สถานดูแลผู้สูงวัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สถานดูแลผู้สูงวัย (อังกฤษ: Elderly care) คือการเติมเต็มความต้องการของผู้สูงวัย ซึ่งจะแตกต่างกันไประหว่างคน คำจำกัดความนี้ครอบคลุมไปถึงบริการ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลความเป็นอยู่ในระยะสั้นอย่างวันเดียว หรือระยะยาว

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์[แก้]

รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศหรือเพียงแค่ต่างภูมิภาค และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามยุคสมัย ในสมัยก่อนการเลี้ยงดูผู้อาวุโสเป็นหน้าที่ของลูกๆ หลานๆภายในครัวเรือน แต่ในสังคมปัจจุบันบ้านพักคนชราได้ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐบาลหรือจากการกุศล เหตุที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทางด้านนี้นั่นเนื่องมาจากสาเหตุหลายอย่างเช่น ขนาดครอบครัวที่เล็กลง ช่วงอายุไขที่นานขึ้นของคน ความกระจัดกระจายของครอบครัวไปยังภูมิภาคต่างๆ และแนวโน้มที่ผู้หญิงจะศึกษาและทำงานนอกบ้าน ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กะมีผลกระทบกับประเทศทางยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมีผลกับทางแถบเอเชียมากขึ้น

โดยมากในแถบตะวันตก สถานที่เหล่านี้จะไม่ใช่บ้านถาวร แต่เป็นเหมือนบ้านที่อำนวยความสะดวก และชุมชนของผู้ที่เกษียณแล้ว ในประเทศสหรัฐอเมริกา สถานดูแลผู้สูงวัยนั้นจะเป็นของรัฐซึ่งยังมีความเป็นธุรกิจที่หวังผลกำไรอยู่ แต่ก็มีบางแห่งที่จัดการโดยไม่หวังผล หนึ่งในนั้นคือ The Evangelical Lutheran Good Samaritan Society องค์กรที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาพร้อมไปด้วย 6531 เตียง ใน 22 รัฐที่ไม่หวังผลกำไร จากการค้นคว้าของ American Health Care Association

ในประเทศแคนาดานั้นมีประเทศที่เป็นเอกชน แต่ต้องแข่งขันกับแบบของรัฐที่จัดการโดยกระทรวงสาธารณสุขของแต่ละจังหวัด โดยสถานผู้สูงวัยเหล่านี้เก็บค่าดูแลตามรายได้ของแต่ละปี

ถ้าเลือกได้ ผู้สูงอายุส่วนมากคงเลือกที่จะดำชีวิตอยู่บ้านกับลูกๆหลานๆ แต่เนื่องด้วยคนส่วนมากในวัยนี้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้และต้องพึ่งพาพยาบาลที่จะทำการดูแล ดังนั้นทำให้ลูกๆต้องตัดสินใจวิธีที่ดีที่สุดอย่างหนักเพื่อพ่อแม่ของตน บริการหนึ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับธุกิจนี้คือ การจ้างพยาบาลจากศูนย์มาดูแลที่บ้านชั่วครั้งชั่วคราว ด้วยวิธีนี้ทำให้จำนวนผู้สูงอายุอาศัยในบ้านพักคนชราถาวรน้อยลง เพราะผู้จ้างสามารถไปไหนต่อไหนได้โดยไม่ต้องห่วงว่าผู้สูงอายุในบ้านจะปลอดภัยหรือไม่ มีสถานดูแลผู้สูงวัยหลายที่จัดการให้มีพยาบาลไปตามบ้าน แทนที่จะให้คนชรามาอยู่ในสถานดูแลผู้สูงวัย

การดูแลควบคู่ไปกับยา (การดูแลความชำนาญ) VS การดูแลทีไม่พึ่งยา (การดูแลทางสังคม) ข้อแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้นั้นขึ้นอยู่กับประกันหรือเงินจากทางรัฐน้อยมาก ในประเทศอเมริกา 86% จากคนหนึ่งล้านครัวเรือนจ่ายค่าสถานดูแลด้วยเงินของตนเอง ส่วนที่เหลือจากเครือญาติ ค่าใช้จ่ายเรื่องยานั้นจะถูกจ่ายก็ต่อเมื่อต้องใช้พยาบาลดูแลที่มีความสามารถเฉพาะด้าน สถานดูแลทั่วไปมักจะมีมาตรฐานไม่ถึงที่จะยกระดับเป็นศูนย์ดูแลและรักษา

