เครื่องอินิกมา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เครื่องอินิกมา (Enigma machine) แบบชุดเฟือง 3 ตัว (three-rotor)

เครื่องอินิกมา (อังกฤษ: Enigma machine) เป็นเครื่องเข้ารหัสและถอดรหัส ที่ใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในกองทัพนาซีเยอรมนี ในการทำสงคราม ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ การได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นความลับ การทำงานของเครื่องอินิกมา มีความซับซ้อนสูงมาก ยากแก่การถอดรหัส จนนาซีเยอรมนีมั่นใจว่าไม่มีใครสามารถเข้าใจข้อความที่ถูกเข้ารหัสโดยเครื่องอินิกมาได้ การที่อังกฤษสามารถถอดรหัสอินิกมาได้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของโฉมหน้าของสงครามเลยทีเดียว

ประวัติ[แก้]

Enigma ถูกสร้างขึ้นมาครั้งเมื่อปี ค.ศ. 1918 โดยวิศวกรไฟฟ้าชาวเยอรมัน ชื่อ Arthur Scherbius โดยเขาสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เก็บรักษาความลับตามบ้านเรือนทั่วไป แต่มันก็ไม่ประสบความสำเร็จทางการค้ามากนัก แม้ว่าเครื่อง enigma จะใช้งานง่าย รูปร่างหน้าตาจะคล้ายกับเครื่องพิมพ์ดีดทั่วไป มีขนาด 34x28x15 เซนติเมตร และหนัก 12 กิโลกรัม ถูกบรรจุในกล่องไม้อย่างดี แต่จะมี แป้นแสดงผล ซึ่งจะเรียกว่า lamb board ทำหน้าที่แสดง ตัวอักษรที่ทำการเข้ารหัสแล้ว ซึ่งแป็นลักษณะการทำงานที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องผ่านการฝึกฝนก็สามารถทำความเข้าใจในใช้งานได้ไม่ยากเลย และอีกทั้ง enigma ยังเป็น เครื่องเข้า/ถอดรหัส ในเครื่องเดียวกัน และยังถูกออกแบบมาให้มีกล่องเก็บแล้วมีที่หิ้วทำให้พกพาไปไหนได้สะดวกสบาย (แม้จะมีนำหนักมากไปซะหน่อย)

แม้เครื่อง Enigma จะไม่ประสบผลสำเร็จทางการค้ามากนัก แต่จนกระทั่งปี 1923 กองทัพนาซีเยอรมันให้ความสนใจเครื่อง Enigma นี้ ทำให้ไม่มีวางจำหน่ายตามท้องตลาดอีกต่อไป และถูกนำไปใช้ในทางการทหารแทน ใช้กันมากในกองทัพเรือและกองทัพอากาศเยอรมัน ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ค.ศ. 1939-1945 ซึ่งกองทัพนาซี เยอรมันก็ไม่ได้เพียงแค่ใช้งานเครื่อง Enigma ยังพัฒนาต่อเนื่อง เช่น เพิ่มจาก rotor 3 ตัวเป็น 5 ตัว หรือ เพิ่มการสุ่มใช้ rotor ไม่ให้ใช้เรียงต่อกันไป ซึ่งทำให้กองทัพเยอรมันมั่นใจมาก ว่าไม่มีวันที่ ฝ่ายสัมพันธมิตร จะแก้รหัสเครื่อง Enigmaนี้ได้

ส่วนใหญ่ภารกิจที่ Enigma มีส่วนร่วมมากคือ ภารกิจของเรือดำน้ำ U-boat ซึ่งทำให้เรือดำน้ำ U-boat จมเรือฝ่ายสัมพันธมิตรได้มากมาย จึงทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องเร่งทำการแกะรหัสของเครื่อง Enigma นี้ให้ได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะ นาย Arthur Scherbius ได้อ้างว่า ถ้านำคน 1000 คนมาทำการสุ่มถอดรหัส โดยใช้อัตรา 4 ทางเลือก ต่อ 1นาที ต้องใช้เวลาถึง 900 ล้านปี ในการจะถอดรหัสได้ เป็นการเพิ่มความมั่นใจแก่กองทัพนาซีเยอรมันเป็นอย่างมาก

หลักการทำงาน[แก้]

