แมงดาหม้อ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แมงดาหม้อ
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Arthropoda
ชั้น: Insecta
อันดับ: Hemiptera
(unranked): Heteroptera
วงศ์: Belostomatidae
สกุล: Lethocerus
ชนิด: L. indicus
ชื่อทวินาม
Lethocerus indicus
(Lepeletier & Serville, 1825)

แมงดาหม้อ หรือ มวนน้ำยักษ์ (อังกฤษ: Giant water bug) หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า แมงดานา หรือ แมงดา จัดเป็นแมลงน้ำจำพวกแมงดานาชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lethocerus indicus จัดอยู่ในวงศ์ Belostomatidae พบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในภูมิประเทศลักษณะเป็นท้องทุ่งหรือท้องนาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

จัดเป็น 1 ใน 3 ชนิดของแมงดานาที่พบได้ในประเทศไทย และเป็นชนิดที่พบได้แพร่หลายและนิยมบริโภคกันมากที่สุด[1] มีลักษณะเด่น คือ ตานูนแข็งขนาดใหญ่ 1 คู่ มีลำตัวแบนเป็นรูปไข่ มีขาคู่แรกเป็นอวัยวะจับอาหาร ส่วนขาคู่ที่ 2 และ 3 เป็นขาว่ายน้ำ ขอบปีกมีลายสีเหลืองทองยาวไม่ถึงหาง โดยเฉพาะขาคู่หลังสุดจะมีลักษณะคล้ายใบพาย ทั้งนี้เนื่องจากแมงดานาเป็นแมลงสะเทินน้ำสะเทินบก อวัยวะส่วนนี้จึงมีความจำเป็นมากในการดำรงชีพ เพราะเป็นแมลงที่หากินในน้ำเป็นหลัก โดยใช้ขาคู่หน้าที่เป็นเสมือนคีมจับอาหารจำพวกสัตว์น้ำขนาดเล็กกว่าดูดกิน เช่น ลูกปลา, ลูกกุ้ง, ลูกอ๊อด หรือแม้แต่แมลงน้ำชนิดอื่นที่มีขนาดเล็กกว่า โดยที่มีส่วนปากแบบเจาะดูด ลักษณะเป็นท่อยาวออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และเก็บซ่อนไว้ด้านล่างของหัว ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลมเรียวใช้แทงเข้าไปในร่างกายเหยื่อแล้วดูดกินน้ำเหลว ๆ ในตัวเหยื่อ

ลักษณะสำคัญของแมงดานาจะอยู่ที่หางยาวแหลมคล้ายเดือย ลักษณะเป็นเส้นเรียวยาว 2 เส้นคู่กัน ประกอบด้วยขนที่ละเอียดและไม่เปียกน้ำ ทำหน้าที่ในการหายใจโดยใช้รยางค์นี้โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำเพื่อดูดออกซิเจนเพื่อการหายใจ แล้วนำไปเก็บในลำตัวทางปลายท่อ และอวัยวะส่วนนี้จะมีต่อมกลิ่นหอมฉุน และจะมีแต่เฉพาะตัวผู้เท่านั้น ขนาดลำตัวทั้งตัวผู้และตัวเมียจะมีขนาดใกล้เคียงกันคือ ลักษณะลำตัวยาวรีเหมือนใบไม้ออกสีน้ำตาล ยาวประมาณ 2-4 นิ้ว แต่มีความแตกต่างกันคือ ตัวผู้ลำตัวจะกลมป้อม และเล็กกว่าตัวเมียนิดหน่อย ส่วยตัวเมียลำตัวจะออกแบน ๆ ส่วนท้องใหญ่ ซึ่งต่อมกลิ่นที่มีกลิ่นหอมนี้เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของแมงดานาที่ดึงดูดให้ผู้คนบริโภคกัน ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว ตัวผู้จะเป็นฝ่ายปล่อยกลิ่นนี้เพื่อดึงดูดตัวเมียและป้องกันตัว[2]

มีพฤติกรรมออกหาอาหารในเวลากลางวัน ส่วนในเวลากลางคืนเมื่ออากาศเย็นลง ในน้ำมีออกซิเจนอยู่น้อย ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ แมลงดานาจะบินออกจากแหล่งน้ำ บินวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ ที่อาศัยอยู่ มีพฤติกรรมเล่นกับแสงสว่างเหมือนแมลงทั่ว ๆ ไป จึงสามารถจับได้ด้วยวิธีนี้

แพร่กระจายพันธุ์ด้วยการวางไข่ โดยที่ตัวผู้เป็นฝ่ายดูแลไข่ โดยวางไข่เป็นกลุ่ม ๆ ละ 100-200 ฟอง ตามพืชน้ำหรือพืชที่ขึ้นตามริมน้ำ ไข่ใช้เวลา 6-7 วันจึงจะฟักเป็นตัว ฤดูการผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูฝน

แมงดานา เป็นแมลงที่นิยมบริโภคกันในหลายวัฒนธรรมของชนชาติในแถบเอเชียอาคเนย์ ในอาหารไทยสามารถนำไปย่างและปรุงเป็นน้ำพริกได้ คือ "น้ำพริกแมงดา" โดยเฉพาะตัวผู้ที่มีกลิ่นหอม ปัจจุบัน เป็นแมลงที่มีการส่งเสริมให้เลี้ยงกันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ[3]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]