แจ๊คสัน พอลล็อค

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


พอล แจ็คสัน พอลล็อก
เกิด: 28 มกราคม ค.ศ. 1912(1912-01-28)
ไวโอมิง, สหรัฐอเมริกา
ถึงแก่กรรม: 11 สิงหาคม ค.ศ. 1956 (43 ปี)
อาชีพ: ศิลปิน
สัญชาติ: อเมริกัน
ความเคลื่อนไหวทางวรรณกรรม: แอบสเตรค เอ็กเพรสชันนิสม์

แจ็คสัน พอลล็อก (อังกฤษ: Jackson Pollok) เป็นจิตรกรชาวอเมริกันยุคศตวรรษที่ 20 และเป็นผู้นำขบวนการเขียนภาพแนวแอบสเตรค เอ็กเพรสชันนิสม์ (Abstract-expressionism) ซึ่งเป็นการทำงานศิลปะโดยการหยด สาด หรือเทสีลงบนผ้าใบ โดยไม่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบศิลป์ หรือแบบแผนใด ๆ แต่ปล่อยให้จิตสำนึกเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นนั้น พอลล็อกได้รับสมญานามว่า แจ๊ค เดอะ ดริปเปอร์ (Jack The Dripper) จากนิตยสารไทม์ โดยสไตล์การเขียนภาพที่เรียกว่า จิตรกรรมแอ๊คชั่น (action painting) ด้วยการสาด เท หยด สลัดสีลงบนผ้าใบขนาดใหญ่ แสดงถึงความเคลื่อนไหวว่องไวและมีพลัง ด้วยผลงานที่น่าสนใจ และวิธีการซึ่งเป็นเอกลักษณ์นี้ ทำให้เขามีชื่อเสียง และผลงานของเขาหลายๆชิ้นมีราคาสูงหลายล้านดอลล่าร์


เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

โรงนาที่ แจ็คสัน พอลล็อก ใช้เป็นสตูดิโอสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ

แจ็คสัน พอลล็อก เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 1912 ที่เมืองโคดี รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 5 คน ในปีค.ศ. 1912 พอลล๊อกเข้าเรียนไฮสกูล ที่ Losangles's Manual Arts High School ในลอสแอนเจลิส และในปีค.ศ1930 เมื่ออายุได้ราว 17 ปี เขาได้ย้ายไปที่รัฐนิวยอร์กเพื่อเข้าศึกษาต่อที่ The Art Students League ภายใต้การสอนของ โธมัส ฮาร์ท เบนตัน (Thomas Hart Benton) จิตรกรเขียนภาพฝาผนัง ผู้ซึ่งมีอิทธิพลต่อการวาดภาพของเขาในขณะนั้นเป็นอย่างมาก

ปีค.ศ 1936 พอลล็อกเข้าทำงานที่สตูดิโอของ Siqueiros ซึ่งเป็นศิลปินชาวเม็กซิกันที่ทำให้เขาได้รับอิทธิพลในการเขียนภาพในช่วงนี้ ซึ่งนิยมการแสดงออกอย่างรุนแรง และต่อมาได้รับแรงบันดาลใจจาก ปิกัสโซ และพวกเซอเรียลลิสต์

ในปีค.ศ 1941 พอลล็อกตกอยู่ในสภาพย่ำแย่สุด ติดเหล้าหนักงอมแงม เขาได้อาศัยอยู่กับพี่ชาย จนภรรยาของพี่ชายไม่พอใจ ต้องพาครอบครัวและแม่ย้ายหนีไป จุดเปลี่ยนของชีวิตพอลล็อก คือการได้พบกับ ลี แครสเนอร์ (Lee Krasner) จิตรกรหญิงผู้เชื่อมั่นในความสามารถของพอลล็อก จากนั้นทั้งสองก็ย้ายมาสร้างสตูดิโอทำงานศิลปะด้วยกันที่ลองไอส์แลนด์ นิวยอร์ก ทั้งสองได้แต่งงานกัน แต่มีข้อสัญญาตกลงกันว่าพอลล็อกจะต้องเลิกดื่มเหล้าและหันมาสร้างงานศิลปะอย่างจริงจัง

