สภาวิศวกร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สภาวิศวกร จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 มีสถานะเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม รวมทั้งพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต รับรองปริญญา ประกาศนียบัตรหรือวุฒิบัตรในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม รับรองความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม รวมทั้งเสนอแนะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการกำหนดและการเลิกสาขาวิศวกรรมควบคุมและออกข้อบังคับสภาวิศวกร โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะสภานายกพิเศษ

สภาวิศวกร เป็นหนึ่งในสมาพันธ์สภาวิชาชีพ ร่วมกับ แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา สภาสถาปนิก สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด

จากก.ว.มาเป็นสภาวิศวกร[แก้]

พระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. 2505[แก้]

การประกอบวิชาชีพวิศวกรรมมีความเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมีพระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. 2505 เป็นแนวทางการควบคุมบังคับการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ซึ่งหมายความถึงวิชาชีพการช่างในสาขา วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมเหมืองแร่ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม โดย คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (ก.ว.) ทำหน้าที่ดำเนินกิจการตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุณสมบัติผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ผู้ที่ประสงค์จะประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติ โดยต้องมีคุณวุฒิจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ในสาขาที่ขอรับใบอนุญาต จากสถาบันที่ ก.ว. รับรองหลักสูตร

ใบอนุญาต[แก้]

ใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของแต่ละสาขา แบ่งประเภทดังนี้

  • ใบอนุญาตฯ ประเภทภาคีวิศวกร (Associate Engineer)
  • ใบอนุญาตฯ ประเภทสามัญวิศวกร (Professional Engineer)
  • ใบอนุญาตฯ ประเภทวุฒิวิศวกร (Senior Professional Engineer)
  • ใบอนุญาตฯพิเศษ

พระราชบัญญัติ วิศวกร พ.ศ. 2542[แก้]

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 116 ตอนที่ 120 ก. เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 สภาวิศวกร ทำหน้าที่ทุกรายการแทน ก.ว. สมาชิกสภาวิศวกร สมาชิกสภาประกอบด้วยประเภทของสมาชิกดังนี้

  • สมาชิกสามัญ มีสิทธิในการกำหนดทิศทางและอนาคตของสภาฯ โดยสามารถสมัครเป็นกรรมการสภาฯ มีสิทธิ์เลือกตั้ง รับเลือกตั้งหรือ แต่งตั้งเป็นกรรมการสภาฯ
  • สมาชิกวิสามัญ ไม่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสภาฯ

ใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม[แก้]

  • วุฒิวิศวกร ( Fellow Engineer )
  • สามัญวิศวกร ( CharterEngineer )
  • ภาคีวิศวกร ( Associate Engineer )
  • ภาคีวิศวกรพิเศษ ( Corporate Engineer )

แต่ละระดับมีขอบเขตการทำงานแตกต่างกัน

ประวัติ[แก้]

ในอดีตวิศวกรไทยได้รวมตัวกันภายใต้สถาบันวิชาชีพ คือ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) ตั้งแต่ พ.ศ. 2486 ต่อมา รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. 2505 ขึ้น เมื่อสภาพเศรษฐกิจ สังคมมีการเปลี่ยนแปลง มีความต้องการวิศวกรมากขึ้น จึงมีการเร่งผลิตวิศวกร เป็นผลให้งานวิศวกรรมมีปัญหาเรื่องคุณภาพงาน จำเป็นต้องมีการปลูกฝังจิตสำนึกทางด้านจรรยาบรรณและมีการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ครั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงหลายครั้งจนมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพวิศวกรรม อาทิ เหตุการณ์จากรถบรรทุกแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2532 ไฟไหม้โรงงาน อาคารถล่มที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก ทบวงมหาวิทยาลัย และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ จึงได้มีการจัดสัมมนาระดมความคิดและได้ข้อสรุปในการจัดตั้ง “ สภาวิศวกร ” รวม 4 ประการคือ