ส่วนสำคัญของการทำงานของเครื่อง Enigma คือ ส่วน Scrambler Unit ซึ่งจะทำหน้าที่เข้ารหัส และถอดรหัส โดยประกอบด้วย Rotor 3 ตัว (ซึ่งเพิ่มเป็น 4-5 ตัวในภายหลัง) ทำหน้าที่เปลี่ยนเส้นทางเดินของกระแสไฟฟ้า และทุกครั้งที่กระแสไฟฟ้าผ่าน Rotor จะทำการหมุนและไปทำให้ตัวอักษรนั้นปลี่ยนไปด้วย (ดังรูปภาพ) และเมื่อครบทั้งสาม Rotorแล้ว จะเข้าส่วนที่เรียกว่า Reflector เป็นส่วนสำคัญในการให้เครื่อง Enigmaนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น จะทำหน้าเปลี่ยนเส้นทางกระแสไฟฟ้าให้ย้อนกลับไปในส่วน แสดงผล (Lamb board) และก่อนที่จะแสดงผลจะผ่าน Rotor ทั้งสามตัวเหมือนเดิม

โดย Rotor แต่ละตัวมีความเร็วในการหมุนไม่เท่ากัน คือ เมื่อตัวที่ 1 หมุนครบ 26 ครั้ง (A-Z) ตัวทีสองจะหมุนไป 1 ครั้ง และถ้าตัวที่ 2 หมุนครบ 26 ตัวที่3 ก็จะเลื่อนไป ไป ครั้ง เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยเราสามารถ จะเลือกแบบของวงล้อได้ โดยทั่วไป เครื่อง Enigma จะมีวงล้อให้เลือก 5 ตัว (I-V) และยังมีรูปแบบการทำงานของ reflector อีก 2 แบบ (B,C)

เหตุผลที่enigmaต้องมีRotor เพื่อให้ตัวอักษรตัวเดียวกัน แปลงเป็นตัวอักษรไม่เหมือนกันในการเข้ารหัสครั้งถัดไป หากเราไม่ทำอย่างนี้แล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรจะเดาการแปลงตัวอักษรได้ง่ายขึ้นด้วยการนับความถี่ของแต่ละตัวที่ปรากฏ เช่น E คือตัวอักษรที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ หากเราเห็นตัว P ปรากฏบ่อยที่สุดในข้อมูลที่แปลงแล้ว เราอาจเดาได้ว่า P คือ E เป็นต้น

เราสังเกตได้ว่าอีนิกมานั้น แปลงข้อมูลผ่านล้อหมุนต่างๆ ทั้งไปและกลับ เหตุที่เป็นอย่างนี้ ก็เพื่อให้อีนิกมาเป็นทั้งเครื่องเข้ารหัสและถอดรหัสได้ในเครื่องเดียวกัน คือถ้าพิมพ์ ICHLEIBEDICH ก็จะได้ว่า OBRCKJSYAOLB แต่ถ้าพิมพ์ OBRCKJSYAOLB ก็จะกลับเป็น ICHLEIBEDICH ดังนั้นในการรับส่งข้อมูล เราทำได้โดยตั้งค่าล้อหมุนเริ่มต้นทั้งสามล้อให้ตรงกันทั้งสองเครื่อง จากนั้น ทั้งสองเครื่องจะอ่านข้อมูลที่แปลงแล้วของแต่ละเครื่องเข้าใจกันได้

แต่ความสะดวกอันนี้ก็ทำให้อีนิกมามีจุดอ่อน เพราะหาก Q แปลงได้เป็น U แล้ว เรารู้ได้โดยอัตโนมัติว่า U จะต้องแปลงได้เป็น Q ด้วย นี่เป็นจุดอ่อนเพราะการแกะตัวอักษรได้หนึ่งตัว มีผลเท่ากับแกะได้สองตัวพร้อมๆ กัน ข้อด้อยอีกอย่างในอีนิกมาที่ควรพูดถึงในที่นี้คือ ข้อความทุกข้อความไม่มีวันแปลงได้เป็นตัวเอง เช่นไม่มีวันที่ HELLO จะแปลงได้เป็น HELLO นี่เป็นข้อด้อยเพราะลดทางเลือกในการเดาลงไปได้ระดับหนึ่ง