ในช่วงปี 1938-1944 เขาได้เข้ารับการรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง และได้ศึกษาผลงานและทฤษฎีของคาร์ล จุง (Carl Jung) นักจิตแพทย์ชาวสวิสที่ได้ชื่อว่าเป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งทำให้พอลล๊อคเกิดอิทธิพลกับงานของเขา งานขอพอลล็อกในช่วงนี้จะแฝงไปด้วยความสงสัย และปริศนาต่างๆ หลังจากที่พอลล๊อกกลับมาสร้างผลงานศิลปะอีกครั้ง ผลงานของเขาจึงไปเข้าตา เพ็กกี้ กุกเกนไฮน์ (Peggy Guggenheim) เจ้าของแกลเลอรี่ใหญ่ในนิวยอรค์ กุกเกนไฮน์ยอมจัดแสดงงานเดี่ยวให้พอลล็อก แม้จะขายภาพไม่ได้เลยแต่พอลล็อกก็เริ่มเป็นที่สนใจในวงการศิลปะ และเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ค้นพบวิธีการสร้างงานรูปแบบใหม่ เมื่อต้องไปวาดผนังบ้านพักของกุกเกนไฮน์เป็นค่าตอบแทนตามสัญญา อาการเครียดและอยากเก็บตัวเริ่มเกิดขึ้นกับพอลล็อกอีกครั้ง แครสเนอร์ คอยให้กำลังใจพอลล็อกอยู่เสมอ ภายหลังทั้งคู่จึงตัดสินใจหลบความวุ่นวายในเมือง และย้ายไปหาความสงบในชนบท และใช้โรงนาเป็นสตูดิโอสร้างสรรค์งานศิลปะ

เมื่อพอลล็อกมีเวลาเต็มที่ สำหรับสร้างสรรค์งานศิลปะ วันหนึ่งเขาค้นพบเทคนิคการเขียนภาพแบบใหม่โดยบังเอิญ ขณะกระป๋องสีล้มใส่ภาพที่เขากำลังเขียน ต่อมาเรียกเทคนิคแบบนี้ว่า กัมมันตจิตรกรรม (Action Panting) หรือ เอ็กเพรสชั่นนิสม์เชิงนามธรรม (Abstract Expressionnist) ซึ่งเป็นการสร้างงานศิลปะโดยการหยด สาด หรือ เทสีลงบนผ้าใบ โดยไม่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบศิลป์ หรือ แบบแผนใดๆ แต่ปล่อยให้จิตสำนึกของศิลปินเป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นนั้นแต่พอลล็อกก็ยังยืนยันว่าผลงานศิลปะของเขาไม่ได้เกิดขึ้นโดยเหตุบังเอิญเพราะเขาสามารถควบคุมมันได้ รูปแบบงานของพอลล็อกเป็นแบบเฉพาะตัว ทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่มีชิอเสียง มีเงินทอง และชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้พอลล็อกรู้สึกหวั่นไหวและหวาดกลัว เขาเริ่มหันไปเที่ยวเตร่และติดเหล้างอมแงมอีกครั้ง ภายใต้ความเศร้าเสียใจที่ไม่สามารถมีลูกกับ ลี แครสเนอร์ได้เพราะฝ่ายหญิงไม่ยอมเขาจึงทิ้งแครสเนอร์ และหันไปคว้าภรรยาคนใหม่ที่ชื่อ รูธ หญิงสาวอ่อนวัยมาทดแทน แต่ความทุกข์ระทมในจิตใต้สำนึกของเขา ก็ไม่เคยจางหาย

แจ็กสัน พอลล็อก ได้ถึงแก่กรรมในปี 1956 จากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเขาขับรถกลับบ้านด้วยอาการเมา ที่เซาต์แธมตัน นิวยอร์ก ขณะมีอายุ 44 ปี


อุปนิสัย[แก้]

