มิคา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มิคา
Mika at V Festival 2007.jpg
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อเกิด ไมเคิล ฮอลบรูค เพ็นนิแมน เจ.อาร์.
วันเกิด 18 สิงหาคม ค.ศ. 1983
เกิดที่ อังกฤษ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ สหราชอาณาจักร
แนวเพลง ป็อป พาวเวอร์ป็อป ป็อปร็อก แกลมร็อก
อาชีพ นักร้อง นักแต่งเพลง
เครื่องดนตรี ขับร้อง คีย์บอร์ด เปียโน
ปี ค.ศ. 2006 – ปัจจุบัน
ค่าย Casablanca Records Island ยูนิเวอร์ซัลมิวสิคกรุ๊ป
เว็บไซต์ Mikasounds.com

ไมเคิล ฮอลบรูค เพ็นนิแมน เจ.อาร์. (อังกฤษ: Michael Holbrook Penniman J.R.) หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ มิคา เพ็นนิแมน (อังกฤษ: Mica Penniman) เกิดวันที่ ที่ 18 สิงหาคม 2526 เลบานอน เติบโตในลอนดอน เป็นนักร้องสังกัด Casablanca Records และยูนิเวอร์ซัลมิวสิคกรุ๊ป เริ่มโด่งดังในฐานะนักร้องนักแต่งเพลงตั้งแต่ปลาย ค.ศ. 2006[1] [2] [3] หลังจากบันทึกอีพีแรกที่ชื่อ Dodgy Holiday มิคาได้ประกาศวางจำหน่ายสตูดิโออัลบั้ม Life in Cartoon Motion ภายใต้สังกัดไอส์แลนด์เรเคิดส์ ในปี 2007 อัลบั้ม Life in Cartoon Motion ทำยอดขายได้มากกว่า 5.6 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลกและทำให้มิคาได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบริทอวอร์ดและรางวัลแกรมมี่ 2 ปีต่อมา มิกาวางจำหน่ายอีพีชุดที่สอง Songs for Sorrow รุ่นจำกัดจำนวนที่ขายหมดทั่วโลก และไม่กี่เดือนถัดมาสตูดิโออัลบั้มชุดต่อมา The Boy Who Knew Too Much ก็ถูกวางจำหน่ายต่อจากอีพี ขณะนี้มิคาเพื่งเสร็จจากการทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลก และเตรียมงานสำหรับสตูดิโออัลบั้มชุดใหม่ ที่เขาพูดถึงว่า เป็นเพลงป็อบที่เนื้อหาเข้าใจง่าย, ไม่ซับซ้อนเหมือนกับอัลบั้มที่แล้ว มิคาจะเริ่มบันทึกเสียงในดือนมีนาคม 2554 นี้ [4]

ประวัติ[แก้]

