มาเซล ดูช็องป์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มาเซล ดูช็องป์(Marcel Duchamp)
ชื่อเกิด Henri Robert Marcel Duchamp
เกิด 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1887(1887-07-28)
Blainville-Crevon, ฝรั่งเศส
เสียชีวิต 2 ตุลาคม ค.ศ. 1968 (81 ปี)
Neuilly-sur-Seine, ฝรั่งเศส
สัญชาติ ฝรั่งเศส, กลายเป็นสัญชาติอเมริกันในปี 1955
มีชื่อด้าน จิตรกรรม,ประติมากรรม,ภาพยนตร์
รูปแบบ Dada, เซอร์เรียลลิซึมSurrealism
Works Nude Descending a Staircase, No. 2 (1912)
Fountain (1917)
The Bride Stripped Bare By Her Bachelors, Even (1915–23)
Etant donnés (1946–66)

มาเซล ดูช็องป์ (Marcel Duchamp)[แก้]

มาเซล ดูช็องป์ (ฝรั่งเศส: Marcel Duchamp) (28 กรกฎาคม 1887 – 2 ตุลาคม 1968) เกิดที่ Blainville Crevon,ประเทศฝรั่งเศส

มาเซลjpg.jpeg

ชีวประวัติ[แก้]

เขาได้เติบโตมาในครอบครัวที่สมาชิกมีความเป็นศิลปินภายในตัวสูง ครอบครัวของดูช็องป์ชอบที่จะเล่นหมากรุก,วาดภาพ,ทำดนตรี ตอนอายุ10ขวบ เขาได้เดินตามรอยพี่ชายของเขา เมื่อเขาออกจากบ้านและเริ่มศึกษาที่ Lycée Pierre-Corneille ใน รูอ็อง เขาเชี่ยวชาญทางด้านสาขาวิชาคณิตศาสตร์ จนได้รับรางวัลทางด้านสาขาวิชานี้ถึงสองรางวัล อีกทั้งยังได้รับรางวัลทางด้านการวาดภาพศิลปะจากคุณครูของเขา ที่พยายามจะกันเด็กนักเรียนให้ออกจากศิลปะแบบ อิมเพรสชันนิซึม(Impressionism),อิมเพรสชันนิซึมยุคหลัง(Post-Impressionism) และอิทธิพลจำพวกอวองการ์ด(Avangarde)อื่นๆ อย่างไรก็ตาม เขาเริ่มวาดภาพอย่างจริงจังในครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปี โดยเป็นการวาดเส้นและการใช้สีน้ำ ในช่วงฤดูร้อน เขาได้วาดภาพทิวทัศน์ในรูปแบบของอิมเพรสชันนิซึม(Impressionism) โดยใช้สีน้ำมัน และไม่กี่ปีถัดมาเขาได้กลายเป็นประชากรของอเมริกา ในปี 1905

ความสัมพันธ์และชีวิตการแต่งงาน[แก้]

ในเดือนมิถุนายน ปี1927, ดูช็องป์ได้สมรสกับ Lydie Sarazin-Lavassor และได้หย่ากันในหกเดือนต่อมา ซึ่งมีข่าวลือว่าตัวเขาถูกคลุมถุงชนในการแต่งงานครั้งนี้เนื่องจาก Sarazin-Lavassor เป็นบุตรสาวของโรงงานผลิตรถยนต์ผู้ร่ำรวย ในเดือนมกราคม ปี1928, ดูช็องป์กล่าวว่าเขาไม่สามารถจะอดทนต่อการรับผิดชอบและการคลุมถุงชนเช่นนี้ได้อีกต่อไป และในไม่ช้าหลังจากนั้นเขาก็ได้ทำการหย่า หลังจากกการตายของ Sarazin-Lavassorดูช็องป์ได้แต่งงานกับ Mary Reynolds เขาอาศัยอยู่ด้วยกันจนกระทั่งภรรยาของเขาจากไปด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกในปี1950 ในปี1954ดูช็องป์และ Alexina "Teeny" Sattlerได้แต่งงานกันและอยู่ด้วยกันจนเขาเสียชีวิต. ในวันที่2 ตุลาคม 1968 ที่ Neuilly-sur-Seine ในประเทศฝรั่งเศส

Diane-Arbus-Marcel-Duchamp-et-Alexina-Suttler-1965.jpg

ลักษณะของผลงาน[แก้]

ผลงานของ Duchamp ทำให้ประเด็นเรื่องสุนทรียะกลายเป็นปัญหา เพราะไม่สามารถที่จะกล่าวได้อย่างง่ายๆ อีกต่อไปว่า “งานศิลปะชิ้นนี้สวย” เพราะคงไม่มีใครที่จะกล่าวว่า “โถส้วม” ในงานแสดงศิลปะว่าเป็นงานศิลปะ ถึงแม้ว่า “โถส้วม” นั้นจะมีความสวยงามมากก็ตาม แต่งานแสดงศิลปะย่อมไม่ใช่งานแสดงผลิตภัณฑ์สุขภัณฑ์ ทั้งนี้สุขภัณฑ์ที่เข้าไปอยู่ในงานแสดงศิลปะเมื่อต้นศตวรรษที่ยี่สิบก็คงไม่ได้ทำให้ใครเข้าใจได้ว่า “โถส้วม”

