วิกฤติเศรษฐกิจในอาร์เจนตินา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติเบื้องต้น (GNP) ในปี ค.ศ.1999-2004 ช่วงเกิดวิกฤติในช่วงปี ค.ศ.1999-2002 ค่า(GNP)ติดลบติดด่อกัน 4 ปี

วิกฤติเศรษฐกิจในอาร์เจนตินา (Argentine economic crisis ) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจในอาร์เจนตินาล่มสลาย ประเทศอยู่ในภาวะล้มละลาย ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเบื้องต้น (GNP) ลดต่ำลงจนติดลบติดต่อกันยาวนานถึง 4 ปีเต็ม คนตกงานกว่าครึ่งค่อนประเทศแม้กระทั่งหมอก็ยังตกงาน เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ถึง ปี ค.ศ. 2002

ปี 1983[แก้]

[1]เมื่อรัฐบาลทหารได้คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1983 นายราอูล อัลฟองซิน ก็ได้รับเสียงสนับสนุนให้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ช่วงที่อัลฟองซินดำรงตำแหน่งอยู่นี้ [2]ภาวะเศรษฐกิจภายในอาร์เจนตินาย่ำแย่ลงอย่างหนัก รัฐบาลไม่มีปัญญาจ่ายหนี้เงินกู้จากต่างประเทศ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเดือนละ 200% หรือ ปีละเกือบ 3000% รัฐบาลขาดเสถียรภาพอย่างหนัก นายอัลฟองซินได้ลาออกก่อนจะหมดวะระเพียง 6 เดือน

จุดเริ่มต้นใน ปี ค.ศ. 1989[แก้]

[2]นายคาร์ลอส ซามูล เมเนม ได้รับเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากพรรคนิยมเปรอง แต่เมื่อได้ดำรงตำแหน่งกลับทำตรงกันข้ามกับแนวคิดเปรอง (ลัทธิเปรอง) เนเนมได้ใช้นโยบายเศรษฐกิจตาม"ฉันทมติวอชิงตัน" ซึ่งนำความหายนะมาสู่อาร์เจนตินาซึ่งหลักๆได้แก่ การเปิดเสรีการค้าอย่างเต็มที่ ทั้งทางด้านการค้าและการเงิน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นของต่างชาติ

ปี 1991[แก้]

[2]รัฐบาลของเมเนมได้แปรรูปรัฐวิสหกิจอย่างจริงจังโดยมีรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ โดมิงโก คาวัลโย เป็นผู้ที่ได้ใช้นโยบาย "ฉันทมติ วอชิงต้น" มีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นคงที่ ค่าเงินที่ 1 เปโซ ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ได้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจขายสัมปทานของรัฐออกไป 250 แห่ง ซึ่งรัฐบาลอาร์เจนตินาได้รับเงินถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจได้นำไปสู่การผูกขาด ซึ่งโดยรวมหลักของนโยบายเสรีนิยมใหม่ของเมเนมวางอยู่บนความพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการตัดลดงบประมาณให้สมดุล ลดภาษีนำเข้า เพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุนจากต่างชาติ มีการคอร์รับชั่นเกิดขึ้นอย่างมากมายในรัฐบาลของเมเนม

  • การแปรรูปสายการบินแห่งชาติ
  • การแปรรูปโทรศัพท์
  • การแปรรูปการไฟฟ้า
  • การแปรรูปทางด่วน
  • การแปรรูปน้ำประปา
  • การแปรรูปรถไฟ

ปี 1999[แก้]

[2]ประธานาธิบดี เฟอร์นานโด เดลารัว ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อสอบสวนกรณีคอร์รัปชั่นในยุคประธานาธิบดี เมเนม ในวันที่ 7 มิถุนายน ปี ค.ศ. 2001 ได้มีคำพิพากษาสั่งจำคุกอดีตประธานาธิบดีเมเนมเป็นเวลา 6 เดือน มีข้อกล่าวหา การยักยอกเงิน 100 ล้านเหรียญจากการลอบขายอาวุธ และ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง นาย โดมิงโก คาวาโย ก็โดนข้อหาเดียวกัน เมเนมได้หนี้ลี้ภัยไปอยู่ประเทศชิลี

วิกฤติเศรษฐกิจ[แก้]