มิคา เกิดในเบรุต เป็นลูกคนที่สามจากห้าคนที่เกิดจากมารดาชาวเลบานอนกับบิดาชาวอเมริกัน ขณะที่มิคาอายุได้เพียงหนึ่งขวบ [5] ครอบครัวของเขาถูกบังคับให้อพยพออกจากเลบานอนเนื่องจากภับสงคราม และได้ย้ายไปอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส มิคาเริ่มเรียนเปียโนจากบทเพลงของ โจ ดาแซ็ง [6] แต่งเพลงแรกหลังจากฟังเพลง Heart Shaped Box ของเนอร์วานา [7] ต่อมาครอบครัวนี้ได้ไปอยู่ที่ลอนดอนเมื่อมิคาอายุ 9 ปี เขาถูกรังแกจากเพื่อนในโรงเรียนอย่างหนักที่โรงเรียนมัธยมภาษาฝรั่งเศสชาลส์ เดอ โกล [8] มิคามีอาการดิเล็กเซีย (ความบกพร่องในการอ่าน มีปัญหาในการอ่านหรือสะกดคำ) ขณะที่อายุได้ 12 ปี จึงต้องเรียนหนังสือกับแม่ที่บ้านนานกว่า 6 เดือน หลังจากนั้นได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเซนต์ฟิลิปในเคนซิงตัน และได้เป็นหัวหน้าสกอลา คานโตรัม (คณะประสานเสียงของโรงเรียน) ต่อมาได้เรียนที่โรงเรียนเวสต์มินสเตอร์และรอยัลคอลเลจมิวสิค หลังจากเรียนจบมิคาได้บันทึกเสียงกับค่ายคาซาบลังกา [9] เขาเปลี่ยนใหม่จาก Mica เป็น Mika เพราะคนส่วนใหญ่สับสนในการออกเสียงตัว c จึงเปลี่ยนเป็นตัว k แทน [10] มิคามีพี่น้อง 5 คน มีพี่สาว 2 คน และมีน้องสาวกับน้องชายอย่างละคน ยัสมินทำงานเป็นศิลปินให้กับ Nom de Plume ดาเว็คพี่สาวอีกคนเป็นผู้เขียนภาพการ์ตูนหน้าปกอัลบั้ม Life in Cartoon Motion และทำงานเป็นดีไซเนอร์ พาโลมาน้องสาวได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการตกหน้าต่างชั้น 4 และถูกเหล็กริมระเบียงเสียบทะลุร่างกาย [11] ตุลาคม 2010 มิคาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการวิทยุ The Chris Moyles Show ผ่านสถานีวิทยุ BBC 1 ว่าสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสและสเปนได้อย่างคล่องแคล่ว และพูดภาษาจีนกลางได้นิดหน่อยแม้ว่าจะเรียนภาษาจีนมานานกว่า 9 ปี [12] [13] เมื่อยังเด็ก มิคาได้เรียนโอเปร่ากับอัลลา อาร์ดาคอฟ (อัลบลาเบอร์ดีวา) นักแสดงละครโอเปร่าชาวรัสเซีย และเข้าเรียนที่สถาบันรอยัลคอลเลจออฟมิวสิค มิคาปรากฏตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน 2006 ผ่านรายการวิทยุ Dermot O'Leary's ออกอากาศที่สถานีวิทยุ BBC 2 มีข่าวลือว่ามิคามีเสียงร้องที่ระดับ 5 ออคเตฟ แต่ต่อมาได้รับการยืนยันว่า เขามีเสียงร้องที่ระดับ 3 1/2 ออคเตฟ [14] [9] [15] [16]

อาชีพทางดนตรี[แก้]

เริ่มต้นอาชีพนักดนตรี : 2004 - 2006[แก้]

ซิงเกิ้ลแรกของมิคาคือเพลง Relax, Take it easy (2006) วางจำหน่ายในรูปแบบแผ่นเสียงขนาด 7 นิ้วและดิจิตอลดาวน์โหลดจำนวนจำกัด ซิงเกิ้ลนี้ออกอากาศครั้งแรกบนสถานีวิทยุ BBC 1 ในสหราชอาณาจักร ต่อมาได้มีจำหน่ายอีพีในชื่อ Dodgy Holiday ในรูปแบบดิจิตอลดาวน์โหลดและเพลง Billy Brown สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีบนร้านค้าออนไลน์ไอทูนส์ ส่วนเพลงเก่าอย่าง Overrated ที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2004 ก็ได้ถูกวางขายในร้านค้าไอทูนส์อย่างไม่เป็นทางการ

Life in Cartoon Motion : 2006 - 2008[แก้]