แจ็คสัน พอลล็อก ตลอดชีวิตเขาพบแต่ความผิดหวัง เขาเป็นคนขี้โมโห อารมณ์ร้อน และไม่อดทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ จนครั้งหนึ่ง จิม สวีนีย์ แสดงความเห็นไว้ในบทความว่าพอลล็อคเป็นคนไม่มีหลักเกณฑ์ ทำให้พอลล็อคโมโหมาก จึงลงมือเขียนภาพ Search for a Symbol แล้วหิ้วภาพนี้ไปพบสวีนีย์ พร้อมกับพูดว่า “ผมต้องการให้คุณเห็นว่า ภาพที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์เป็นอย่างไร” แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่ พอลล็อกเป็นคนขี้โมโห อารมณ์ร้อน และติดเหล้าอย่างหนัก ในระยะแรกก่อนที่เขาจะค้นพบตัวเอง เขาได้สร้างงานศิลปะขึ้นในแนวแอบสเตรคแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อผลงานไม่ประสบความสำเร็จ และไม่ได้รับการยอมรับ เขาจึงเก็บตัวเครียดและกินเหล้าอยู่เสมอ แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้พอลล็อคลงมือทำงานอย่างจริงจังเพื่อแสดงตัวตนและลบคำสบประมาท จนเขาได้รับการยกย่องยอมรับว่าเป็นผู้นำขบวนการเขียนภาพแนวเอ็กเพรสชั่นนิสม์นามธรรม (abstract-expressionism) พร้อมกับเป็นต้นแบบสไตล์การเขียนภาพที่เรียกว่า จิตรกรรมแอ๊คชั่น (action painting)


รูปแบบการทำงาน[แก้]

ในปี 1944 พอลล็อกได้กล่าวถึงอิทธิพลทางความคิดต่างๆที่เขาได้รับมา ไม่ว่าจาก โทมัส ฮาร์ต เบนตัน , ศิลปะของชนเผ่าอเมริกันพื้นเมือง หรืออินเดียนแดง ซึ่งมีวิธีการสร้างงานศิลปะบนพื้นทราย รวมไปถึงศิลปินชื่อดังอย่าง ปิกัสโซ่ และมักซ์ แอนส์ ทำให้เขาได้แรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะที่แหวกแนวสุดๆในสมัยนั้น

เทคนิคการวาดภาพของเขานับว่าแปลกแหวกแนวที่สุด เขาไม่ชอบใช้แปรงหรือพู่กัน แต่นิมใช้สีกระป๋องหยดราดบนผืนผ้าใบซึ่งวางนอนราบกับพื้นห้อง ซึ่งเขามีแนวคิดว่า ไม่ต้องการความยุ่งยาก และสามารถทำให้เดินได้รอบๆผืนผ้าใบ ซึ่งวิธีการนี้คล้ายคลึงกับวิธีการของจิตรกรชาวอินเดียนแดงทางซีกตะวันตก และกระทั่งใช้เครื่องมือต่างๆเช่น ด้ามแปรง เกรียงขนาดใหญ่ มีด ฯลฯ

ผลงานของเขาเต็มไปด้วยความรุนแรง มีความเด็ดขาดและอิสระเสรีอย่างถึงที่สุด รอยทับซับซ้อนของสีที่ถูกโรยราดบนผืนผ้าก่อให้เกิดมิติต่างๆ แรงเหวี่ยงสะบัดทำให้เกิดความรุนแรงของลีลา สิ่งเหล่านี้ต่างเร้าอารมณ์ผู้ชมได้อย่างดียิ่ง ซึ่งผลงานของเขานั้นได้ทำให้เกิดการพัฒนาก้าวหน้าแก่ศิลปินอเมริกันในสมัยหลังเป็นอย่างมาก


ภาพยนตร์ชีวประวัติ[แก้]

เรื่องราวของพอลล็อก ถูกนำมาสร้างเป็นหนังสารคดี 2 ครั้ง ในครั้งแรกคือ JACKSON POLLOK ปี 1987 โดยผู้กำกับ คิม อีแวนส์ อีกเรื่องหนึ่งชื่อ Jackson Pollok : Love and death on Long Island ปี 1999 โดย เทเรซ่า กริฟฟิธส์ เป็นประวัติชีวิตและผลงาน รวมทั้งภาพการทำงานของพอลล็อก นอกจากนี้ยังมีบทสัมภาษณ์ของ ลี แครสเนอร์ และเพื่อนๆ ศิลปินอีกด้วย