ใน Scrambler Unit ยังมีตัวรีเฟลคเตอร์ที่เราเคยพูดข้ามไป เจ้านี่คือตัวที่เพิ่มความซับซ้อนให้อีนิกมาอีกตัว เพราะเป็นตัวแปลงตัวอักษร เรากำหนดคู่ของตัวอักษรได้ เช่น A=E B=X C=W และอื่นๆ เราตั้งการจับคู่นี้อย่างไรก็ได้ แต่ผลคือเมื่อมีตัวอักษรผ่านรีเฟลคเตอร์เข้ามา ตัวอักษรที่ส่งออกไปจะกลายเป็นคู่ที่ตัวเองจับอยู่ และเป็นจริงว่าถ้า A=E แล้ว E=A เช่นกัน (ถ้า A เข้ามาแล้วกลายเป็น E แล้วล่ะก็ เมื่อ E เข้ามาก็จะกลายเป็น A ด้วย)

โดยการที่เราจะถอดรหัสของ ข้อความที่เข้ารหัสมานั้น กองทัพเยอรมันจะมี หนังสือที่เรียกว่า Code Book เป็นคู่มือในการตั้งเครื่อง Enigma ซึ่งจะเปลี่ยนไปทุกวันในแต่ละเดือน ทำให้ทางฝั่งผู้รับข้อความจะต้องทำการตั้งเครื่องให้ตรงกับฝ่ายที่ส่งข้อความมา เช่น การใช้ Roterตัวไหนบ้าง (I-V) , Roter แต่ละตัวใช้ตัวอักษรเริ่มต้นอะไร (A-Z) , ใช้ Reflector ในโหมดไหน (B,C) เป็นต้น เพื่อให้ผู้รับได้รับข้อความที่ตรงกับที่ผู้ส่งๆมา

การถอดรหัสอินิกมา[แก้]

ภาพการทำงานของกระแสไฟฟ้าในชุดเฟืองอินิกมา: ในภาพจะเป็นการเปลี่ยนอักษร A เป็น G และอักษร A เป็น C

มีการเริ่มต้นศึกษาเครื่องอินิกมา ในปี ค.ศ. 1930 ก่อนที่เยอรมนีจะบุกโปแลนด์ ในปี ค.ศ. 1939 โดยหน่วยราชการลับของโปแลนด์ โดยการรวบรวมข้อมูล รูปภาพและสร้างเครื่องจำลองอินิกมา (Enigma Replica) ได้สำเร็จ แต่การถอดรหัสก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมงานถอดรหัสของโปแลนด์ประกอบไปด้วยนักคณิตศาสตร์ นักถอดรหัส ในปี ค.ศ. 1939 ที่เยอรมนีบุกโปแลนด์ทำให้ ผลงานการวิจัยศึกษาอินิกมา ถูกส่งต่อไปยังฝ่ายพันธมิตรคือฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร แต่การบุกของเยอรมนีได้รุกคืบมายังฝรั่งเศสอย่างรวดเร็ว ฝรั่งเศสยังไม่ได้พัฒนาต่อ ทีมโปแลนด์ที่พยายามแกะอีนิกมาประกอบด้วย Marian Rejewski, Jerzy Rozycki และ Henryk Zygalski ทีมนี้มีที่มาตั้งแต่ต้นปี 1929 เมื่ออาจารย์ Krygowski แห่งภาคคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัย Poznan ได้รวบรวมรายชื่อนักเรียนปีสามและสี่ที่รู้ภาษาเยอรมัน และมีผลการเรียนในเกณฑ์ดี มาร่วมเรียนวิชา Cryptology (การเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล) ในโครงการลับที่มีทหารมาร่วมด้วย นักเรียนราวยี่สิบคนที่ได้รับเลือกจะต้องปฏิญาณตนว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ สาเหตุที่มหาวิทยาลัยนี้ได้รับเลือกเป็นที่ตั้งทีม ก็เพราะนักเรียนส่วนใหญ่มาจากดินแดนที่เคยถูกครอบครองโดยเยอรมันมาก่อน และผ่านการเรียนในโรงเรียนที่สอนเป็นภาษาเยอรมัน ในวิชา Cryptology นั้น อาจารย์นำโค้ดยากๆ มาลองให้นักเรียนแก้เล่น และสอนความรู้ไปด้วยพร้อมกัน นักเรียนจำนวนมากต้องยกเลิกกลางคัน บ้างเพราะตามไม่ทัน บ้างเพราะรู้สึกไม่ถนัดทางศาสตร์นี้ และสามคนที่เหลือรอดอยู่ก็ได้กลายมาเป็นทีมอีนิกมานั่นเอง ในตอนนั้น Rejewski อายุ 27 ปี Rozycki อายุ 23 และ Zygalski อายุ 25 ปี ในปี 1926 โปแลนด์ที่จับตาดูเยอรมันอยู่ พบว่าตัวเองแกะข้อความที่เยอรมันใช้สื่อสารไม่ได้อีกต่อไป จึงรู้ว่าเยอรมันได้ใช้วิธีการเข้ารหัสข้อมูลแบบใหม่แล้ว สปายโปแลนด์สืบพบเกี่ยวกับอีนิกมา อีกทั้งได้ครอบครองเครื่องอีนิกมาที่เคยวางขายตามท้องตลาดด้วย Rejewski หนึ่งในผู้แกะโค้ดอีนิกมาเขียนในบทความของเขาฉบับหนึ่ง (Wiadomosci matematyczne 23) ว่าในราวปี 1927 ศุลกากรวอร์ซอได้รับพัสดุจากเยอรมัน ระบุว่าเป็นอุปกรณ์วิทยุ แต่บริษัทจัดส่งยื่นคำขาดอย่างเอาเป็นเอาตายให้คืนพัสดุนี้กลับเยอรมันก่อนจะถูกเปิดตรวจ โดยบอกว่าพัสดุนี้จัดส่งพลาด อาการร้อนรนนี้ทำให้ศุลกากรโปแลนด์เอะใจและส่งพัสดุนี้ไปให้หน่วยแกะรหัสข้อมูล ซึ่งเป็นผู้ดูแลอุปกรณ์วิทยุอยู่ในตอนนั้น โปแลนด์พบว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องคืออีนิกมา เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในเที่ยงวันเสาร์ และโปแลนด์ก็มีเวลาทั้งสุดสัปดาห์ทำความรู้จักกับอีนิกมา ก่อนจะบรรจุลงกล่องแล้วจัดส่งคืนเยอรมันอย่างเรียบร้อย