Fountain

ที่ว่านี้จะเป็นศิลปะได้อย่างไร การตัดสินให้อะไรเป็นศิลปะในลักษณะแบบนี้ก็เปรียบเสมือนการตั้งชื่อวิสามัญนามให้กับศิลปะวัตถุ สำหรับวิสามัญนามในที่นี้ก็คือ “ศิลปะ” ในแง่นี้ผลงานศิลปะของ Duchamp เกิดขึ้นจากการตัดสินใจด้วยตัวเองล้วนๆ ในการที่จะจัดให้อะไรเป็นศิลปะ อะไรไม่เป็นศิลปะ การตัดสินด้วยการจัดระเบียบใหม่ด้วยวิสามัญนามอย่างศิลปะก็หมายความถึง ความเป็นสมัยใหม่อย่างเต็มที่ เพราะเขาไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ข้อกำหนดความเป็นศิลปะจากภายนอก นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกเทศของศิลปะ ความเป็นเอกเทศของศิลปิน ความเป็นเอกเทศแสดงให้เห็นถึงลักษณะของความเป็นสภาวะสมัยใหม่ เขามีความคิดที่จะต่อต้านศิลปะ จนกลายเป็นเรื่องเป็นราว เกิดแนวทางใหม่ เหมือนเปิดประตูให้ศิลปินได้เข้าไปพบกับโลกใหม่อย่างคาดไม่ถึง เป็นลักษณะงานตามแบบของลัทธิดาด้า เขามักนิยมตั้งชื่อผลงานของเขาเป็นคำผวนหรือเล่นคำให้เกิดความหมายแปลกๆหรือประชดประชัน เช่น L.H.O.O.Q. ซึ่งสามารถออกเสียงได้หลากหลาย และมีความหมายแตกต่างกัน โดยผลงานชิ้นนี้เป็นการเขียนหนวดเคราลงไปบนใบหน้าของโมนาลิซา ซึ่งเป็น ภาพที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในการที่เขากระทำเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นการลดความขลังของผลงาน

L.H.O.O.Q

งานกับสังคมและการเมือง[แก้]

เนื่องจากมีความเชื่อในการสร้างงานศิลปะว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ศิลปินสร้างสรรค์ออกมานั้นคือศิลปะ" ผลงานของศิลปิน ในช่วงแรกได้รับการต่อต้าน และเกิดความโต้แย้งกันมากเกี่ยวกับความเป็นศิลปะ เพราะผลงานออกมามีลักษณะแปลกใหม่ เช่น การเขียนภาพโดยวิธีผิดปกติ หรือการนำวัตถุที่พบเห็นทั่วไป หรือวัตถุสำเร็จรูปมาเป็นงานศิลปะ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะศิลปิน ไม่เห็นด้วยกับการสร้างงานศิลปะโดยใช้วัสดุ หรือวิธีการในแบบเดิม แนวคิดเช่นนี้ทำให้นักวิจารณ์ศิลปะมีความเห็นว่า เป็นการต่อต้านศิลปะ (Anti Art) แม้ศิลปะในลักษณะนี้ จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักทั้งจากนักวิจารณ์ศิลปะกลุ่มคนที่สร้างสรรค์ศิลปะฝ่ายสูงและผู้ชมงานศิลป์ ถึงความไม่เหมาะสม แต่โลกสำหรับที่กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ศิลปะเป็นหนึ่งในทรัพยากรทางวัฒนธรรรมของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นและผันแปรไปอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง โดยสะท้อนภาพความเป็นจริงที่สังคมทุกสังคมย่อมมีความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นหรือเศรษฐกิจ งานศิลปะในทุกห้วงเวลาที่ผ่านมา จึงมีทั้ง การผลิตซ้ำ ถอดรื้อ และให้คนตีความหมาย ศิลปะในบริบทของสังคมทุกสมัยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการแต่งตัว ภาพวาด ดนตรี สื่อภาพยนตร์ ฯลฯ แทบทุกอย่าง ให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันมีที่ทางของตัวเองที่จะระบายสิ่งที่แฝงเร้นในตัวมนุษย์ออกมาในรูปของสุนทรียะนานาพันธุ์ ซึ่งอาจมีความหมายที่พิลึกพิลั่นจนบางครั้งเกินเลยไปสู่เขตแดนแห่งความอัปลักษณ์ น่าชัง แต่สุดท้ายแล้ว ก็คือความจริงที่บอกให้รู้ว่า สิ่งที่อยู่คู่กับความงามของมนุษย์ก็คือความอัปลักษณ์ของเรา และหากจะเชื่อว่า ความงามคือความจริง และความจริงคือความงามชนิดหนึ่ง ซอกมุมอัปลักษณ์ของมนุษยชาติอย่างเราๆ ก็มีความงามที่น่าสะอิดสะเอียนแฝงอยู่ดาษดื่น และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลงานศิลปะเหล่านี้สะท้อนให้เราได้เห็นถึงความบอบช้ำ ความรุนแรง และความเลวร้าย ที่กำลังเกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน ที่เราแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นและปล่อยผ่านมันไป จนกลายเป็นแผลเรื้อรังฝังลึกอยู่ในจิตใจของมนุษย์ บางทีศิลปะเช่นนี้อาจจะช่วยเตือนสติ ให้เราได้หันกลับมามอง เพื่อที่ว่า แผลที่เกิดขึ้นมานั้น จะได้ไม่เน่าจนเกิดหนองออกมาปรากฏแก่สายตาของคนทั้งโลกไปมากกว่านี้

อ้างอิง[แก้]

  • Anne d'Harnoncourt and Kynaston McShine. Marcel Duchamp (New York : Museum of Modern Art),1973.
  • Thomas Koster and Lars Roper. 50 Artists You should know (Munich ; London : Prestel),2006.
  • http://grmtqye.vcharkarn.com/vblog/113647.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]