การตรวจการทำงานของตับ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การตรวจการทำงานของตับ
หัตถการและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
MeSH D008111

การตรวจการทำงานของตับ (Liver function tests (LFTs หรือ LFs)) คือ กลุ่มของการตรวจทางเคมีคลินิกในเลือดภายในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานะของตับของผู้ป่วย[1] ค่าพารามิเตอร์ที่วัดรวมถึง PT / INR, aPTT, อัลบูมิน (albumin), บิลลิรูบิน (billirubin) และอื่น ๆ แต่บางการทดสอบ เช่น transaminases ของตับ (AST / ALT หรือ SGOT / SGPT) ไม่ถือว่าเป็นการทดสอบการทำงานของตับ แต่เป็น biomarkers สำหรับบ่งบอกการบาดเจ็บของตับในผู้ป่วยซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับ[ต้องการอ้างอิง]

โรคตับโดยส่วนใหญ่จะแสดงอาการเพียงเล็กน้อยในระยะเริ่มต้น แต่การตรวจพบโรคนี้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากนักเทคนิคการแพทย์จะเป็นผู้ตรวจวิเคราะห์จากพลาสมาหรือซีรัมของผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์โดยการเจาะเลือด บางการทดสอบจะเกี่ยวกับข้องกับการทำงานของตับ เช่น อัลบูมิน บางการทดสอบจะเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของเซลล์ เช่น transaminase และบางการทดสอบจะเชื่อมโยงกับระบบทางเดินน้ำดี เช่น Gamma - Glutamyl transferase และ alkaline phosphatase

การทดสอบทางชีวเคมีต่างๆ มีประโยชน์ในการประเมินผลและการจัดการกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับ การทดสอบเหล่านี้สามารถนำไปใช้ (1) ตรวจสอบสถานะของโรคตับ, (2) แยกความแตกต่างระหว่างชนิดของความผิดปกติของตับ (3) วัดขอบเขตของความเสียหายของตับ และ (4) ติดตามการตอบสนองต่อการรักษา

ชุดการตรวจการทำงานของตับอย่างมาตรฐาน[แก้]

อัลบูมิน (Alb)[แก้]

ช่วงค่าอ้างอิง
3.5 to 5.3 g/dL

อัลบูมิน (Albumin) เป็นโปรตีนที่ผลิตขึ้นอย่างจำเพาะโดยตับและสามารถวัดได้อย่างง่ายดาย มันเป็นส่วนประกอบหลักของโปรตีนรวม ส่วนที่เหลือ เรียกว่า โกลบูลิ (รวมถึง immunoglobulins) ระดับอัลบูมินจะลดลงในโรคตับเรื้อรัง เช่น ตับแข็ง นอกจากนี้ มันอาจจะลดลงในกลุ่มอาการเนโฟตริก (nephrotic syndrome) ซึ่งจะมีการสูญเสียอัลบูมินทางปัสสาวะ โภชนาการที่ไม่ดีหรือภาวะกระบวนการสลายโปรตีนบกพร่อง เช่น ใน Ménétrier's disease อาจนำไปสู่ภาวะระดับอัลบูบินในกระแสเลือดต่ำ (hypoalbuminaemia) ครึ่งชีวิตของอัลบูมิอยู่ที่ประมาณ 20 วัน การตรวจวัดอัลบูมินไม่ถือว่าเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญสำหรับ liver synthetic function เนื่องจากการตรวจดู coagulation factors (ดูด้านล่าง) จะมีความไวมากกว่า

Alanine transaminase (ALT)[แก้]

ช่วงค่าอ้างอิง
9 to 40 IU/L

Alanine transaminase (ALT) หรือที่เรียกว่า Serum Glutamic Pyruvate Transaminase (SGPT) หรือ Alanine aminotransferase (ALAT) เป็นเอนไซม์ที่สามารถพบได้ในเซลล์ตับ เอนไซม์ตัวนี้จะถูกปล่อยออกมาสู่กระแสเลือดเมื่อเซลล์ตับได้รับความเสียหายซึ่งเราสามารถวัดได้ เกิดการรั่วไหลของมันเอนไซม์นี้เข้าสู่กระแสเลือดซึ่งจะมีการวัด ALT จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อตับได้รับความเสียหายอย่างเฉียบพลัน เช่น ไวรัสตับอักเสบ หรือ การได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาด ซึ่งมักจะวัดค่า ALT ได้มากกว่าค่าปกติ