มกราคม 2007 มิคาได้ถูกโหวตให้อยู่ในอันดับที่ 1 ของ โพล Sound of 2007 [17] บนเว็บไซต์ BBC News 8 มกราคม 2007 Grace Kelly เป็นซิงเกิ้ลแรกที่วางจำหน่ายภายใต้สังกัดยูนิเวอร์แซลมิวสิค ทั้งรูปแบบดิจิตอลดาวน์โหลด และแผ่นเสียงขนาด 12 นิ้วและ 7 นิ้วในรุ่นจำนวนจำกัด Grace Kelly ขึ้นครองชาร์ตอันดับหนึ่งในชาร์ตซิงเกิ้ลแห่งสหราชอาณาจักรในวัน 21 มกราคม หลังวางจำหน่ายได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ [18] 5 กุมภาพันธ์ 2007 ได้มีการวางจำหน่ายสตูดิโออัลบั้มแรกของมิคา Life in Cartoon Motion และอัลบั้มถูกนำไปเปรียบเทียบงานของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี่, ซิสเซอร์ ซิสเตอร์ [19], เอลตัน จอห์น [20], ปริ้นซ์ [21], ร็อบบี้ วิลเลียม [22] และเดวิด โบวี [23] และในเพลง Grace Kelly ได้อ้างอิงถึงเมอร์คิวรี่ในท่อนร้อง "I try to be Grace Kelly/But all her looks were too sad/So I try a little Freddie/I've gone identity mad" มิคาได้รับเชิญให้ไปแสดงดนตรีในรายการเช่น The Tonight Show with Jay Leno ถึงสองครั้งในวันที่ 26 มีนาคม 2007 และ 14 กุมภาพันธ์ 2008[24] แสดงในรายการ Jimmy Kimmel Live ในวันที่ 27 มีนาคม 2007 [25] และแสดงสดในรายการ So you think You can dance ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2007 มิคาออกทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมิถุนายน 2007 ด้วยการสนับสนุนจาก ชาร่า บาร์ริแยส์ และนาตาเลีย เลสซ์ 10 ตุลาคม 2007 เขาประกาศทัวร์คอนเสิร์ตทั่วยุโรป ในชื่อ Dodgy Holiday ต่อมาในวันที่ 17 พฤศจิกายนได้เพิ่มรอบการแสดงในสหราชอาณาจักรซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพาลลาเดียม และเพิ่มรอบการแสดงในอเมริกาเหนือในเดือนมกราคม 2008 โดยมีมิดเวย์สเตทและครีเจอร์เป็นผู้สนับสนุนในครั้งนี้ มิคาเสร็จสิ้นการทัวร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 เพื่อเข้าร่วมงานแกรมมี่อวอร์ดครั้งที่ 50 ในลอสแอนเจลิส Life in Cartoon Motion ซึ่งเป็นสตูดิโออัลบั้มเปิดตัวของมิคา ได้แนวคิดมาจากช่วงวัยและการเติบโตตั้งวัยเด็กจนถึงปัจจุบันของเขาเอง แต่ก็ไม่ได้เป็นเพลงที่เล่าถึงชีวิตส่วนตัวของเขาทุกเพลง เพลงของมิคามักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน อย่างในเพลง Big Girl (You are beautiful) ที่เล่าเรื่องผู้หญิงตัวโตที่ถูกเลือกปฏิบัติในสังคม และเขาได้แนวคิดมาจากแม่ของตัวเองที่รูปร่างใหญ่และเห็นความอคติของผู้คนที่มีต่อแม่ และอีกเพลงคือ Billy Brown ที่เป็นเรื่องราวซับซ้อนกว่าเดิม ในประเด็นที่ชายที่แต่งงานแล้วแต่ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน [26] 20 กุมภาพันธ์ 2008 มิคาเปิดงานบริทอวอร์ด 2008 ด้วยการแสดงสดในเพลง Love Today, Grace Kelly และเพลงดูเอ็ท Standing in the Way of Control คู่กับเบ็ธ ดิตโต้ และได้รับรางวัลที่งานนี้ในสาขาศิลปินหน้าใหม่ชาวอังกฤษ

The Boy Who Knew Too Much : 2009 - 2010[แก้]