32 รัฐในอเมริกาจ่ายค่าการรักษาพยาบาลให้ในส่วนที่ต้องใช้ยา ซึ่งคล้ายกับอังกฤษที่ทางรัฐจะจ่ายในเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้ฟรีจนถึงจุดหนึ่ง แต่การดูแลที่ไม่ต้องพึ่งยานั้นจะต้องถูกจ่ายเอง ยกเว้นแต่เมื่อคนๆนั้นไม่สามารถจ่ายได้เองด้วยสาเหตุหนึ่งๆ สถานดูแลทุกที่นั้นเน้นเรื่องความต้องการของทางสังคมและส่วนตัว ช่วยเหลือผู้อาวุโสที่ยังอยากดำรงชีวิตด้วยศักดิ์ศรี ในการทำกิจกรรมต่างๆในด้านสังคม และสุขภาพ เพราะเหตุนี้การออกแบบบ้านพักอาศัย บริการ กิจกรรม การฝึกอบรมพนักงานต้องเล็งเห็นลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง อย่างไรก็ตามสถานดูแลต้องเน้นความพอใจของคนสองกลุ่ม หนึ่งคือ ผู้อาศัย อีกกลุ่มคือผู้สนับสนุนซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองกลุ่มนี้แตกต่างกัน เพราะกลุ่มที่สองอาจเป็นคนที่จ่ายค่ารักษาพยาบาล ในหลายๆครั้งที่มีความผิดพลาดด้านการสื่อสารซึ่งนำไปสู่การละเมิดสิทธิของผู้สูงอายุ Adult Protective Services Agency ในหลายรัฐจึงเป็นผู้ตรวจตราเฟ้าดูการละเมิดสิทธ์เหล่านี้ แถมยังเป็นผู้ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือต่อทางบ้านด้วย สายอาชีพอื่นๆที่สามารถช่วยได้เหมือนกันรวมไปถึง หมอหรือนางพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทนายความ และเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ

ความคล่องตัวของผู้สูงอายุ[แก้]

ความคล่องตัวคือปัญหาสุขภาพหลักของผู้สูงอายุซึ่งส่งผลกระทบกับคนครึ่งนึงของผู้ที่มีอายุเกิน 85 และเกือบๆเศษหนึ่งส่วนสี่ของผู้ที่มีอายุสูงกว่า 75 เพราะผู้สูงอายุมีความสามารถในการขยับตัว เดิน ขึ้นบันได หรือแค่ลุกจากที่นั่งน้อยลง เทียบเท่ากับว่าเป็นคนพิการคนหนึ่ง ปัญญานี้นั้นจึงไม่สามารถถูกมองข้ามไปได้เพราะจำนวนผู้สูงอายุกว่า 65 เป็นช่วงวัยที่มีจำนวนคนมากที่สุดเทียบกับจำนวนประชาชนในประเทศอเมริกา

กายภาพบำบัดได้ถูกออกแบบให้ผู้สูงวัยได้พัฒนาศักยภาพทางด้านนี้ เช่นการทรงตัว ซึ่งเปรียบเสมือนการที่นั่งวิ่งพยายามเพิ่มความเร็วในการวิ่งต่อหนึ่งรอบ กายภาพบำบัดนั้นจำต้องจดจ่อที่จะพัฒนาส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ทางวิทยศาสตร์ก็สามารถบอกได้น้อยมากว่าควรพัฒนาส่วนไหนของร่างกาย สมัยนี้คนดูแลส่วนมากจึงเล็งที่จะพัฒนาด้านการเดินและการทรงตัวแทน การวิจัยในปัจจุบันเผยว่าการพัฒนาศักยภาพของหลังและ ความเร็วของข้อพับเป็นอีกส่วนสำคัญของการเพิ่มสภาพคล่อง

ครอบครัวนั้นเป็นผู้พัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุที่ดีที่สุด โดยคนดูแลส่วนมากมักจะเป็นคนในครอบครัวอยู่แล้ว ครอบครัวสามารถเป็นกำลังสำคัญด้านจิตใจโดยการไปเยี่ยมบ่อยๆหรือพาออกไปเที่ยว และด้านสภาพทางการเงิน

สิทธิการดูแล[แก้]

ในสถานะการที่ผู้สูงวัยนั้นได้รับการับรองว่ามีความผิดปกติด้านสุขภาพ หรือด้านการคิดอ่าน และไม่สามารถดูแลตนเองได้นั้น กฎของทางรัฐกล่าวไว้ว่าถ้าคนในบ้านอยากดูแลเองจำเป็นต้องมีแพทย์ผู้ปรึกษาอย่างน้อยสองคน พร้อมทั้งต้องมีหลักฐานของการเข้าพบแพทย์ด้วย

ตัวอย่างสถานที่[แก้]

มายด์เฮลท์แคร์แอนด์เนอร์สซิ่งโฮม (http://www.mind-healthcare.com/)


บ้านสมถวิลดูแลผู้สูงอายุ

(https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8/281247738660494) บ้านสมถวิลดูแลผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในสถานดูแลผู้สูงอายุแบบเอกชน ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านพัก ตอบสนองกับโครงสร้างทางสังคมของประเทศไทย ที่จะเป็นสังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า