Aspartate transaminase (AST)[แก้]

ช่วงค่าอ้างอิง
10 to 35 IU/L

Aspartate transaminase (AST) หรือที่เรียกว่า Serum Glutamic Oxaloacetic Transaminase (SGOT) หรือ aspartate aminotransferase (ASAT) คล้ายกับ ALT เนื่องจากเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับตับ parenchymal cells มันจะเพิ่มขึ้นเมื่อตับได้รับความเสียหายอย่างเฉียบพลัน แต่ก็สามารถพบได้ในเซลล์เม็ดเลือดแดง กล้ามเนื้อหัวใจ และกล้ามเนื้อโครงร่าง ดังนั้น มันจึงไม่มีความจำเพาะต่อตับเท่านั้น บางครั้งอัตราส่วนของ AST ต่อ ALT ก็เป็นประโยชน์ในการบอกความแตกต่างระหว่างสาเหตุของความเสียหายที่ตับ[2][3] อย่างไรก็ตาม ระดับ AST ที่สูงไม่ได้มีความเฉพาะเจาะจงสำหรับความเสียหายที่ตับเท่านั้น และ AST ยังใช้เป็น cardiac marker อีกด้วย

Alkaline phosphatase (ALP)[แก้]

ช่วงค่าอ้างอิง
30 to 120 IU/L

Alkaline phosphatase (ALP) เป็นเอนไซม์ในเซลล์เยื่อบุท่อน้ำดีของตับ ระดับ ALP ในพลาสมาจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการอุดตันของท่อน้ำดี, intrahepatic cholestasis, หรือ infiltrative diseases ของตับ นอกจากนี้ ALP ยังสามารถพบได้ในกระดูกและรก ดังนั้น ค่ามันจึงสูงในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต (เนื่องจากกระดูกกำลังสร้าง) และผู้ป่วยสูงอายุที่มีเป็น Paget's disease

Total bilirubin (TBIL)[แก้]

ช่วงค่าอ้างอิง
0.2–1.2 mg/dL

บิลิรูบิน (Bilirubin) เป็นผลิตผลที่เกิดจากการสลายของ heme (ส่วนหนึ่งของ เฮโมโกลบิน ในเซลล์เม็ดเลือดแดง) ตับจะทำหน้าที่ในการกำจัดบิลิรูบิน โดยกลไกต่อไปนี้ : บิลิรูบินจะถูกนำเข้าสู่ เซลล์ตับ (Hapatocytes), แล้วเปลี่ยนเป็นรูปแบบ (form) ที่สามารถละลายในน้ำได้ หลังจากนั้น จึงหลั่งไปในน้ำดีและถูกขับออกมาในลำไส้ในที่สุด

การเพิ่มขึ้นของบิลิรูบินอาจนำไปสู้ภาวะดีซ่านและสามารถเป็นสัญญาณของปัญหามากมาย ได้แก่

  1. Prehepatic : การสร้างบิลิรูบินที่เพิ่มมากขึ้นสามารถเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น hemolytic anemias และอาการตกเลือดภายใน
  2. Hepatic : มีปัญหาเกี่ยวกับตับซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงการเกิดข้อบกพร่องของกระบวนการสลายบิริรูบิน (bilirubin metabolism) เช่น ลดการดูดซึมจากเซลล์ตับ, การบกพร่องของการเปลี่ยนรูปแบบของบิลิรูบิน และเซลล์ตับหลั่งบิริรูบินได้น้อยลง ตัวอย่างที่เกิดจากปัญหานี้ เช่น ตับแข็ง ไวรัสตับอักเสบ
  3. Posthepatic : การอุดตันของท่อน้ำดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นข้อบกพร่องในการขับถ่ายบิลิรูบิน (การอุดตันนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในตับหรือในท่อน้ำดี)

Direct bilirubin (Conjugated Bilirubin)[แก้]

ช่วงค่าอ้างอิง
0.1–0.4 mg/dL

การตรวจระดับบิลิรูบินในรูปแบบ conjugated form หรือที่เรียกว่า Direct bilirubin เป็นการวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้นไปอีก