ก่อนหน้าการวางจำหน่ายสตูดิโออัลบั้มที่สอง มิคาวางจำหน่ายอีพีชุดที่สอง Songs of Sorrow [27] รุ่นจำนวนจำกัดในวันที่ 8 มิถุนายน 2009 อีพีประกอบด้วยเพลง 4 แทร็กกับหนังสือที่รวบรวมเนื้อเพลง, ภาพวาดประกอบเพลงจากศิลปินที่มิคาชื่นชอบหนา 68 หน้า เพลง Blue Eyes ถูกใช้ในการประชาสัมพันธ์อีพีนี้และได้ติดอันดับเพลยลิสต์ของสถานีวิทยุ BBC 2 [28] สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองของมิคา The Boy Who Knew Too Much วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2009 อัลบั้มนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่บันทึกเสียงที่ลอสแอนเจิลลีสโดยมี เกร็ก เวลส์ เป็นโปรดิวเซอร์และนักดนตรีให้ [29] และยังเคยทำสตูดิโออัลบั้มเปิดตัวให้มิคา เนื้อหาในอัลบั้มพูดถึงชีวิตวัยรุ่นของมิคาที่เป็นภาคต่อจากอัลบั้มแรก Live in Cartoon Motion [30] ในปี 2009 มิคาได้รับรางวัลบาฟต้าในสาขาศิลปินชายยอดเยี่ยม ในตอนแรกอัลบั้มนี้มีชื่อว่า We are Golden แต่หลังจากที่ซิงเกิ้ลแรก We are Golden [31] ออกอากาศบนสถานีวิทยุ BBC 1และมิคาได้ให้สัมภาษณ์กับดีเจโจ ไวลีย์ว่า ที่เปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่นี้เพราะอยากให้น่าขบขันกว่าเดิม ดังนั้นในวันที่ 6 สิงหาคม 2009 อัลบั้มจึงถูกเปลี่ยนไปใช้ชื่อใหม่ The Boy Who Knew Too Much [32] [33] We are Golden ออกอากาศครั้งแรกบนสถานีวิทยุในสหราชอาณาจักรเมื่อ 20 กรกฎาคม 2009 บนสถานีวิทยุ BBC 2 [34] ดิจิตอลดาวน์โหลดถูกจำหน่ายในวันที่ 6 กัันยายน และวันต่อมาได้มีการวางจำหน่ายซีดีอัลบั้ม ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่อันดับสี่บนชาร์ตซิงเกิ้ลแห่งสหราชอาณาจักรในวันที่ 13 กันยายน 2009 ต่อมามิคาได้ขึ้นแสดงสดในเทศกาลดนตรีไอทูนส์ 2009 และได้ขึ้นแสดงที่เดอะราวนด์เฮ้าส์ในเคมเดน, ลอนดอนและรายการ Friday Night with Jonathan Ross ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน มีการรายงานว่าเขาจ่ายเงินเป็นจำนวนมากถึง 25,000 ปอนด์ เพื่อซื้อเครื่่องดื่มเลี้ยงแฟนเพลงในงานฉลองการวางจำหน่ายซิงเกิ้ลใหม่ของเขาที่ผับแถวบ้านหลังจากประกาศเชิญแฟนเพลงเข้าร่ามงานนี้บนหน้าทวิตเตอร์ในวันที่ 7 กันยายน [35] [36] Blame it on the Girl ถูกปล่อยเป็นซิงเกิ้ลลำดับสองที่สหรัฐอเมริกา ในขณะที่สหราชอาณาจักรซิงเกิ้ลลำดับสองเป็นเพลง Rain และ Blame it on the Girl ได้เป็นซิงเกิ้ลลำดับสามในสหราชอาณาจักรในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2010 [37] 30 พฤศจิกายน 2009 มิคาแสดงเพลง Let it Snow ร้องคู่กับฮิคารุ ยูทาดะศิลปินเพลงป็อบชาวญี่ปุ่น [38] 21 มีนาคม 2010 มิคาแสดงเพลง Gave it All Away ร่วมกับวงบอยโซนผ่่านสถานีโทรทัศน์ ITV 1 ในงานไว้อาลัยในกับสตีเฟ่น เกทลี่ หนึ่งในสมาชิกบอยโซนที่เพิ่งชีวิตไปจากอาการหัวใจวาย พฤษภาคม 2010 มิคาปล่อยซิงเกิลประกอบภาพยนตร์ล่าสุด Kick Ass ที่มีชื่อเหมือนกับภาพยนตร์ Kick Ass ของมาร์เวลคอมิกส์ [39] [40]

อัลบั้ม TBA : 2011[แก้]

มิคาเริ่มเตรียมงานในอัลบั้มใหม่แต่ว่ายังไม่ได้ตั้งชื่อ และจะบันทึกเสียงในเดือนมีนาคม 2011 เขาเปิดเผยว่าเนื้อหาของอัลบั้มนี้จะไม่ซับซ้อนเหมือนกับอัลบั้มในชุดก่อนๆ และคาดว่าจะวางจำหน่ายในช่วงปลายปี 2011

ภาพลักษณ์ในสังคม[แก้]

มิคาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเขาจงใจใช้คำหยาบทางเพศในเพลง Billy Brown เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อในอเมริกา ซึ่งเพลงนี้มีเนื้อหาที่พูดถึงชายที่แต่งงานแล้วและไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน โดยเขาอ้างว่า แต่งเพลงนี้ขึ้นเพื่อสื่อถึงความนับถือในตัวเองเท่านั้นและไม่ได้กังวลถึงคำหยาบสักเท่าไรนัก และให้สัมภาษณ์กับนิตยสารเกย์ในอเมริกา Out ว่า เขามีวิธีพูดถึงเรื่องเพศโดยปราศจากข้อบังคับใด [41] [42] กันยายน 2009 ระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่รายการ Gay & Night มิคาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเพศของเขาว่า "ผมไม่เคยให้ตั้งกฎเกณฑ์ให้กับตัวเอง พูดง่ายๆ ว่า ไม่เคยตั้งขีดจำกัดในชีวิตของผม ไม่จำกัดว่าจะต้องหลับนอนกับใคร จะเรียกผมว่าอะไรก็ได้ ผมเรียกตัวเองว่า ไบเซ็กซวล"[43] ต่อมาเขายืนยันผ่านรายการ This is London ว่า "ไม่ได้กำหนดตัวเอง เพราะสามารถมีความรักกับใครก็ได้ จริงๆ นะ ไม่ว่ากับคนแบบไหน หรือว่ารูปร่างยังไง และไม่เคยเรื่องมากกับเรื่องพวกนี้เลย"[44]

