แดเรน เฮย์ส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แดเรน เฮย์ส
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อเกิด แดเรน สแตนลีย์ เฮย์ส
(Darren Stanley Hayes)
วันเกิด 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2515
เกิดที่ ออสเตรเลีย
แนวเพลง ป็อป
อาชีพ นักร้อง,นักแต่งเพลง
ปี ค.ศ. 1995 - 2001 (Savage Garden)
ค.ศ. 2002 - ปัจจุบัน (ผลงานเดี่ยว)
ค่าย Columbia Records
ส่วนเกี่ยวข้อง Savage Garden
เว็บไซต์ http://darrenhayes.com/

แดเรน เฮย์ส หรือ แดเรน สแตนลีย์ เฮย์ส (อังกฤษ: Darren Hayes หรือ Darren Stanley Hayes) เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2515 ที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงป๊อบ/ร๊อคซึ่งอาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก

ช่วงแรกของชีวิต[แก้]

แดเรน เฮย์ส เคยจัดการแสดงของเขาเองที่บ้านเกิดเมื่ออายุยังน้อยโดยได้รับแรงสนับสนุนจากคุณแม่ ที่ได้กลายเป็นแฟนเพลงคนแรกของเขา หลังจากที่เขาร่วมเล่นละครเวทีในโรงเรียน ศิลปินหนุ่มที่มีอนาคตไกลผู้นี้ก็มีโอกาสร่วมงานกับ แดเนียล โจนส์ (Daniel Jones) ทำวงดนตรีที่เริ่มแรกเรียกว่า Crush พวกเขาร่วมกันตั้งวง ซาเวจ การ์เดน (Savage Garden) ขึ้นในปี พ.ศ. 2540 ที่บ้านเกิดของพวกเขาในเมืองบริสเบน (Brisbane) ประเทศออสเตรเลีย

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

แดเรน เฮย์ส เป็นลูกคนสุดท้องในพี่น้อง 3 คน เขาเริ่มการแสดงในเลาจ์ของแม่ของเขาตั้งแต่เด็กๆ และร่วมเล่นและร้องเพลงที่ Mabel Park High School ตั้งแต่ก่อนศึกษาจบในปี ค.ศ. 1989 เขาเรียนไม่จบใน University of Queensland แต่ได้ใช้เวลาเก็บเกี่ยวกับอาชีพนักร้องนักดนตรี แดเรน เฮย์ส ได้พบกับ makeup artist ชือ Colby Taylor และได้แต่งงานในปี ค.ศ. 1997 เขาและภรรยาย้ายไปอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 แยกกันอยู่ในปี ค.ศ. 1998 และสุดท้ายก็หย่าร้างกันในปี ค.ศ. 1999 แดเรน เฮย์ส อยู่ที่ลอนดอนอยู่หลายปี โดย 19 มิถุนายน ค.ศ. 2006 เขาได้แต่งงาน(Civil Partnership) กับแฟนหนุ่ม Richard Cullen ที่ลอนดอน

Savage Garden[แก้]

วง Savage Garden จากออสเตรเลียได้เขย่าวงการเพลงทั่วโลกโดยปราศจากการสร้างกระแสของค่ายเพลงและแผนกลยุทธ์ในการสร้างความโด่งดังเหมือนกับวงดนตรีป๊อบอื่นๆ แต่คู่หูนักแต่งเพลง แดเรน เฮย์ส และ แดเนียลโจนส์ ที่เคยใช้ชื่อวงว่า Crush กลับส่งเทปเพลงตัวอย่างของพวกเขาทั้งหมด 150 ม้วนไปให้ค่ายเพลงทั่วโลกและรอคำตอบอย่างอดทน บุคคลเดียวที่ตอบรับพวกเขาเป็นอย่างดีก็คือ จอห์น วู๊ดดรัฟฟ์ ผู้คร่ำหวอดในวงการดนตรีและเคยเป็นผู้จัดการวงให้กับ The Angels and Baby Animals เขาให้ทั้งคู่ร่วมทำงานเพลงกับโปรดิวเซอร์ชาว ออสเตรเลียน ชาร์ลส์ ฟิชเชอร์ (Charles Fisher) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สร้างผลงานเพลงฮิตไปทั่วโลกให้กับวง Air Supply และ Moving Pictures

ซิงเกิ้ลแรกของวง Savage Garden คือ “I Want You” ที่ออกในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2539 ไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 2 ในชาร์ทเพลงฮิตและตามด้วยเพลงอันดับ 1 ต่อเนื่องกันอีกสองเพลงได้แก่ “To the Moon and Back" และ "Truly Madly Deeply” เมื่ออัลบั้มแรกที่มีชื่อเดียวกับชื่อวงออกจำหน่ายในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2540 ก็ขึ้นถึงอันดับ 1 ในชาร์ทอัลบั้มขายดีและติดอันดับอยู่เป็นเวลา 13 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นอัลบั้มของศิลปินชาวออสเตรเลียนที่ติดอยู่ในชาร์ทยาวนานที่สุดเป็นอันดับ 3

