เอมิลี่ สาวน้อยหัวใจสะดุดรัก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Amélie
French theatrical poster
กำกับ Jean-Pierre Jeunet
อำนวยการสร้าง Jean-Marc Deschamps
Claudie Ossard
เขียน Jean-Pierre Jeunet (scenario)
Guillaume Laurant (dialogue)
บรรยาย André Dussollier
นำแสดง Audrey Tautou
Mathieu Kassovitz
Rufus
Claire Maurier
Isabelle Nanty
Dominique Pinon
Serge Merlin
Jamel Debbouze
Arthus de Pengerne
Maurice Bénichou
ดนตรีประกอบ Yann Tiersen
กำกับภาพ Bruno Delbonnel
ตัดต่อ Jeffery Schneid
จำหน่าย/เผยแพร่ UGC (ฝรั่งเศส)
Miramax Films (อเมริกา)[1]
ฉาย 25 เมษายน ค.ศ. 2001 (ฝรั่งเศส)
5 ตุลาคม ค.ศ. 2001 (สหราชอาณาจักร)
16 พฤศจิกายน ค.ศ. 2001 (อเมริกา)
21 ธันวาคม ค.ศ. 2001 (ออสเตรเลีย)
ความยาว 122 นาที
ภาษา ฝรั่งเศส
งบประมาณ €11,400,000[1]
รายได้ $174,201,661 (ทั่วโลก)[2]

เอมิลี่ (Amélie) เป็นภาพยนตร์ตลกโรแมนติก กำกับโดย Jean-Pierre Jeunet และ แสดงโดย Audrey Tautou ชื่อเดิมภาษาฝรั่งเศส คือ Le Fabuleux Destin d'Amélie Poulain (พรหมลิขิตที่แสนงดงามของ เอมิลี่ พูเลน) ซึ่งเป็นบทประพันธุ์ ของ Juenet และ Guillaume Laurant ภาพยนตร์เรื่องนี้พรรณนาอย่างเพ้อฝันเกี่ยวกับชีวิตสมัยใหม่ของชาวปารีส ถ่ายทำที่ Montmartre ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องโดยตัวเอก คือ สาวพนักงานเสิร์ฟผู้มีนิสัยขี้อาย เธอตัดสินใจที่จะพยายามเปลี่ยนชีวิตของคนรอบๆตัวเธอให้ดีขึ้นและในขณะเดียวกันเธอก็ต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยวของตัวเธอเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการผลิตระหว่างประเทศร่วมกันของประเทศฝรั่งเศสและเยอรมัน

ภาพยนตร์เอมิลี่ได้รับตัดสินให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ณ เทศกาลหนังยุโรป (European Film Awards) และ ได้รับรางวัลสี่รางวัลจาก ซีซาร์ อวอร์ด (Ce’sar Awards) ซึ่งประกอบด้วย รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ผู้กำกับยอดเยี่ยม อีกทั้งยังได้ 2 รางวัลบาฟต้า ในสาขา Original Screenplay และมีชื่อเข้าชิงถึงห้ารางวัลของรางวัลออสการ์ (Academy Awards)

เนื้อเรื่อง[แก้]