[2]รัฐบาลของเฟอร์นานโด เดลารัว เข้ารับตำแหน่งในปี ค.ศ.1999 ต้องรับภาระปัญหาต่างๆที่รัฐบาลเมเนมได้ก่อเอาไว้ หนี้ต่างประเทศก้อนโตจำนวนกว่า 132 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ อัตราค่าเงินเปโซที่กำหนดให้แข็งค่าเกินจริงแบบคงที่ ทำให้ภาคการส่งออกมีปัญหา ภาครัฐมีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย ทำให้ไม่มีเงินมาจ่ายหนี้และดอกเบี้ย ประธานาธิบดีเดลารัวได้ลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลตามคำแนะนำจากไอเอ็มเอฟ (IMF) เพื่อแลกกับเงินกู้จำนวน 8 พันล้านดอลลาร์ โดยมีการปลดข้าราชการ ตัดงบประมาณชุมชนและงบสวัสดิการสังคมต่างๆ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายหนัก เมื่อมาตรการตัดลดรายจ่ายยิ่งทำให้เศรษฐกิจชลอตัวลง

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินเปโซเมื่อปล่อยลอยตัวในต้นปี 2002 อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วจาก 1 เปโซต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 3.8 เปโซต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน
อัตราเงินเฟ้อรายเดือน ในปี ค.ศ.2002

[2]ผลจากการขาดงบประมาณรายจ่ายเพราะเก็บภาษีได้ลดลงรวมกับการขาดดุลการชำระเงินเพราะการกำหนดค่าเงินคงที่ ทำให้รัฐบาลโดนบีบให้ลดค่าเงินเปโซ และยอดหนี้ต่างประเทศสูงขึ้นจากร้อยละ 50 ต่อGDPในปี ค.ศ. 2001 กลายมาเป็น ร้อยละ90 ต่อGDPในปี ค.ศ.2002 รัฐบาลต้องพิมพ์ธนบัตร์ออกมาทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เฟอร์นันโด เดรารัว จึงเชิญ โดมิงโก คาวัลโย อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจสมัยเมเนม มาแก้ปัญหาในปี ค.ศ. 2001 คาวัลโย ใช้มาตรการลดรายจ่ายโดยการตัดเงินเดือนข้าราชการร้อยละ 20 และตัดเงินบำนาญลงร้อยละ 13 ต้ดงบประมาณกระทรวงต่างๆ และห้ามถอนเงินจากธนาคารเกินอาทิตย์ละ 250 ดอลลาร์ แต่สถานการณ์กลับยิ่งเลวร้ายลง เมื่ออัตราการว่างงานได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 ประชากร 1ใน3ของประเทศมีชีวิตต่ำกว่าเส้นความยากจน ไอเอ็มเอฟบีบให้ธนาคารทุกแห่งเปลี่ยนเงินฝากของประชาชนเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่อายุไถ่ถอน 10 ปี เพื่อรัฐบาลจะได้นำเงินไปจ่ายดอกเบี้ยของหนี้สินต่างประเทศ มีการประท้วงเกิดขึ้นจนเกิดการจลาจลไปทั่วประเทศ

ในเดือนธันวาคมปี ค.ศ. 2001 นายโดมิงโก คาวัลโย ลาออก ก่อน ประธานาธิบดี เดรารัว เพียงไม่กี่ชั่วโมง มีการประท้วงใหญ่หน้าทำเนียบประธานาธิบดี ประเทศเกิดภาวะสุญญากาศทางอำนาจมีการแต่งตั้งผู้รักษาการตำแหน่งประธานาธิบดี อดอลโฟ โรดริเกซ ซา ขึ้นมาบริหารได้เพียงอาทิตย์เดียวก็ถูกกดดันให้ลาออก เมื่อประกาศว่าจะพักชำระหนี้ต่างประเทศจำนวน 141,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของอาร์เจนตินา นายเดดัวโด ดูฮาลเด้ ได้ขึ้นมาแทนและได้ประกาศลดค่าเงินเปโซร้อยละ 30 และให้แปลงเงินฝากสกุลดอลลาร์ให้เป็นเปโซทั้งหมดผลทำให้ธุรกิจที่มีหนี้สินเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐล้มละลายเป็นจำนวนมาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลง 11%

ผลกระทบต่อการกระจายรายได้[แก้]

[1]

ค่าการกระจายรายได้ในอาร์เจนตินา
ช่วงเวลา สูงกว่าค่าเฉลี่ย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
พ.ค. 2001 11.6% 35.9%
ต.ค. 2001 13.6% 38.3%
พ.ค. 2002 24.8% 53.0%
ต.ค. 2002 27.5% 57.5%
พ.ค. 2003 26.3% 54.7%
ครึ่งปีหลัง 2003 20.5% 47.8%
ครึ่งปีแรก 2004 17.0% 44.3%
ครึ่งปีหลัง 2004 15.0% 40.2%
ครึ่งปีแรก 2005 13.6% 38.5%

'

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 http://en.wikipedia.org/wiki/Argentine_economic_crisis_%281999-2002%29
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 กมล กมลตระกูล,อย่าร้องไห้ตามอาร์เจนตินา, มติชน, กรุงเทพ, 2549, ISBN 974-323-827-1