ผลต่างระหว่างรุ่นของ "นวทุรคา"

ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เพิ่มขึ้น 4,554 ไบต์ ,  2 ปีที่แล้ว
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
การสำแดงของพระแม่ทุรคา เป็นที่รู้จักในชื่อของพระนางในการคุ้มครองจักรวาลโดยการภวานา (ปกติ108ครั้งในแต่ละคืนในเทศกาลรวราตรี)
* '''พระแม่ไศลปุตรี'''
 
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: หลังจากที่พระสตีได้เผาตัวเองตายในพิธียันยะ เนื่องจากพระบิดาของพระนางคือท้าวทักษะประชาบดีได้ดูหมิ่นพระศิวะซึ่งเป็นพระสวามีของพระนาง พระแม่อทิศักติจึงได้แบ่งภาคลงมาเป็นบุตรีของท้าวหิมวัตแห่งเทือกเขาหิมาลัยและพระนางเมนนาไมยนา
 
ความหมายพระนามของพระองค์: ปุตรี หมายถึง ธิดาหรือลูกสาว ไศละ แปลว่า ภูขา ดังนั้น คำว่าไศลปุตรีจึงแปลได้ว่า ธิดาแห่งขุนเขา
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เดวี ชัยลปุตรีไย นะมะห์ ॐ देवी शैलपुत्र्यै नमः॥
 
ภาพลักษณ์ของพระองค์: พระแม่ไศลปุตรีมีพระหัตถ์สองข้างและมีพระจันทร์เสี้ยวบนพระเศียรของพระองค์ ทรงฉลองพระองค์ด้วยพระภูษาสีชมพู พระองค์ทรงถือตรีศูลในพระหัตถ์ขวาและทรงถือดอกบัวในพระหัตถ์ซ้าย และพระองค์ทรงประทับบนโคนันทิ
 
* '''พระแม่พรหมาจาริณี'''
 
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: พระแม่กูษามาณฑาหรือพระแม่อทิศักติ ได้แบ่งภาคลงมาเป็นบุตรีของท้าวทักษะประชาบดีหิมวัตและมหารานีประสูติเป็นพระนางไมยนาซึ่งมีพระสตีนามว่า"พระนางปารวาตี" ผู้ที่พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรเพื่อให้พระศิวะมาวิวาห์กับพระองค์ พระองค์ทรงเสวยผลไม้ ผัก และใบมะตูมอันเป็นพืชประจำพระศิวะ พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรจนพระศิวะพอใจในที่สุด ดังนั้นรูปลักษณ์ที่ยังไม่วิวาห์ของเทวีองค์นี้ ได้รับการบูชาเป็นเทวีแห่งความโสด ''พระแม่พรหมาจาริณี''
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่2หรือคืนที่2ของเทศกาลนวราตรี
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เดวี บรัมมาจารินไย นะมะห์ ॐ देवी ब्रह्मचारिण्यै नम
 
ภาพลักษณ์ของพระองค์: พระองค์ทรงเดินพระบาทเปล่า ทรงฉลองพระภูษาสีขาว ในพระหัตถ์ขวาทรงถือสร้อยจปามาลาหรือสร้อยเมล็ดรุทรักษะ และ ทรงถือหม้อน้ำกมัณฑลุในพระหัตถ์ซ้ายของพระองค์
 
* '''พระแม่จันทรกัณฏาจันทราฆัณฑา'''
 