เอมิลี ปูแลง เติบโตอย่างโดดเดี่ยวจากเด็กคนอื่นๆ ราฟาเอล พ่อผู้เงียบขรึม และ ชอบปลีกตัวทางสังคม ซึ่งเคยทำงานเป็นหมอทหาร วินิจฉัยอย่างผิดพลาดเกี่ยวกับ อาการไฮเปอร์เทนชัน (hypertension) หรือโรคหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เธอมีอาการตื่นเต้นเมื่อพ่อของเธอแตะตัวเธอ เพราะพ่อของเธอจะแตะตัวเธอเฉพาะเวลาตรวจโรคเท่านั้น แม่ของเธอ ชื่อ อแมนดีน เป็นครูสอนในชั้นประถมที่มีอาการผิดปกติทางประสาทตื่นตัว ได้ทำการสอนหนังสือให้กับเธอ อแมนดีนเสียชีวิตเมื่อเอมิลี่ยังเล็ก เนื่องจากอุบัติเหตุประหลาดที่เกิดจากการฆ่าตัวตายของผู้หญิงคนหนึ่งที่กระโดดลงมาจาก วิหารนอร์ทเธอร์ดาม และ หล่นทับแม่ของเธอเสียชีวิต ราฟาเอล พ่อของเธอ ได้ถอยตัวเองออกจากสังคมและอุทิศชีวิตของเขาให้กับการสร้างสถานที่บูชาและเก็บเถ้ากระดูกภรรยาของเขาที่สวนหลังบ้านเพื่อระลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับอแมนดีน เอมิลี่จึงได้เพลิดเพลินกับตัวเธอเองด้วยการปรุงแต่งจินตนาการที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ไม่มีชีวิตให้เคลื่อนไหว

สาวน้อยเอมิลี ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในคาเฟ่เล็กๆชื่อ มอนท์มาร์ท คาเฟ่ ซึ่งประกอบกิจการโดยนักแสดงละครสัตว์ พนักงานในร้านล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มคนอันสุดแสนประหลาด ด้วยอายุ 23 ปี ชีวิตของเอมิลี่ก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ผสมผสานไปด้วยความรักที่ไม่เป็นไปตามคาด และเธอยังไม่พบความสุข เธอจึงหันมาสนใจการหาความพอใจง่ายๆให้กับชีวิตเช่นการจุ่มมือของเธอลงไปในกระสอบธัญพืช กะเทาะหน้าครีมคาราเมลด้วยช้อนกาแฟ และ การโยนหินให้กระเด้งบนน้ำในคลองมาร์ติน ในขณะที่พยายามคาดเดาว่ามีคนรักกี่คู่ในฝรั่งเศสที่กำลังมีความสุขด้วยกัน

และแล้ว ชีวิตของเธอก็เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงไปในวันที่เจ้าหญิงไดอาน่าสิ้นพระชนม์ เธอมีอาการสะเทือนทางใจอย่างมากเกี่ยกับข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ในโทรทัศน์ เอมิลี่ทำลูกแก้วจากขวดน้ำหอมหล่น ลูกแก้วกลิ้งไปกะเทาะฝากระเบื้องห้องน้ำ และเธอก็ได้พบกับกล่องโลหะเก่าซึ่งบรรจุไปด้วยของสะสมในวัยเด็กของชายคนหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ของเธอหลายสิบปีที่ผ่านมา เธอตรึงใจกับการค้นพบครั้งนี้มาก จนทำให้เธอต้องการตามหาเด็กชายคนที่เคยซ่อนกล่องของเล่นเอาไว้ ซึ่งเติบโตขึ้นเป็นชายวัยกลางคน เพื่อคืนกล่องแห่งความทรงจำนั้นให้กับเขา เธอตั้งใจมั่นเอาไว้ว่า ถ้าเธอนำไปคืนเขาแล้วทำให้เขามีความสุข เธอจะอุทิศตัวเธอเองเพื่อการนำความสุขให้กับผู้อื่น

เอมิลี่พบกับเพื่อนบ้านผู้รักสันโดษ ที่ชื่อว่า รอยมอนด์ ดูฟาเยล ศิลปินนักวาดภาพผู้พยายามวาดภาพเหมือนสีน้ำมันของPierre-Auguste Renoir เขาได้รับฉายานามว่า ชายกระจก เพราะ กระดูกของเขาเปราะบางมาก ด้วยความช่วยเหลือจากเขา เธอจึงสามารถพบชายที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นเจ้าของกล่องโลหะนั้น เธอใช้วิธี ทิ้งกล่องโลหะนั้นไว้ในตู้โทรศัพท์ ซ่อนตัว และ โทรเข้าไปที่โทรศัพท์นั้นเมื่อชายคนนั้นเดินผ่าน เพื่อเรียกความสนใจของเขาให้เดินเข้าไปพบกับกล่องโลหะที่เธอวางทิ้งไว้ เมื่อชายผู้นั้นพบกับกล่องโลหะเก่าที่เก็บของเล่น เขาน้ำตาไหลด้วยความตื้นตันใจเมื่อนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กของเขาที่ไหลทะลักเข้ามา เอมิลี่สะกดรอยตามเขาไปยังบาร์ใกล้ๆ และ เฝ้าสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ เธอพบผลกระทบทางบวกที่เกิดกับเขา แล้ว เธอจึงตัดสินใจว่าจะทำสิ่งดีๆให้กับชีวิตของคนอื่น