แต่ถึงโปแลนด์จะมีอีนิกมารุ่นที่เคยวางขาย การแกะรหัสก็ยังเป็นไปไม่ได้ เพราะกองทัพเยอรมันได้ดัดแปลงอีนิกมาที่ใช้ในทหารให้ต่างจากรุ่นที่วางขายในท้องตลาด

โปแลนด์อาจจะทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้ ถ้าเยอรมันจะไม่มีหนอนบ่อนไส้ Hans Thilo-Schmidt (* ชื่อจริงนี้ปรากฏต่างๆ กันไป ข้อมูลที่ทราบแน่ชัดประการเดียวคือเขาเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนามแฝง Asche) เป็นชาวเยอรมันที่มาเสนอขายข้อมูลอีนิกมาให้ฝรั่งเศส บางข้อมูลบอกว่าเขาเกิดตกอับ และได้ไปของานทำจากพี่ชายที่เป็นนายทหารมียศในศูนย์ข้อมูลของเยอรมัน งานที่ได้รับมอบหมายคือการทำลายโค้ดอีนิกมาที่ไม่ใช้แล้ว ฮานส์มีข้อมูลทั้งข้อความก่อนเข้ารหัส และข้อความที่เข้ารหัสแล้ว ซึ่งเขานำไปขายให้หน่วยสปายฝรั่งเศส แถมด้วยการเขียนคู่มืออธิบายการติดตั้งใช้งานเครื่องให้พร้อมสรรพ แต่ฮานส์ก็ไม่ได้บอกว่าอีนิกมามีวงจรการทำงานภายในอย่างไร นายฮานส์นั้นทำงานได้ดีมาก จนกระทั่งฝรั่งเศสเชิญให้ไปปารีสครั้งหนึ่งในปี 1938 เพื่อให้รางวัลเป็นการท่องราตรี ในฐานะที่ "ปฏิบัติหน้าที่และจงรักภักดีเป็นเลิศ"