ในขณะเดียวกัน สถานีวิทยุในเมืองดัลลัส (Dallas) ก็เริ่มเล่นเพลง “I Want you” และทั้งคู่ก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง Columbia ของบริษัท Sony ในสหรัฐอเมริกา ต่อมาเพลง "I Want You" และ "Truly Madly Deeply" ได้กลายเป็นเพลงฮิตที่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งเพลง "Truly Madly Deeply" ก็ขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ทเพลงในสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2541 อัลบั้มนี้ขายได้กว่า 11 ล้านแผ่นทั่วโลก และทำให้วง Savage Garden ได้รับรางวัล ARIA Awards ของออสเตรเลียถึง 10 รางวัลด้วยกัน

ส่วนอัลบั้มที่ 2 ก็ได้ “วอลเทอร์ อะฟานาเซียฟ” โปรดิวเซอร์มือทองเจ้าของรางวัลมากมาย มาทำงานเพลงอัลบั้ม Affirmation ให้กับวง Savage Garden โดยส่งซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มคือเพลง “I Knew I Loved You” ไต่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในชาร์ทเพลงฮิตของสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2543 ซึ่งถือเป็นเพลงที่สองที่ไต่ขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งได้

SAVAGE GARDEN เป็นอีกหนึ่งวงนักร้องคู่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีป๊อบ และ ยังเป็นอีกหนึ่งศิลปินจากออสเตรเลียที่มีงานเพลงประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล โดยได้รับการบันทึกเอาไว้ในหนังสือบันทึกสถิติโลกของ กินเนสบุ๊ค (Guinness Book of World Records) ว่าได้รับรางวัลจากสมาคม Australian Recording Industry Association ถึง 10 รางวัลภายในเวลาเพียงหนึ่งปี (ปี พ.ศ. 2540) ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน อีกทั้งยังมีซิงเกิ้ลฮิต Truly, Madly, Deeply ที่ติดอยู่ใน 30 อันดับแรกของ US Billboard Hot 100 Chart เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม และติดอันดับในชาร์ทอัลบั้มเพลงฮิตของอังกฤษถึง 5 ปีทั้งที่พวกเขาออกอัลบั้มเพียง 2 อัลบั้มเท่านั้น

แดเรนจบชีวิตสมรสของเขาและตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา ส่วนแดเนียลยังคงอาศัยอยู่ในออสเตรเลีย ก่อนที่พวกเขาจะออกอัลบั้มที่สองและเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่ชื่อว่า Affirmation ต่อมาพวกเขาประกาศยุบวง Savage Garden ในปี พ.ศ. 2544 หลังจากประสบความสำเร็จสามปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมไปถึงการเป็นศิลปินที่ได้รับการเปิดเพลงออกอากาศมากที่สุดแห่งปีจากการจัดอันดับของ Phonographic Performance Company of Australia (PPCA) ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี

ผลงานเดี่ยว[แก้]

แดเรน เฮย์ส เปิดตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวภายใต้สังกัด Spin และทำงานเพลงในซาน ฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยร่วมงานกับโปรดิวเซอร์เจ้าของรางวัลแกรมมี่ อวอร์ด (Grammy Award) วอลเทอร์ อะฟานาเซียฟ (Walter Afanasieff) ซึ่งประสบความสำเร็จจากการแต่งเพลงให้กับ เซลีน ดิออน (Celine Dion) (เพลง Beauty and the Beast) , มารายห์ แครี่ (Mariah Carey) , ไมเคิล โบลตัน (Michael Bolton) , เคนนี่ จี (Kenny G) , นาตาลี โคล (Natalie Cole) และ บาร์บรา สไตรแซนด์ (Barbra Streisand) แดเรนออกอัลบั้มเดี่ยวที่ประกอบด้วยเพลง 12 เพลง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลง “Insatiable” ที่เป็นเพลงฮิตติดอันดับสูงสุดของชาร์ทเพลงในออสเตรเลีย และเป็นหนึ่งในเพลงที่ได้รับการเล่นออกอากาศมากที่สุดทางสถานีวิทยุชั้นนำ 40 แห่งในสหรัฐอเมริกาหลังจากที่ออกซิงเกิ้ลนี้

ส่วนอัลบั้มที่ 2 ออกในปี 2547 ชื่ออัลบั้ม The Tension And The Spark อัลบั้มนี้ตัวแดเรน ได้ร่วมโปรดิวซ์กับ Marius De Vries (เคยร่วมงานกับ มาดอนน่า), Robert Conley (เคยร่วมงานในเพลง Crush ในชุดที่แล้ว) โดยซิงเกิ้ลแรกที่ออกมาคือเพลง Pop!ular ที่ขึ้นอันดับ1 บน MTV Thailand Chart และ อันดับ 12 บนซิงเกิ้ลชาร์ทในอังกฤษ ส่วนซิลเกิ้ลที่ 2 Darkness ไม่ประสบความสำเร็จบนชาร์ท เท่าที่ควร ต้นปี 2549 ได้ออกอัลบั้มรวมเพลง ชุด Truly Madly Completely - The Best Of Savage Garden ที่ปล่อยเพลงแรกอย่าง So beautiful