เอมีลี่กลายเป็นผู้จับคู่ให้กับคู่รัก จัดการกับความสับซ้อนของชีวิตคนอื่นให้หมดไป และตามมาซึ่งการทำความดีเพื่อผู้อื่นอีกมากมาย เธอนำทางชายตาบอดคนหนึ่งไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน บรรยายลักษณะถนนหนทางและ สิ่งแวดล้อมให้กับชายตาบอดฟังอย่างละเอียด เธอสนับสนุนให้พ่อของเธอตามฝันในการเดินทางรอบโลกของเขาด้วยการขโมยตุ๊กตานอมในสวนหลังบ้านไปให้แอร์โฮสเตสที่เป็นเพื่อนของเธอ นำไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆทั่วโลก และ ส่งรูปกลับไปให้พ่อของเธอดูที่บ้าน เธอทำให้เพื่อนที่ทำงานในคาเฟ่ได้พบรัก เธอได้ทำจดหมายปลอมที่เขียนตอบกลับฉบับสุดท้ายของคนรักของหญิงข้างบ้านเพื่อบอกรักกับเธอก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เธอสนับสนุนชายผู้ไม่มั่นใจในตนเองจนเขามีจิตใจที่มั่นคงและปกติขึ้น

ในขณะที่เธอทำการดูแลชีวิตของคนอื่น ชายจิตรกร ดูฟาเยล ได้เฝ้าสังเกตเธอ และ เริ่มการสนทนากับเธอเกี่ยวกับภาพวาดของเขา เขาได้พยายามวาดภาพเดิมในจุดเดิมซ้ำๆเพราะเขาไม่สามารถจินตนาการสีหน้าและอารมณ์ของเด็กผู้หญิงที่ถือแก้วน้ำในรูปวาดได้ เขาสนทนาแลกเปลี่ยนกับเอมิลี่เกี่ยวกับการแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ของเด็กผู้หญิงในภาพวาด ว่าไม่สามารถอธิบายออกมาได้ว่ามีอารมณ์ความรู้สึกแบบไหนที่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนตัวตนของเอมิลี่และความว้าเหว่ในชีวิตของเธอ

หลังจาก การสนทนาครั้งนั้นทำให้เธอหันมาสำรวจชีวิตของเธอเอง และ คนแปลกหน้าที่เธอสนใจผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นชายหนุ่มผู้สะสมรูปถ่ายจากตู้ถ่ายรูปติดพาสปอร์ตผู้ซึ่งเธอไม่เคยได้พูดคุยด้วยมาก่อน เมื่อเธอชนเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจเป็นครั้งที่สอง เขาได้ทำอัลบั้มรูปถ่ายติดพาสปอร์ตที่เขาสะสมหล่นลงบนถนน เธอจึงได้รู้ว่าเขาชื่อ นีโน่ ควินแคมพอกซ์ เธอจึงเก็บมันไว้และหาวิธีที่จะนำไปคืนเขา เธอใช้วิธีการcat and mouse หรือ การใช้คำใบ้ให้เขาตามเส้นทางเพื่อตามหาอัลบั้มที่หายไปไปทั่วปารีส จนในที่สุดเขาก็ได้อัลบั้มรูปคืนไป โดยไม่ได้พบกับเธอ เธอเขินอายเกินไปที่จะเผชิญหน้ากับเขา เพื่อนของเธอในร้านคาเฟ่ ช่วยให้เขาได้พบเธอ และ เพื่อนบ้านจิตรกรของเธอก็สนับสนุนเธอให้กล้าที่จะไปพบกับชายหนุ่มที่เธอเฝ้าใฝ่ฝัน และ ในที่สุด นีโน่ และ เอมิลี่ก็ได้พบรักกัน