ฝรั่งเศสนำข้อมูลที่ได้ไปปรึกษากับอังกฤษ ซึ่งได้ลงความเห็นว่าถึงจะมีข้อมูลพวกนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ ฝรั่งเศสจึงเสนอข้อมูลนี้ให้ทีมอีนิกมาโปแลนด์ที่ยินดีเป็นอันมาก ทีมโปแลนด์มีข้อความให้ลองเล่นแล้ว แต่ต้องแก้ปริศนาว่าลูกล้อในนั้นหมุนอย่างไร จึงลองถามทางฝรั่งเศสว่าขอคีย์ หรือค่าตั้งเริ่มต้นของลูกล้อด้วยได้ไหม เพื่อจะได้รู้ว่า AXEBY = HELLO เมื่อค่าเริ่มต้นลูกล้อเป็น ABN เป็นต้น ซึ่งฮานส์ก็ตอบรับและส่งข้อมูลคีย์มาให้ด้วยความเต็มใจ

ทีมโปแลนด์พิจารณาข้อมูล และพบด้วยว่าล้อหมุนทั้งสามต้องหมุนด้วยความเร็วไม่เท่ากัน เพราะจากข้อความส่วนใหญ่นั้น ล้อชั่วโมงและนาทีจะไม่หมุน (ไม่มีใครเรียกล้ออีนิกมาว่าชั่วโมงและนาทีนอกจากผู้เขียน จริงๆ จะกันเรียกว่าล้อซ้ายกลางขวา หรือ LMN หรือล้อหมุนช้า ล้อหมุนเร็ว) Rejewski ใช้หลักการสลับลำดับของข้อมูล (Permutation) มาสร้างสมการ ค่อยๆ แกะรอยการทำงานของลูกล้อ จนรู้ว่าลูกล้อทำงานอย่างไร โปแลนด์พยายามสร้างอีนิกมาจำลองขึ้นมา แต่ปัญหาหนักหน่วงที่ต้องเดาใจเยอรมัน ก็คือการเดินสายไฟจากปุ่มคีย์บอร์ดแต่ละปุ่มไปยังตัวอักษรแต่ละตัวที่ลูกล้อ เยอรมันอาจจะลากสายจากปุ่ม A ไปที่ลูกล้อซี่ X ก็ได้ และความเป็นไปได้ที่จะลากสายแบบต่างๆ กันนี้ เป็นไปได้แปดล้านล้านแบบ [26!/ (213*13!)] ในเครื่องอีนิกมาที่วางขายในท้องตลาดที่โปแลนด์มีอยู่นั้น ลากสายจากปุ่มคีย์บอร์ด Q ไป A และ W ไป B คือเรียงลำดับตามแป้นของคีย์บอร์ด และไม่ว่าโปแลนด์จะพยายามเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ผลออกมาเลย

ทีมโปแลนด์เกือบจะสิ้นหวังอยู่แล้ว กับการต้องเดาใจหนึ่งในล้านล้านนี้ แต่ Rejewski ก็ลองนึกว่า สมมติว่าเยอรมันจะลากสายแบบตรงไปตรงมา จาก A ไป A และ B ไป B ล่ะ และพอลองเข้าก็ได้ผลจริงๆ เมื่อใส่ HELLO และตั้งค่าลูกล้อเป็น ABN ข้อความที่ได้ก็จะเป็น AXEBY ไม่น่าเชื่อเลยว่าในบรรดาทางเลือกนับล้านล้านแบบ เยอรมันจะเลือกวิธีนี้ ที่จริงแล้ว ตอนที่อังกฤษเจอทีมโปแลนด์เป็นครั้งแรก คำถามแรกที่อังกฤษเอ่ยปากถามคือ เยอรมันลากสายนี้อย่างไร และก็ได้รับคำตอบอันสร้างความประหลาดใจยิ่งยวดนี้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โปแลนด์ก็มีอีนิกมาจำลองอยู่กับตัวแล้ว

