินใจตามจับนางเพื่อให้ได้นางมาครอง แม้จะต้องเผากรุงปารีสทิ้งทั้งกรุงก็ตาม และถ้านางปฏิเสธก็จะประหารชีวิตนางเสียให้สาสม เขาร้องเพลง "Hellfire" ("ไฟจากขุมใด") ภาวนาและระบายความในใจของเขาต่อพระแม่มารีย์ โดยไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดของเขา แต่โทษว่านางแอสเมรัลดาเป็นแม่มดและทำคุณไสยใส่เขา ในเพลงดังกล่าว ได้ประสมคำ "mea culpa, mea culpa, mea máxima culpa" เป็นพื้นหลังเมื่อผู้พิพากษาฟร็อลโลร้องว่าไม่ใช่ความผิดของตน นอกจากนี้ ยังมีถ้อยคำบางส่วนจาก บทสารภาพบาป ด้วย[5] ถือกันว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่ "รุนแรง" (dark) ที่สุดเท่าที่มีในบรรดาภาพยนตร์ของดิสนีย์ เพราะนำเสนอทั้งนรกและความหื่นกาม อันเป็นหัวเรื่องที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก คณะกรรมการประเมินภาพยนตร์ของประเทศยุโรปหลาย ๆ ประเทศ จัดระดับทั้งเพลงนี้และภาพยนตร์เองไว้ที่ "PG" (Parental Guidance - บิดามารดาโปรดให้คำแนะนำ)[5]
ดูเพิ่ม [แก้]
- การวิจารณ์ตนเอง (self-criticism)
อ้างอิง [แก้]
- ↑ 1.0 1.1 1.2 1.3 คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพิธีกรรม (2010, 29 กันยายน). บทภาวนาของคริสตชน (ฉบับปรับปรุง ค.ศ. 2010)
- ↑ 2.0 2.1 การแก้บาป - อาสนวิหารอัสสัมชัญ
- ↑ Fortescue, A. (1908). Confiteor. In The Catholic Encyclopedia. New York: Robert Appleton Company. Retrieved March 4, 2009 from: New Advent
- ↑ From the 2010 ICEL Translation
- ↑ 5.0 5.1 The Hunchback of Notre Dame: Editorial Review