ห้องนอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ห้องบรรทมแห่งพระราชวัง ณ มิวนิก บาวาเรีย

ห้องนอน (อังกฤษ: bedroom) เป็นห้องส่วนตัวที่ซึ่งคนโดยมากใช้นอนในยามกลางคืน หรือใช้พักผ่อนในยามกลางวัน มนุษย์ใช้เวลานอนประมาณ 1 ส่วน 3 ของชีวิต และส่วนมากเมื่อมนุษย์จะนอน จะเลือกห้องนอนเป็นที่นอน[1] ห้องนอนจะต้องมีเตียงนอนจึงจะถือว่าเป็นห้องนอนได้ ห้องนอนมีหลากหลายรูปแบบ โดยมีตั้งแต่แบบเรียบง่ายจนถึงแบบหรูหรา สิ่งของอื่นซึ่งมักอยู่ในห้องนอนได้แก่ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะข้างเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง เป็นต้น ปัจจุบัน ในประเทศซึ่งมีความพัฒนาสูง ในบ้านที่มีห้องนอนหลายห้องนั้น ห้องนอนมักจะเชื่อมติดกับห้องน้ำด้วย การที่มีห้องนอนเชื่อมติดกับห้องน้ำนั้น มิได้เริ่มขึ้นก่อนหน้าช่วงกลางถึงช่วงปลายของศตวรรษที่ 20[2]

ประวัติ[แก้]

เครื่องเรือน[แก้]

เครื่องเรือนและสิ่งของอื่น ๆ ในห้องนอนมีความแตกต่างกันมาก โดยขึ้นอยู่กับความชอบและประเพณีตามสถานที่ อาทิ ห้องนอนใหญ่ (ห้องนอนมาสเตอร์) อาจมีเตียงนอนซึ่งมีขนาดที่แตกต่างกัน (ดับเบิล คิง หรือ ควีน) มีตู้เสื้อผ้าอย่างน้อยหนึ่งตู้ ตู้ที่มีลิ้นชักใส่เสื้อผ้า (เดรสเซอร์) อย่างน้อยหนึ่งตู้ โต๊ะข้างเตียงอย่างน้อยหนึ่งตัว และ พรมบนพื้น ตู้เสื้อผ้าแบบสร้างติดกับผนัง (แบบบิลต์อิน) มักไม่นิยมในยุโรปเท่ากับในอเมริกาเหนือ ฉะนั้น ตู้เสื้อผ้าที่เคลื่อนที่ได้มักเป็นที่นิยมกว่าในยุโรป

ห้องนอนมักบ่งบอกถึงนิสัยของเจ้าของห้อง พร้อมทั้งถึงชนชั้นในสังคมด้วย ซึ่งทำให้การจัดห้องนอนในแต่ละห้องไม่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งของบางอย่างที่ห้องนอนโดยมากมีเหมือนกัน ฟูกส่วนใหญ่มักยกระดับขึ้น โดยไม่วางบนพื้น ในศตวรรษที่ 14 มีฟูกในหลากหลายรูปแบบ คนจากชนชั้นต่ำมักใช้ฟูกยัดฟาง ในศตวรรษที่ 16 ฟูกยัดขนนกเริ่มเป็นที่นิยมชมชอบสำหรับผู้ที่มั่งมี ถ้าบุคคลธรรมดามีเงินซื้อฟูกสำหรับห้องนอนภายในระยะเวลา 7 ปี หลังจากที่แต่งงานแล้วจะถือว่าเป็นผู้ที่มีสถานะที่ดี[3] ในศตวรรษที่ 18 ฝ้ายกับขนแกะเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น ฟูกที่ทำจากขดสปริงมิได้เริ่มขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2414[4] ฟูกที่นิยมและมีคนซื้อมากที่สุดคือฟูกอินเนอร์สปริง[5] ฟูกมีทั้งแบบที่นิ่มจนถึงแบบแข็ง ห้องนอนอาจมีเตียงสองชั้นถ้ามีคนมากกว่าหนึ่งคนนอนร่วมห้องกัน

โต๊ะข้างเตียงเป็นที่นิยมเช่นกัน ซึ่งมักนำไว้ใช้วางสิ่งของต่าง ๆ เช่น นาฬิกาปลุกหรือโคมไฟ โทรทัศน์ไว้ในห้องนอนก็เป็นที่นิยมเช่นกัน 43% ของเด็กอายุตั้งแต่ 3 ถึง 4 มักมีโทรทัศน์ในห้อง[6] นอกจากโทรทัศน์แล้ว มีคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกม ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่น และโต๊ะทำงานอีกด้วย ในศตวรรษที่ 20 ตอนปลายจนถึงศตวรรษที่ 21 ตอนต้น ห้องนอนเป็นสถานที่ที่ใช้สนทนามากขึ้น และผู้คนก็เริ่มใช้เวลาในห้องนอนมากขึ้น

อ้างอิง[แก้]

  1. Wooten, Virgil. "How to Fall Asleep". How to Fall Asleep. Discovery Health. สืบค้นเมื่อ 3 November 2011. 
  2. Lambert, Tim. "Brief History of Houses". Brief History of Houses. Local Histories. สืบค้นเมื่อ 3 November 2011. 
  3. "Beds in Late Medieval and Tudor Times". Beds in Medieval and Tudor Times. Old and Interesting. สืบค้นเมื่อ 10 November 2011. 
  4. "Beds in Late Medieval and Tudor Times". Beds in Medieval and Tudor Times. Old and Interesting. สืบค้นเมื่อ 10 November 2011. 
  5. "Types of Mattresses". Trend Scoop. Better Sleep. สืบค้นเมื่อ 10 November 2011. 
  6. Manier, Jeremy (7 May 2007). "Many Young Kids Have TV in Their Bedrooms". Young Kids have TV's in Their Bedrooms (The Seattle Times). สืบค้นเมื่อ 10 November 2011. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]