แชมพู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ขวดแชมพูในยุคแรก

แชมพู หรือ ยาสระผม หมายถึง สิ่งปรุงแต่งของสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ใช้ขจัดสิ่งสกปรกออกจากเส้นผมและหนังศีรษะ ซึ่งอยู่ในรูปของเหลว ครีม เจล ผงหรือเม็ด ก้อน หรือฟอง

ประเภท[แก้]

สามารถแบ่งตามการใช้งานได้ 5 ประเภท คือ

  1. แชมพูสำหรับผมธรรมดา
  2. แชมพูสำหรับผมมัน
  3. แชมพูสำหรับผมแห้ง
  4. แชมพูสำหรับขจัดรังแค
  5. แชมพูสำหรับเด็ก

ส่วนประกอบ[แก้]

ส่วนประกอบหลัก[แก้]

ได้แก่ สารชำระล้าง (detergents) หรือ สารลดแรงตึงผิว (surfactants) แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มได้แก่

  • สารชำระล้างชนิดประจุลบ (anionic surfactants)
  • สารชำระล้างชนิดประจุบวก (cationic surfactants)
  • สารชำระล้างชนิดไม่มีประจุ (nonionic surfactants)
  • สารชำระล้างชนิดมีสองประจุ (amphoteric surfactants)

ส่วนประกอบเสริม[แก้]

  • สารปรับสภาพเส้นผม (conditioning agent)
  • สารเพิ่มฟอง (foam builder)
  • สารช่วยทำให้ข้น (thickening agent)
  • สารช่วยทำให้ใส (clarify agent)
  • สารช่วยให้ทึบแสง (opacifying agent)
  • สารกันการรวมตัวหรือสารซีเควสเตอร์ (sequestering agent)
  • สารปรับความเป็นกรดด่าง (pH adjuster)
  • สารกันเสีย (preservative)
  • ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สี น้ำหอม สารขจัดรังแค สมุนไพร ฯลฯ

มาตรฐานอุตสาหกรรมไทย[แก้]

แชมพูจัดเป็นเครื่องสำอางประเภทหนึ่ง ดังนั้นจะต้องมีคุณลักษณะทั่วไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องสำอาง: ข้อกำหนดทั่วไป (มอก. 152-2539) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแชมพู (มอก. 162-2541) ดังนี้

  1. ต้องไม่มีสารหรือวัตถุห้ามใช้ตามข้อ ก. 1 (มอก. 152-2539)
  2. สารที่กำหนดปริมาณการใช้ ต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดในภาคผนวก ข. (มอก. 152-2539)
  3. สีที่ใช้ในเครื่องสำอาง ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดในภาคผนวก ค. (มอก. 152-2539)
  4. การระคายเคืองต่อผิวหนัง ต้องไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง ดัชนีการระคายเคืองต่อผิวหนังต้องไม่เกิน 1 โดยเมื่อทดสอบตามภาคผนวก ง. (มอก. 152-2539)
  5. ความคงสภาพ คืออยู่ในสภาพที่ดี ไม่แปรสภาพหรือเสื่อมคุณภาพในระยะเวลาตามที่กำหนด (มอก. 152-2539)
  6. ต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอมอื่นใดที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรงจากกรรมวิธีผลิตตามปกติวิสัยและสิ่งแปลกปลอมอื่นใดที่ไม่ควรมีอยู่ในสารต่างๆของส่วนประกอบแชมพู
  7. คุณลักษณะทางจุลชีววิทยา ต้องอยู่ในเกณฑ์กำหนด (มอก. 152-2539)
  8. ต้องผ่านคุณลักษณะการใช้งาน 2 ประการ
    1. ความสามารถในการขจัดสิ่งสกปรก ฝุ่นละอองบนเส้นผมและหนังศีรษะ ทั้งในน้ำอ่อนและน้ำกระด้าง
    2. ความสามารถที่ทำให้ผมนุ่มสลวย หวีและจัดทรงได้ง่าย
  9. ความเป็นกรด-ด่างในช่วง 5.0 – 8.0 (ยกเว้นแชมพูสำหรับเด็ก ค่าความเป็นกรด-ด่างในช่วง 6.5 – 7.5)
  10. ต้องไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา
  11. สารขจัดรังแค (เฉพาะแชมพูสำหรับขจัดรังแค) ต้องมีสารขจัดรังแคตามชนิดและปริมาณที่ระบุไว้ที่ฉลาก ไม่เกินร้อยละ 2.0

หลักในการเลือกซื้อแชมพู[แก้]