สำหรับ Pollock หนังเริ่มต้นในปี 1941 เมื่อพอลล็อค (แฮร์ริส) ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ ติดเหล้างอมแงม อาศัยอยู่กับ แซนดี้ (โรเบิร์ต นอตต์) พี่ชาย จนภรรยาของแซนดี้ไม่พอใจ ต้องพาแซนดี้และแม่ย้ายหนีไป จุดเปลี่ยนของชีวิตพอลล็อคคือการได้พบ ลี แครสเนอร์ (มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน) จิตรกรหญิงผู้เชื่อมั่นในความสามารถของพอลล็อค แครสเนอร์แต่งงานกับเขาโดยมีข้อตกลงว่าพอลล็อคต้องเลิกดื่มเหล้าและมุ่งมั่นสร้างงานศิลปะ ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์ซึ่งยกมาจากชีวิตจริงของเขา

“คุณค่า” ของหนังแนวชีวประวัติอย่าง Pollock ไม่ใช่การสะท้อนภาพของศิลปินซึ่งเป็นที่สนใจของผู้ชมทั่วไป แต่เป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงหรือแนะนำให้รู้จักเสียมากกว่า ซึ่งแฮร์ริสก็ทำในจุดนี้ได้ดี เพราะนอกจากผู้ชมจะได้รู้จักพอลล็อคแล้ว ยังได้เห็นวิธีการทำงานศิลปะซึ่งแปลกและแตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆ

หนังเรื่องนี้ได้รับความนิยมมากมายโดยเฉพาะ ถึงกับทำให้ผู้ชมติดตราตรึงใจ กับ เอ็ด แฮร์ริส ผู้รับบทแสดงเป็น แจ็คสัน พอลล็อก จนหลายคนให้ทัศนะคติว่า สองคนนี้ช่างมีทุกสิ่งอย่างที่คล้ายกันเหลือเกิน


ผลงานที่สำคัญ[แก้]

  • (1942) "Male and Female" Philadelphia Museum of Art
  • (1943) "Moon-Woman Cuts the Circle"
  • (1942) "Stenographic Figure" The Museum of Modern Art
  • (1943) "The She-Wolf" The Museum of Modern Art
  • (1943) "Blue (Moby Dick)" Ohara Museum of Art
  • (1946) "Eyes in the Heat" Peggy Guggenheim Collection, Venice
  • (1946) "The Key" The Art Institute of Chicago
  • (1946) "The Tea Cup" Collection Frieder Burda
  • (1946) "Shimmering Substance", from "The Sounds In The Grass" The Museum of Modern Art
  • (1947) "Full Fathom Five" The Museum of Modern Art
  • (1947) "Cathedral"
  • (1947) "Enchanted Forest" Peggy Guggenheim Collection, Venice
  • (1948) "Painting"
  • (1948) "Number 5" (4ft x 8ft)
  • (1948) "Number 8"
  • (1948) "Summertime: Number 9A" Tate Modern
  • (1949) "Number 3"
  • (1950) "Number 1, 1950 (Lavender Mist)" National Gallery of Art
  • (1950) "Autumn Rhythm: No.30, 1950"
  • (1950) "One: No. 31, 1950" at the Museum of Modern Art (MoMA)
  • (1950) "No. 32"
  • (1951) "Number 7"
  • (1952) "Convergence" Albright-Knox Art Gallery
  • (1952) "Blue Poles: No. 11, 1952"
  • (1953) "Portrait and a Dream"
  • (1953) "Easter and the Totem" The Museum of Modern Art
  • (1953) "Ocean Greyness"
  • (1953) "The Deep"


อ้างอิง[แก้]

  • กำจร สุนพงษ์ศรี. ศิลปะสมัยใหม่ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554)หน้า 423-426.
  • จิระพัฒน์ พิตรปรีชา. โลกศิลปะศตวรรษที่ 20 (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2545).
  • บาร์บารา เฮสส์. แอ็บสแตรกต์ เอกซ์เพรสชั่นนิสม์. อนิมา ทัศจันทร์ แปลจาก Abstract Expressionism (เชียงใหม่ : ไฟน์อาร์ท, 2552).
  • Francis W. O’Connor. Jackson Pollock (Newyork: The Museum of Modern Art, 1967).


แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]