ในเดือนมีนาคม 2010 มิคาได้รับเหรียญเชิดชูเกียรคิ Knight in the Order of Arts จากผลงานดนตรีอันโดดเด่นของเขา โดยรัฐบาลฝรั่งเศส และเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่เคยได้รับรางวัลนี้ [45]

ผลงาน[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

  • 2007 : Life in Cartoon Motion
  • 2009 : The Boy Who Knew Too Much
  • 2011 : TBA

อีพี[แก้]

  • 2006 : Dodgy Holiday
  • 2009 : Songs for Sorrow

รางวัลที่ได้รับ[แก้]

ปี สถาบัน งานที่ได้รับการเสนอชื่อ รางวัล ผล
2007 BBC Sound of 2007 Mika Sound of 2007 ชนะ
World Music Awards Best-Selling New Artist ชนะ
Best-Selling Male Pop/Rock Artist ชนะ
Best-Selling British Artist ชนะ
MTV Europe Music Awards 2007 Best Solo Artist เข้าชิง
"Grace Kelly" Best Track เข้าชิง
The Record of the Year 2007 Record of the Year เข้าชิง
2008 The 50th Grammy Awards "Love Today" Best Dance Recording เข้าชิง
2008 BRIT Awards Mika British Male Solo Artist เข้าชิง
Life in Cartoon Motion British Album เข้าชิง
"Grace Kelly" British Single เข้าชิง
Mika British Breakthrough Act ชนะ
2009 MTV Europe Music Awards 2009 Best Male เข้าชิง
2010 2010 BRIT Awards British Male Solo Artist เข้าชิง
ก่อนหน้า มิคา ถัดไป
คอรินน์ เบลีย์ เร 2leftarrow.png Sound of... (BBC poll)
(2007)
2rightarrow.png อะเดล


อ้างอิง[แก้]