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: พระแม่จันทรกัณฏา เป็นรูปลักษณ์ที่วิวาห์แล้วของพระแม่ปารวาตีต่อไปนี้จากพระแม่ไศลปุตรีและพระแม่มหาเคารี เมื่อพระนางปารวาตีได้บำเพ็ญเพียรจนพระศิวะพอใจ 8วันต่อขบวนขันหมากของพระศิวะก็มาถึงหน้าประตูวังของพระแม่ปารวาตี เมื่อท้าวหิมวัตและพระนางไมยนาเห็นรูปลักษณ์ของพระศิวะ จึงเป็นลมในที่สุด พระนางปารวาตีจึงได้อวตารเป็นเทวีอันงดงามและทรงขอร้องว่าให้พระศิวะฉลองพระองค์ให้งดงาม พระศิวะจึงได้อวตารเป็นพระสุนทเรศวร หรือ พระจันทเรศวร ทำให้ท้าวหิมวัตและพระนางไมยนาพึงพอใจมากและพระสุนทเรศวรและพระนางปารวาตีก็ได้วิวาห์กันในที่สุด พระองค์ประดับประดาพระนาลาฏของพระองค์ด้วยพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว(จันทรา)คล้ายรูประฆัง(ฆัณทา)จากนี้ไปพระองค์จะกลายเป็นที่รู้จักในนามของ ''พระแม่จันทราฆัณฑา''
* '''พระแม่จันทรกัณฏา'''
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: พระแม่จันทรกัณฏา เป็นรูปลักษณ์ที่วิวาห์แล้วของพระแม่ปารวาตีต่อไปนี้จากพระแม่ไศลปุตรีและพระแม่มหาเคารี พระองค์ประดับประดาพระนาลาฏของพระองค์ด้วยพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว(จันทรา)คล้ายรูประฆัง(กัณฏา)จากนี้ไปพระองค์จะกลายเป็นที่รู้จักในนามของ ''พระแม่จันทรกัณฏา''
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่3หรือคืนที่3ของเทศกาลนวราตรี
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เดวี จันดรกันตาไย นะมะห์ ॐ देवी चन्द्रघण्टायै नम
 
ภาพลักษณ์ของพระองค์: พระแม่จันทรกัณฏาจันทราฆัณฑา ทรงประทับบนเสือ พระองค์ทรงมีพระจันทร์เสี้ยว(จันทรา)บนพระนลาฏของพระองค์ซึ่งพระจันทร์เสี้ยวที่อยู่บนพระนลาฏของพระองค์นั้นดูราวกับระฆัง(กัณฏาฆัณฑา)จึงเป็นที่มาของพระนามของพระองค์ พระองค์มีพระกร10พระกร ซึ่งแต่ละพระกรของพระองค์นั้นมีอาวุธหลายชนิดมี ตรีศูล คฑา ดาบ กมัณฑลุ ในพระหัตถ์ซ้ายที่ห้านั้น ทรงทำมือ วราทามุทรา ทรงถือลูกศร คันธนู และจปามาลาหรือสร้อยเมล็ดรุทรักษะ และพระหัตถ์ขวาที่ห้าทรงทำมืออภัยมุทรา
 
พลังศักติของพระองค์: รูปลักษณ์ของเทวีพระองค์นี้พร้อมสำหรับทำสงครามกับอาวุธในพระหัตถ์ของพระองค์เพื่อปกป้องความสงบสุขและสวัสดิภาพของผู้ที่บูชาพระองค์ เชื่อว่าเสียงระฆังบนพระนลาฏของพระองค์สามารถปราบสิ่งชั่วร้ายทุกประเภทออกจากผู้ที่บูชาพระองค์
 
* '''พระแม่กูษามาณฑาษามัณฑา''' หรือ '''พระแม่อทิศักติ'''
 
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ช่วงที่พระองค์ทรงสร้างจักรวาลขึ้นมาด้วยการแย้มสรวลเพียงครั้งเดียว พระแม่อทิศักติพระองค์ทรงสร้างเทพตรีมูรติขึ้นมาซึ่งมี พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ และทรงสร้างเทวีตรีศักติขึ้นมาซึ่งมี พระสุรัสวดี พระลักษมี และพระอุมา และพระแม่อทิศักติเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับพระสุริยเทพอีกด้วย
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่4หรือคืนที่4ของเทศกาลนวราตรี
มนตร์พระจำพระองค์ โอม เดวี กูชมาดาไย นะมะห์ ॐ देवी कूष्माण्डायै नम
 