คำวิจารณ์[แก้]

ภาพยนตร์ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกขายอย่างประสบความสำเร็จ แต่ถูกการโจมตีจากนักวิจารณ์ Serge Kaganski ใน Ies Inrockuptibles เนื่องจากการพรรณนาที่เกินจริงเกี่ยวกับภาพของชีวิตชาวฝรั่งเศสสมัยใหม่ หากผู้กำกับต้องการที่จะพยายามสร้างภาพอันเป็นบทกวีที่ว่าด้วยความงามของภูมิประเทศ ตามธรรมชาติของปารีสที่สมบูรณ์แบบ เขามีความเห็นว่าต้องตัดชาวผิวสีทุกคนออกจากทุกฉาก[3] ซี่งผู้กำกับได้โต้แย้งว่าภาพยนตร์ต้องการแสดงความเป็นสากลของคนที่ต้องการถ่ายรูปทำหนังสือเดินทางและตัวเอกของเรื่องเองก็เป็นชายโมรอกโค

อิทธิพลต่อสื่อ[แก้]

ภาพยนตร์เได้สร้างแรงบันดาลใจให้งานภาพยนตร์ที่ไม่ได้รับการสนใจในหลายๆปีผ่านมา เลสเซส โมนิวเมนท์ โนเวล ได้บรรจุคำอ้างอิงถึง เอมิลี่ และในปี 2006 ภาพยนตร์ ปารีส เชอแตม ได้ฉายภาพรอยยิ้มของ เอมิลี่ ในช่วงภาพยนตร์สั้น

ในปี 2007 รายการทีวี พุชชิ่ง เดย์ซี่ส์ เควิร์กี้ แฟรี่ เทลส์ และ เอ บี ซี ได้กล่างถึง ความรู้สึกร่วมของ เอมีลี่ ด้วยตีม เวทมนตร์ ความเพ้อฝัน และ จิตวิญญาณ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ทำให้ผู้วิจารณ์ภาพยนตร์ Bryan Fullerกล่าวชื่นชมว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ชื่นชอบและ ทำให้เขาน้ำตาไหลจากความตื้นตันใจในความดีของตัวแสดงเอก คำชื่นชมนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงใน นิวยอร์ก ไทม์ส ทำให้เป็นที่สนใจของสื่อมากขึ้น[4]

กบสปีชีส์ใหม่ที่ค้นพบขึ้นมีชื่อว่า Cochranella amelie ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้[5] เพราะภาพยนตร์ประสบความสำเร็จจากการใส่ใจรายละเอียดเช่นเดียวกับกบหญ้าเล็กๆที่เป็นเหมือนส่วนประกอบที่ทำให้ระบบนิเวศน์สมบูรณ์ อีกตัวอย่างของการใส่ใจรายละเอียดคือ ตัวโนมของพ่อตัวเอก ที่เดินทางไปทั่วโลกซึ่งกลายเป็นฉากในละครเรื่องหนึ่งของอังกฤษ

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Fabuleux destin d'Amélie Poulain, Le ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  2. "Theatrical Performance of Le Fabuleux destin d'Amélie Poulain". the-numbers. สืบค้นเมื่อ 2010-06-23. 
  3. "Film Comment". Filmlinc.com. สืบค้นเมื่อ 2010-04-28. 
  4. Bill Carter (July 5, 2007). "A Touching Romance, if They Just Don't Touch". The New York Times. 
  5. "Noticias Biodiversidad / Biodiversity News: Cochranella amelie sp. nov". Biodiversitynews.blogspot.com. 2004-02-27. สืบค้นเมื่อ 2010-04-28.