  1. ให้มีสภาวิชาชีพที่สามารถปกครอง ควบคุมและกำกับดูแลกันเอง สภาวิศวกรจึงต้องมาจากการเลือกตั้งของสมาชิก
  2. ให้มีความคล่องตัวในการบริหารงานโดยอิสระจึงต้องมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล
  3. ให้สภาวิศวกรมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลควบคุม ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการประกอบวิชาชีพอย่างต่อเนื่องทันต่อวิทยาการและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
  4. ให้มีการประกอบวิชาชีพด้วยมาตรฐานหนึ่งเดียวไม่ว่าจะเป็นราชการหรือเอกชน และจะไม่มีการยกเว้นสำหรับคนต่างชาติ

ต่อมาได้มีการร่างพระราชบัญญัติวิศวกรเมื่อปี พ.ศ. 2538 โดยคณะบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิทางวิศวกรรม จนในที่สุดพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 จึงได้เกิดขึ้นและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542

องค์ประกอบของสภาวิศวกร[แก้]

  1. สมาชิกสภาวิศวกรแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ สมาชิกสามัญ สมาชิกวิสามัญและสมาชิกกิตติมศักดิ์ซึ่งสมาชิกเหล่านี้จะเป็นผู้อนุมัตินโยบายการบริหารงานของคณะกรรมการสภาวิศวกรในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี
  2. คณะกรรมการสภาวิศวกร จำนวน 20 คน มาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกสภาวิศวกร15 คน (เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ 10 คน เป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษา 5 คน) กรรมการสภาวิศวกรอีก 5 คน มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีจากการเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรรมการสภาวิศวกรมีหน้าที่ออกใบอนุญาตฯ รับรองปริญญาฯ รับรองความรู้ความชำนาญพิเศษ และออกข้อบังคับ ระเบียบต่างๆ
  3. คณะกรรมการจรรยาบรรณ มาจากการแต่งตั้งตามมติของที่ประชุมใหญ่สภาวิศวกรมีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัย กรณีที่มีการกล่าวหา ว่าผู้ได้รับใบอนุญาตฯ ประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ
  4. คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน และผู้ชำนาญพิเศษมาจากการแต่งตั้งของที่ประชุมกรรมการสภาวิศวกรมีหน้าที่ตามที่กรรมการสภาวิศวกรกำหนด
  5. ผู้ตรวจสภาวิศวกร ที่ประชุมใหญ่สภาวิศวกรแต่งตั้งจากสมาชิกหรือบุคคลภายนอกวิศวกร มีหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการสภาวิศวกรแล้วทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สภาวิศวกร
  6. สำนักงานสภาวิศวกร ประกอบด้วยงาน 6 ฝ่าย คือ
    1. ฝ่ายทะเบียนและใบอนุญาต
    2. ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพวิศวกรรม
    3. ฝ่ายบริหาร ประชาสัมพันธ์
    4. ฝ่ายการเงิน บัญชี งบประมาณและการพัสดุ
    5. ฝ่ายกฎหมายและจรรยาบรรณ
    6. ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ


สำนักงานสภาวิศวกรมีหัวหน้าสำนักงานสภาวิศวกรบริหารงานภายใต้การกำกับดูแลของเลขาธิการสภาวิศวกร

นโยบายคณะกรรมการสภาวิศวกร ปี 2546 - 2549[แก้]

ด้านการศึกษา[แก้]

  1. ส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตวิศวกรที่มีคุณภาพและคุณธรรม
  2. เตรียมการให้มีการสอบวิศวกรระดับภาคีเพื่อออกใบอนุญาต
  3. สนับสนุนให้มีการวิจัยระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา

ด้านการประกอบวิชาชีพ[แก้]

  1. จัดให้มีมาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรม
  2. ส่งเสริมและดำเนินการให้วิศวกรทั้งภาครัฐและเอกชนมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม
  3. ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่องในระดับชาติและในระดับสากล

ด้านสมาชิก[แก้]

  1. คุ้มครองผลประโยชน์ของสมาชิก
  2. ให้การบริการสมาชิกให้ได้รับความสะดวกและรวดเร็วทั่วถึง
  3. ประชาสัมพันธ์ข่าวสารข้อมูลและความรู้แก่สมาชิก

ด้านการให้คำปรึกษางานวิศวกรรมแก่รัฐบาล

  1. ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในนโยบายและปัญหาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี
  2. ผลักดันแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาด้านวิศวกรรมให้บรรจุเป็นส่วนสำคัญหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

อ้างอิง[แก้]