  1. แชมพูสระผมผู้ใหญ่ ขอแนะนำว่าไม่ควรเลือกชนิดที่มีฟองมากเกินไป เพราะสารทำความสะอาดเหล่านั้นมักจะมีคุณภาพทางเคมีที่ต่ำ ไม่เหมาะกับเส้นผมและผิวหนัง เหมาะที่จะเป็นส่วนผสมในน้ำยาล้างจาน หรือน้ำยาถูพื้นมากกว่า สังเกตได้ง่าย ๆ ว่าเมื่อสระผมด้วยแชมพูที่มีฟองมาก ๆ และสระเป็นประจำ เส้นผมจะแห้ง แตกปลาย และไร้น้ำหนัก การใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของสารคอนดิชั่นนิ่ง จะช่วยรักษาคุณภาพเส้นผมได้พอสมควร ส่วนสารอาหารอื่น ๆ ที่ใส่เสริมในแชมพู เช่น วิตามินชนิดต่าง ๆ อโลวีร่า หรือสารสกัดสมุนไพรอื่น ๆ ที่โฆษณาว่าให้ประโยชน์ต่อเส้นผมนั้น ในความเป็นจริงไม่มีส่วนช่วยให้เส้นผมที่เสียไปแล้วดีขึ้นเลย ผู้ที่มีผมเสียเพราะได้รับการแต่งสีผม ดัดผม ควรจะตัดผมที่เสียทิ้งไปโดยไม่ต้องเสียดาย[ต้องการอ้างอิง]
  2. แชมพูสำหรับเด็ก จะมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากแชมพูสำหรับผู้ใหญ่ตรงที่ว่า สารทำความสะอาดจะมีคุณภาพที่อ่อนละมุนต่อผิวหนังมากที่สุด ที่สำคัญสูตรแชมพูสำหรับเด็กจะไม่มีสารคอนดิชั่นนิ่ง เพราะเส้นผมเด็กบางไม่หนาและไม่ดกเหมือนผู้ใหญ่ จึงไม่ควรให้เด็กใช้แชมพูผู้ใหญ่และการที่ผู้ใหญ่ใช้แชมพูเด็ก ก็จะทำให้ไม่ได้รับประโยชน์ต่อเส้นผมเท่าที่ควร
  3. แชมพูสมุนไพร หากถามว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงไร ให้ประโยชน์ได้มากมายต่อเส้นผม จริงหรือ คงตอบว่าไม่จริง เพราะหลักคือใช้แชมพูเพื่อทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะเท่านั้น หากต้องการใช้สมุนไพร ควรใช้สมุนไพรสดเช่นในสมัยโบราณจะให้ผลดีที่สุด เช่น น้ำเมือกจากผลมะตูม และประคำดีควาย ทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติเป็นสารทำความสะอาดที่ดี ในสมัยโบราณมีการนำมาใช้ทั้งซักผ้าและสระผม แต่ถ้านำสารสกัดมาผสมในแชมพูสระผมที่มีสารทำความสะอาดชนิดสังเคราะห์แล้ว ประโยชน์จากสมุนไพรจะไม่เกิด อาจให้ผลตรงกันข้ามด้วยซ้ำไปเพราะการนำสมุนไพรมาใช้ ควรจะใช้เป็น หรือผ่านขบวนการสกัดที่เหมาะสม มิฉะนั้นคุณค่าจะสูญสลายไป นอกจากนี้แชมพูที่ดีที่ได้มาตรฐานควรจะมีการปรับพีเอชให้เป็นกลางเพื่อไม่ ให้ระคายเคืองหนังศีรษะ ควรมีการเติมสารต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ เพราะสารสกัดสมุนไพร หรือสมุนไพรสด เชื้อจุลินทรีย์มักจะเจริญเติบโตได้ง่าย หากใช้แชมพูสมุนไพรที่ไม่ได้ผ่านขบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน อาจมีปัญหาหนังศีรษะคัน ผมร่วงได้ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากสมุนไพร หากพบปัญหาที่ว่าไปนี้ ควรหยุดใช้แชมพูที่กำลังใช้อยู่ทันที
  4. แชมพูผสมสารขจัดรังแค สำหรับผู้ที่มีปัญหาหนังศีรษะคัน มีรังแค ควรเลือกใช้แชมพูประเภทนี้ เช่น ซิ้งไพริไทออน การจะใช้ให้ได้ผลควรมีการใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 เดือนก่อนจะหยุดใช้ แต่หากยังไม่ได้ผล ควรพิจารณาเปลี่ยนไปใช้แชมพูผสมสารต้านเชื้อรา ซึ่งแชมพูกลุ่มนี้ถูกจัดเป็นตำรับยา จะมีจำหน่ายในร้านขายยาเท่านั้น