  • ถ้า Direct bilirubin มีค่าปกติ แต่มีระดับ unconjugated bilirubin เพิ่มมากขึ้น แสดงว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นในขั้นตอนก่อนการขับถ่ายบิลิรูบิน ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการเกิด hemolysis, ไวรัสตับอักเสบ หรือ ตับแข็ง เป็นต้น
  • ถ้า Direct bilirubin มีค่าสูง แสดงว่า ความผิดปกติอาจจะเกิดขึ้นจากการไม่สามารถขับถ่ายของบิริรูบินออกไปได้ อาจจะเกิดจากท่อน้ำดีอุดตันโดยก้อนนิ่วหรือมะเร็ง

Gamma glutamyl transpeptidase (GGT)[แก้]

ช่วงค่าอ้างอิง
0 to 42 IU/L

ถึงแม้ว่า Gamma glutamyl transpeptidase (GGT) จะมีความจำเพาะและมีความไวต่อ cholestatic damage มากกว่า ALP แต่ GGT ก็สามารถเพิ่มมากขึ้นในสาเหตุอื่น อย่างไรก็ตาม GGT มีประโยชน์ในการช่วยจำแนกสาเหตุของโรคที่มีระดับ ALP เพิ่มมากขึ้น โดย GGT จะมีระดับที่สูงใน chronic alcohol toxicity

การตรวจที่มักจะตรวจควบคู่ไปกับการตรวจ LFTs[แก้]

5' Nucleotidase (5'NTD)[แก้]

5' Nucleotidase เป็นการตรวจอีกอันที่มีความจำเพาะต่อ cholestasis หรือ การเกิดความเสียหายแก่ intra หรือ extrahepatic biliary system ในบางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์จะใช้แทน GGT ในการตรวจหาว่าการที่ ALP มีระดับสูงขึ้นนั้นเกิดขึ้นจาก biliary หรือ extra-biliary

Coagulation test (e.g., INR)[แก้]

ตับจะตอบสนองต่อการการผลิต coagulation factor International normalized ratio (INR) เป็นค่าสำหรับการดูความสามารถของกระบวนการการแข็งตัวของเลือดโดยเฉพาะ ถ้าระดับ INR มีค่าสูงเมื่อเทียบกับระดับปกติ หมายความว่า ความสามารถในการแข็งตัวของเลือดนั้นมีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าปกติ โดยค่า INR สามารถเพิ่มมากขึ้นเมื่อตับได้รับความเสียหายซึ่งจะส่งผลให้การสร้าง vitamin K-dependent coagulation factors ซึ่งจำเป็นต่อกระบวรการการแข็งตัวของเลือดนั้นบกพร่องไปด้วย อย่างไรก็ตาม INR ก็ไม่มีความไว (sensitive) ที่มากพอสำหรับการตรวจการทำงานของตับ

Serum glucose (BG, Glu)[แก้]

ความสามารถในการผลิตกลูโคสของตับ (gluconeogenesis) โดยปกติแล้วจะเป็นความสามารถของตับที่จะสูญเสียไปเมื่อเกิดภาวะ fulminant liver failure.

Lactate dehydrogenase (LDH)[แก้]

Lactate dehydrogenase เป็นเอนไซม์ที่สามารถพบได้ในหลากหลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายของเรา รวมทั้ง ตับ ดังนั้น ค่า LDH ที่สูงจึงสามารถบ่งบอกได้ว่าเกิดความเสียหายที่ตับแล้ว

อ้างอิง[แก้]

  1. Lee, Mary (2009-03-10). Basic Skills in Interpreting Laboratory Data. ASHP. pp. 259–. ISBN 9781585281800. สืบค้นเมื่อ 5 August 2011. 
  2. Nyblom H, Berggren U, Balldin J, Olsson R (2004). "High AST/ALT ratio may indicate advanced alcoholic liver disease rather than heavy drinking". Alcohol Alcohol. 39 (4): 336–339. doi:10.1093/alcalc/agh074. PMID 15208167. 
  3. Nyblom H, Björnsson E, Simrén M, Aldenborg F, Almer S, Olsson R (September 2006). "The AST/ALT ratio as an indicator of cirrhosis in patients with PBC". Liver Int. 26 (7): 840–845. doi:10.1111/j.1478-3231.2006.01304.x. PMID 16911467. 

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]