แต่ถึงจะสร้างอีนิกมาเทียมได้สำเร็จ การแกะโค้ดก็ยังเป็นเรื่องยาก เราต้องไม่ลืมว่าอีนิกมาจะตั้งค่าเริ่มต้นของลูกล้อใหม่ทุกวัน แถมลูกล้อสามตัวนี้ยังจับมาสลับว่าล้อไหนจะเร็วจะช้าได้ตามใจอีกด้วย หากจะให้เดาค่าเริ่มต้นลูกล้อให้ถูก ก็ต้องเดาให้ถูกหนึ่งในหนึ่งแสนห้าพันกว่าวิธี (26x26x26x3!) และจะต้องเดากันทุกวัน การเดาหนึ่งจากแสนฟังดูง่ายดายในยุคคอมพิวเตอร์ แต่ในสมัยนั้น การลองหนึ่งทางเลือก หมายถึงการปรับลูกล้อด้วยมือ และการตั้งลำดับความเร็วของลูกล้อ ก็ต้องลากเดินสายกันใหม่จริงๆ ดังนั้นการแกะโค้ดด้วยการเดาสุ่มจึงไม่เป็นผล หากจะต้องเดา ก็ขอให้เป็นการเดาแค่หนึ่งในร้อยแทนที่จะเป็นหนึ่งในแสน โปแลนด์จะต้องรู้ให้ได้ว่าค่าเริ่มต้นของลูกล้อ และลำดับการใช้ลูกล้อเป็นอย่างไร และผู้ที่ช่วยใบ้คำตอบนี้แก่โปแลนด์ก็ไม่ใช่ใครเลย นอกจากเยอรมัน

ส่วนทางสหราชอาณาจักรได้มีการก่อตั้งหน่วยงานที่ Bletchley Park เพื่องานถอดรหัสโดยเฉพาะ Bletchley Park นี้เป็น Mansion สไตล์ วิคทอเรีย อยู่ทางเหนือของ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ประมาณ 50 ไมล์ ซึ่งเป็นแหล่งของบุคคลที่มีความสามรถในการถอดรหัสนับเป็นหมื่นๆ คน ประกอบด้วย เล่นเกมอักษรไขว้ แชมป์หมากรุก นักคณิตศาสตร์ นักเรียน นักอักขระอียิปต์ และใครก็ตามที่มีวี่แววว่าจะแกะรหัสได้ ทุกคนทำงานด้วยความสนุกสนาน ด้วยความท้าทายกับรหัสที่ต้องการจะถอด ยิ่งเป้นความมั่นคงระดับชาติและหมายถึงความเป็นความตายของชีวิตมนุษย์ด้วยแล้ว พวกเขาจะทำงานหามรุ่งหามค่ำกันเลยทีเดียว

ความประสบความสำเร็จของ Bletchley Park นั้นได้รับความช่วยเหลือจากหลายทาง หนึ่งในนั้นคือ นักคณิศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดช์ชื่อ Alan Turing (แอลัน ทัวริง) ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นบิดาของวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้สร้างเครื่องมือถอดรหัสชื่อ The bombe (มาจาก ภาษาอังกฤษว่า Bomb เพราะเป็นเครื่องมือ ที่เสียงดังมากนั้นเอง) ช่วงแรกๆ เครื่อง Bombe ทำงานได้ช้ามากๆ แต่ด้วยความประมาทของฝ่ายเยอรมันที่โอเปเรเตอร์มักง่ายไม่ยอมเปลี่ยน การตั้งเครื่องทุกวัน ประจวบกับในเดือนพฤษภาคม 1941 ฝ่ายอังกฤษได้จับกุมเรือดำน้ำ U-boat ที่นอกฝั่งกรีนแลนด์ ทางฝ่ายอังกฤษก็ได้เข้าไปค้นและเจอเครื่อง Enigma โมเดลล่าสุดพร้อมกับหนังสือถอดรหัส (Code Book) อีกหลายเล่มด้วย จึงทำให้เครื่องถอดรหัสของฝ่ายสัมพันธมิตรพัฒนาไปมากทีเดียว

โดยเฉพาะช่วงดีเดย์ ซึ่งการสื่อสารของเยอรมันในช่วงนั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ถอดรหัสได้แล้ว ซึ่งเครื่องมือถอดรหัสในช่วงดีเดย์นั่น ได้สร้างมาจากต้นแบบ Bombe เป็นหนึ่งในเครื่อง Binary Computer เครื่องแรกๆ ของโลก ซึ่งกินพื้นที่หลายๆห้องและใช้หลอดสุญญากาศมากกว่า 1500 หลอด เครื่องนี้ชื่อว่า Colossus ซึ่งเริ่มใช้งานเดือนมิถุนา ปี 1944 ก่อนดีเดย์ไม่กี่วัน