  1. Pareles, Jon (2007-03-31). "A rising British pop star revives a Mercurial style". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2007-06-22. 
  2. Mccaffrey, Julie; and Adam Luck (2007-01-29). "Mika, Teenage prodigy of the Royal Opera". The Daily Mirror. สืบค้นเมื่อ 2007-06-22. 
  3. Cotton, Fearne; and Adam Luck (2009-09-28). "Mika at Live Lounge". BBC Radio 1. สืบค้นเมื่อ 2009-09-29. 
  4. http://www.digitalspy.co.uk/music/news/a263980/mika-music-gives-me-a-sense-of-identity.html
  5. (ฝรั่งเศส) Mika -> Vidéos -> Medley, mytaratata.com]
  6. Porter, Hugh (2007-01-23). "A Prejudice Goes Pop", Time. Retrieved on 2009-05-17.
  7. Mccaffrey, Julie; and Adam Luck (2007-01-29). "Mika, Teenage prodigy of the Royal Opera". The Daily Mirror. สืบค้นเมื่อ 2007-06-22. 
  8. Mccaffrey, Julie; and Adam Luck (2007-01-29). "Mika, Teenage prodigy of the Royal Opera". The Daily Mirror. สืบค้นเมื่อ 2007-06-22. 
  9. 9.0 9.1 "Triumph of a tortured soul". The Times (London). 2007-01-05. สืบค้นเมื่อ 2007-06-22. 
  10. (August 21, 2007). "Mika: 10 things you never knew about your favourite star", The Gold Coast Bulletin, p. 28.
  11. "Mika sister impaled on railings after fourth floor fall". BBC Online. 11 October 2010. สืบค้นเมื่อ 11 October 2010. 
  12. Porter, Hugh (2007-01-23). "A Prejudice Goes Pop", Time. Retrieved on 2009-05-17.
  13. Mika - Biography, Photos, News, Videos, Reviews Contact music
  14. "Live interview with". Rove. Channel Ten, Australia. 2007-03-06.
  15. "Live interview with". Rove. Channel Ten, Australia. 2007-03-06.
  16. Adams, Cameron A (2007-03-15). "Cartoon hero". Herald Sun. สืบค้นเมื่อ 2007-04-06. 
  17. Jones, Emma (2007-01-05). "Sound of 2007: Mika". BBC News. สืบค้นเมื่อ 2007-06-22. 
  18. Youngs, Ian (2007-01-04). "Singer Mika tops BBC talent". BBC News. 
  19. "Mika uses Freddie's piano?". Metro. 2007-01-24. สืบค้นเมื่อ 2007-06-22. 
  20. Sullivan, Caroline (2006-12-07). "Mika". The Guardian (London). สืบค้นเมื่อ 2007-06-22. 
  21. Bray, Elisa (2007-03-01). "V is for victory – and for virtuoso". The Independent (London). สืบค้นเมื่อ 2007-06-22. 
  22. Phares, Heather (N/A). [มิคา ที่ ออลมิวสิก "Mika"]. AllMusic. สืบค้นเมื่อ 2008-05-12. 
  23. "Introducing the sound of 2007: Mika". The Belfast Telegraph. 2007-01-23. Archived from the original on 2007-02-03. สืบค้นเมื่อ 2007-03-20. 
  24. "Episode 16.142". The Tonight Show with Jay Leno. NBC. 2007-03-26. No. 142, season 16.
  25. "Episode 5.111". Jimmy Kimmel Live. ABC. 2007-03-27. No. 111, season 5.
  26. "Player – Art explosion from Mika". BBC News. 2007-07-12. สืบค้นเมื่อ 2010-01-09. 
  27. "PRE-ORDER THE 'SONGS FOR SORROW' EP". MikaSounds.com. สืบค้นเมื่อ 2009-06-14. 
  28. 10:00 – 13:00. "BBC Radio 2 Playlist". Bbc.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2010-01-09. 
  29. "Caspar Llewellyn Smith tails singer Mika, from Los Angeles to London and beyond | Music | The Observer". Guardian. 2009-06-14. สืบค้นเมื่อ 2010-01-09. 
  30. 10:00 – 13:00. "BBC Radio 2 Playlist". Bbc.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2010-01-09. 
  31. "Mika Goes Golden". MikaSounds.com. สืบค้นเมื่อ 2009-06-15. 
  32. "BBC - Newsbeat - Music - Mika promises fans 'gig at home'". BBC News. 2009-07-20. สืบค้นเมื่อ 2009-09-27. 
  33. "MikaSounds / Latest News / The Boy Who Knew Too Much". Mikasounds.com. สืบค้นเมื่อ 2009-09-27. 
  34. "Radio 2 Programmes – Ken Bruce, 20/07/2009". BBC. 2009-07-20. สืบค้นเมื่อ 2010-01-09. 
  35. "MikaSounds / Latest News / Check Out The Baying Mob At Mika's Single Launch!". Mikasounds.com. สืบค้นเมื่อ 2010-01-09. 
  36. "Mika spends £25k on bar tab for Twitter followers | The Sun |Showbiz|Bizarre". London: The Sun. 2009-09-09. สืบค้นเมื่อ 2010-01-09. 
  37. "MikaSounds / Blog / Next Single - 'Blame It On The Girls' - Out February 15th". Mikasounds.com. 2010-01-05. สืบค้นเมื่อ 2010-05-16. 
  38. "Mika celebrity Twitter – mikasounds: Was joined on stage by Hikaru Utada tonight. We sang". Celebritytwitter.com. 2009-11-30. สืบค้นเมื่อ 2010-01-09. 
  39. MikaSounds / Latest News / Mika's new 'KICK-ASS' single MikaSounds.com - 1 March 2010 - Retrieved on 6 April 2010
  40. "Ass to be a screen hit". The Sun (London). 2010-03-15. 
  41. Krochmal, Shana Naomi (2008-01-28). "Mika's Second Verse (Same As The First?)". Out. สืบค้นเมื่อ 2008-02-15. 
  42. Krochmal, Shana Naomi (2008-01-28). "Mika's Second Verse (Same As The First?)". Out. สืบค้นเมื่อ 2008-02-15. 
  43. Wareham, Hannah Clay (September 23, 2009). "Mika: ’Call me bisexual’", Bay Windows. Retrieved August 18, 2010.
  44. Eyre, Hermione (12.03.2010). "Mika takes off - the rise of the Prince of Pop". Evening Standard. สืบค้นเมื่อ 11 October 2010. 
  45. "’Mika - Pop Knight Mika", Contact Music. Retrieved August 19, 2010.