รูปลักษณ์ของพระองค์: พระองค์ทรงประทับบนเสือ มีแปดพระกร พระองค์ถือ หม้อกมัณฑลุ ธนู บาดา ดอกบัว อมฤต กลาช(หม้อน้ำอมฤต) จาปามาลา(สร้อยลูปปัดลูกปัดรุทรักษะ) คฑา และจักร
 
พลังอำนาจศักติของพระองค์: พระองค์ทรงสร้างจักรวาลด้วยแสงแห่งรอยแย้มพระสรวลของพระองค์และเชื่อว่าพระองค์จะให้พลัง สิทธิ(พลังเหนือธรรมชาติ)และ นิทธิ(ความมั่งคั่ง) ให้กับผู้ที่บูชาพระองค์
 
* '''พระแม่กาตญายนี''' หรือ '''พระแม่ทุรคา''' หรือ '''พระแม่มหิษาสุรมรรทินี'''
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: พระองค์ถือกำเนิดมาเพื่อมาปราบอสูรที่มีชื่อว่า '' มหิษาสูร'' พระองค์เป็นบุตรีของพระเจ้ากาฏญาญัณ เรื่องราวมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งกาฎญาญัณได้บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครีด เพื่อที่จะให้ นางฟ้าหรือมหาเทวี ได้จุติลงมาเกิดเป็นบุตรีของตน ด้วยเหตุนี้ พระแม่ทุรคาได้จุติลงมาเป็นบุตรีของกาฏญาญัณ และได้พระนามที่เรียกขานว่า ''"พระนางกาตญายนี''" แต่บางตำนานได้กล่าวพระประวัติของพระแม่กาตญายนีไว้ว่า มีอสูรตนหนึ่งมีนามว่า "มหิษาสูร" ได้ขอพรจากพระพรหม เขาได้ขอพรว่า"ขอให้ข้าพเจ้าตายด้วยฝีมือจากสตรีที่ไม่เกิดจากครรภ์เท่านั้น" พระพรหมก็ประทานพรแก่เขา เมื่อมหิษาสูรได้รับพรแล้ว จึงอาละวาดสามโลก พระอินทร์และคณะเทวดาได้ไปขอความช่วยเหลือจากมหาเทพทันใดนั้นก็เกิดเสียงจากจักรวาลซึ่งเสียงนั้นก็คือเสียงของพระแม่อทิศักติ พระองค์ได้กล่าวว่า "ขอให้คณะเทวดา มหาเทพและเทวีช่วยกันสร้างเทวีขึ้นมาจากพลังของพวกท่าน" จากนั้นเสียงของพระองค์ก็หายไป ดังนั้น คณะเทวดา มหาเทพและเทวีจึงช่วยกันสร้างเทวีขึ้นมาซึ่งเทวีองค์นั้นก็พระแม่ทุรคานั่นเอง เหล่าเทพและมหาเทพจึงมอบอาวุธให้พระองค์ และท้าวหิมวัตซึ่งเป็นพระบืดาของพระแม่ปารวาตีได้มอบสิงโตทองคำให้พระแม่ทุรคา พระแม่ทุรคาได้ลงสู่สนามรบและได้ต่อสู้กับมหิษาสูรเป็นเวลา10วันและในวันที่10พระองค์ก็สามารถฆ่ามหิษาสูรได้สำเร็จ พระแม่ทุรคาจะได้อีกพระนามหนึ่งว่า "พระแม่มหิษาสุรมรรทินี" ซึ่งแปลว่าผู้สังหารมหิษาสูรนั่นเอง
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่6หรือคืนที่6ของเทศกาลนวราตรี
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เดวี กาตญายันไย นะมะห์ ॐ देवी कात्यायन्यै नम
 
รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่กาตญายนีหรือพระแม่ทุรคา ทรงประทับบนสิงห์ที่มีชื่อว่า''สีหะพานาราช'' เมื่อพระแม่เสด็จไปที่ไหน พวกเหล่าอสูรจะเกรงกลัวเป็นอันมาก ทรงฉลองพระภษาสีชมพู มีพระกร2พระกร พระหัตถ์ขวาทำมือภัยมุทรา พระหัตถ์ซ้ายถือดาบ พระหัตถ์ขวาบนทรงทำมือวราทามุทราและพระหัตถ์ซ้ายบนถือดอกบัว บางแห่งนิยมบูชาพระแม่กาตญายนีในรูปของพระแม่ทุรคาหรือพระแม่มหิษาสุรมรรทินี ทรงปราบมหิษาสูร มีพระกร10พระกร ถือจักร สังข์ ดาบ คฑา ธนู ลูกศร งู ดอกบัว ถ้วยไฟ และตรีศูล
 
* '''พระแม่กาลราตรี''' หรือ '''พระแม่กาลี'''
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ครั้งหนึ่งมีอสูรสองพี่น้อง คือ ''สุมภ'' และ ''นิสุมภ'' ต้องการต่อกลอนกับพระแม่ทุรคาในรูปของพระแม่เกาศิกีหรือพระแม่อัมพิกา จึงได้ส่งอสูรชื่อ จันและมุนเป็นแม่ทัพไปล้อมจับพระแม่อัมพิกา พระแม่อัมพิกาทรงพิโรธมาก จึงมีเทวีองค์สีดำผุดออกมาจากพระนลาฏของพระองค์ เทวีองค์นั้นคือพระแม่กาลีหรือกาลราตรี ได้ฆ่าอสูรทั้งสอง พระแม่กาลีจึงได้อีกชื่อว่า ''พระแม่จามุนดานฑา'' เนื่องจากได้ฆ่าอสูรจันและมุนได้นั่นเอง ดังนั้นเหล่าคณะเทวีจึงได้ทำลายกองทัพอสูรสุมภและนิสุมภ โดยมีอสูรที่มีชื่อว่า ''รัตภีตรักตภีช'' เมื่อพระแม่จามุนดาได้ตัดหัวของรัตภีตรักตภีช เลือดของรัตภีตก็จะหยดลงสู่แผ่นดิน แล้วผุดออกมาเป็นร่างโคลนอีกนับร้อยนับพัน เมื่อกำจัดไม่ได้ พระแม่กาลีจึได้ดูดเลือดของรัตภีตตามพื้นจนไม่ผุดขึ้นมาอีก ดังนั้นพระแม่กาลีจึงโสมนัสมาก บางตำราก็บอกว่าพระองค์เมาเลือดอสูร เมื่อพระองค์โสมนัสมาก พระองค์ก็กระโดดโลดเต้นไปมาจนแผ่นดินสั่นสะเทือน จนทำให้พระศิวะเกรงว่าโลกจะถูกทำลายเมื่อพระกาลีเหยียบลงบนผิวโลก จึงใช้ตัวของพระองค์ไปรองรับ จากนั้นพระแม่กาลีก็เหยียบลงบนกลางพระอุระของพระศิวะ เมื่อพระแม่กาลีเห็นพระสวามีของพระองค์เองถูกเหยียบ ก็สำนึกได้ จึงแลบพระชิวหา(ลิ้น)ออกมา เพื่อแสดงความเขินอาย จากนั้นพระแม่ก็กลับร่างเดิมนั่นเอง
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่7หรือคืนที่7ของเทศกาลนวราตรี
 
* '''พระแม่มหาเคารี'''
 
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ครั้งหนึ่ง พระแม่อุมาทรงสรงน้ำในอุทยานแล้วพระฉวีวรรณของพระองค์เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ จึงทำให้พระศิวะขบขันเป็นอย่างมากและคอยล้อพระองค์ พระองค์จึงหนีพระศิวะไปบำเพ็ญตบะเพื่อขอพรจากพระพรหมเทพเพื่อที่จะให้พระฉวีวรรณของพระนางได้กลับมาเป็นสีขาวผุดผ่องเหมือนเดิม จากนั้นพระพรหมก็ให้พรแก่พระองค์ให้พระฉวีวรรณพระองค์กลับมาเป็นสีขาวผุดผ่องดั่งทองคำเหมือนเดิมนั่นเอง คำว่า เคารีนั้นตรงข้ามกับคำว่ากาลี โดยคำว่า เคารี แปลว่า สุกสว่าง แต่คำว่า กาลี แปลว่า ดำมืดมน เหมือนหยินกับหยางในลัทธิเต๋าของจีน
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่8หรือคืนที่8ของเทศกาลนวราตรี
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เดวี มหาเการไย นะมะห์ ॐ देवी महागौर्यै नम
 
รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่มหาเคารีทรงประทับบนหลังโคนันทิ มี4พระกร พระหัตถ์ขวาบนถือตรีศูล พระหัตถ์ขวาล่างทรงทำมืออภัยมุทรา พระหัตถ์ซ้ายบนทำมือวราทามุทรา และพระหัตถ์ซ้ายลงทรงถือกลองบัณเฑาะว์ และทรงฉลองพระองค์ด้วยพระภูษาสีขาวบริสุทธิ์
 
* '''พระแม่สิทธิธาตรี''' หรือ '''พระแม่อทิปราศักติอทิปรศักติ'''
 
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ในช่วงเริ่มต้เริ่มต้นของจักรวาล พระรุธราหรือพระศิวะได้บูชาพระแม่อทิปราศักติที่ได้รับการบูชา ขณะที่พระแม่อทิปราอทิปรศักติเป็นพลังงานบริสุทธิ์และไม่มีรูปร่าง พระองค์จึงปรากฏในรูปของพระแม่สิทธิธาตรีจากครึ่งหนึ่งของพระศิวะในปางพระอรรถนารีศวร ซึ่งพระแม่สิทธิธาตรีเป็นร่างดั้งเดิมของพระแม่อทิศักติ
* '''พระแม่สิทธิธาตรี''' หรือ '''พระแม่อทิปราศักติ'''
ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ช่วงเริ่มต้ของจักรวาล พระรุธราหรือพระศิวะได้บูชาพระแม่อทิปราศักติที่ได้รับการบูชา ขณะที่พระแม่อทิปราศักติเป็นพลังงานบริสุทธิ์และไม่มีรูปร่าง พระองค์จึงปรากฏในรูปของพระแม่สิทธิธาตรีจากครึ่งหนึ่งของพระศิวะ ซึ่งพระแม่สิทธิธาตรีเป็นร่างดั้งเดิมของพระแม่อทิศักติ
 
วันที่บูชาพระองค์: วันที่9หรือคืนที่9ซึ่งเป็นวันสุดท้ายหรือคืนสุดท้ายของเทศกาลนวราตรี
มนตร์ประจำพระองค์: โอม เดวี สิทธิธาตรไย นะมะห์ ॐ देवी सिद्धिदात्र्यै नम
 
รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่สิทธิธาตรีทรงประทับอยู่บนดอกบัว มี4พระกร พระหัตถ์ขวาบนถือจักร พระหัตถ์ขวาล่างถือคฑา พระหัตถ์ซ้ายบนถือสังข์ และพระหัตถ์ซ้ายล่างถือดอกบัว เหมือนพระวิษณุและพระแม่ไวษณวีมากแต่พระวิษณุและพระแม่ไวษณวีจะทรงครุฑ แต่พระแม่สิทธิธาตรีจะประทับบนดอกบัว และพระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยพระภูษาสีแดงหรือสีแสด
 
พลังและอำนาจศักติของพระองค์: พระองค์สามารถให้อำนาจสิทธิ(พลังงานเหนือธรรมชาติ) และพระองค์ทรงมีความรู้เกี่ยวกับพรหมันหรือปรมาตมัน ให้กับผู้ที่บูชาพระองค์และด้วยเหตุนี้จึพระองค์จึงได้รับการบูชาโดยจากมนุษย์ คนธรรพ์ อสูร และเทวะ
==อ้างอิง==
{{รายการอ้างอิง}}
ผู้ใช้นิรนาม

รายการนำทางไซต์