มาร์คัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เหรียญสมัยโรมันที่มีรูปศีรษะจองมาร์คัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัส

มาร์คัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัส (ประมาณ 268-208 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นกงสุลแห่งสาธารณรัฐโรมันถึงห้าสมัย เป็นผู้นำทางการทหารคนสำคัญของโรมันระหว่างสงครามกอล (225 ปีก่อนคริสตกาล) และสงครามพิวนิกครั้งที่สอง มาร์เซลลัสได้รับตำแหน่งที่ได้รับการยกย่องสูงสุดของนายพลโรมันที่จะได้รับ สโปเลีย โอปิมา สำหรับการสังหารผู้นำทางการทหารกอลและกษัตริย์วิริโดมารัสในการต่อสู้แบบประชิดตัวในยุทธการคลาสติดิอุม (222 ปีก่อนคริสตกาล) นอกจากนี้ เขายังเป็นที่รู้จักจากการพิชิตเมืองปราการซีราคิวส์ระหว่างการล้อมอันยืดเยื้อ ซึ่งอาร์คิมิดีส นักประดิษฐ์ผู้โด่งดัง ถูกสังหารระหว่างการรบ มาร์คัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัสเสียชีวิตในการรบเมื่อ 208 ปีก่อนคริสตกาล เหลือไว้ซึ่งมรดกของการพิชิตทางทหารและตำนานที่ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นใหม่ของสโปเลีย โอปิมา

ชีวิตช่วงต้น : นายทหารที่มีชื่อเสียงและนักการเมือง[แก้]

ประวัติชีวิตช่วงต้นของมาร์คัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัสเป็นที่ทราบกันเพียงเล็กน้อยเนื่องจากข้อมูลชีวประวัติส่วนใหญ่ของเขานั้นเกี่ยวข้องกับการสงครามมากกว่า ประวัติชีวิตของมาร์เซลลัสที่สมบูรณ์ที่สุดนั้นเขียนขึ้นโดยพลูตาร์ค นักประวัติศาสตร์โรมัน ผลงานของพลูตาร์คที่ได้รับการรวบรวมขึ้น ซึ่งมีชื่อว่า "ชีวิตของมาร์เซลลัส" นั้น มุ่งความสนใจไปยังการทำสงครามและชีวิตการเมืองของมาร์เซลลัส มากกว่าจะเป็นชีวประวัติตัวเต็ม จากการสันนิษฐานตามชื่อผลงาน[1] พลูตาร์คได้ให้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับวัยเยาว์ของมาร์เซลลัส วันเกิดที่แท้จริงของเขานั้นไม่เป็นที่ทราบ กระนั้นนักวิชาการก็มั่นใจว่าเขาจะต้องเกิดก่อน 268 ปีก่อนคริสตกาล เนื่องจากเขาได้รับตำแหน่งกงสุลโรมันครั้งที่ห้าและครั้งสุดท้ายเมื่อ 208 ปีก่อนคริสตกาล หลังจากที่เขามีอายุได้ 60 ปี มาร์เซลลัสเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้ชื่อสกุลมาร์เซลลัส ถึงแม้ว่าบันทึกวงศ์ตระกูลของสายครอบครัวของเขานั้นจะสามารถสืบย้อนไปได้จนถึง 331 ปีก่อนคริสตกาล[2] ตามบันทึกของพลูตาร์ค มาร์เซลลัสเป็นนักสู้ที่มีทักษะในวัยเยาว์และถูกเลี้ยงดูขึ้นมาเพื่อมารับราชการทหาร[1] การศึกษาโดยทั่วไปของมาร์เซลลัสนั้นอาจขาดไป ในวัยเยาว์ มาร์เซลลัสมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วในฐานะนักรบที่ทะเยอทะยาน เป็นที่รู้จักกันดีในทักษะการสู้ประชิดตัว เขายังเป็นที่รู้จักกันว่าช่วยชีวิตพี่ชายหรือน้องชายของเขา โอตาซิเลียส เมื่อทั้งสองถูกล้อมโดยทหารข้าศึกในอิตาลี[1]

ในฐานะที่เป็นชายฉกรรจ์ในกองทัพโรมัน มาร์เซลลัสได้รับการยกย่องจากผู้บังคับบัญชาในด้านทักษะและความกล้าหาญ จากประวัติการรับราชการที่ดี เมื่อ 226 ปีก่อนคริสตกาล เขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งคยัวรูลอีไดล์ในสาธารณรัฐโรมัน ตำแหน่งอีไดล์นั้นถือว่าค่อนข้างมีเกียรติสำหรับชายอย่างมาร์เซลัส เนื่องจากอีไดล์เป็นผู้ดูแลอาคารสาธารณะและงานเทศกาลตลอดจนดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของประชาชน ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งแรกที่ชาวโรมันจะได้รับในตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง ส่วนตำแหน่งคยัวรูลค่อนข้างแปลกประหลาดเพราะเป็นการแสดงออกซึ่งมีความหมายว่าบุคคลนั้นเป็นชนชั้นแพทริเซียน หรือชนชั้นสูง มากกว่าจะเป็นพลีเบียน หรือสามัญชน มาร์เซลลัสได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงจากผู้บังคับบัญชาจนกระทั่งถูกมองว่าเป็นแพทริเซียน ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วครอบครัวของเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นพลีเบียน ราว ๆ เวลาที่เขาดำรงตำแหน่งอีไดล์ มาร์เซลลัสได้รับตำแหน่งออเกอะ (โหรหลวง) ซึ่งพลูตาร์คอธิบายว่าเป็นเพราะความสามารถในการแปลความลางบอกเหตุได้[1] เมื่อเขาอายุได้ประมาณ 40 ปี มาร์เซลลัสได้กลายมาเป็นทหารและบุคคลสาธารณะที่ได้รับการสรรเสริญ อาชีพช่วงต้นของมาร์เซลลัสปิดฉากลงเมื่อ 222 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเวลานั้นเขาได้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากขึ้นจากการเลือกตั้งเป็นกงสุลแห่งสาธารณรัฐโรมัน ตำแหน่งทางการเมืองและทางการทหารที่สูงสุดในสมัยโรมันโบราณ

ชีวิตช่วงกลาง : สโปเลีย โอปิมา[แก้]

หลังจากสงครามพิวนิกครั้งที่หนึ่งซึ่งมาร์เซลลัสร่วมรบในฐานะทหาร พวกกอลที่อยู่ทางเหนือได้ประกาศสงครามต่อโรมเมื่อ 225 ปีก่อนคริสตกาล ในปีที่สี่และปีสุดท้ายของสงคราม มาร์เซลลัสได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกงสุลหนึ่งในสองที่นั่ง ซึ่งเพื่อนร่วมงานของเขาคือ กงสุลคอร์นีเลียส สกิปิโอ คัลวัส กงสุลชุดก่อนหน้าได้เอาชนะแคว้นอินซูเบรีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่ากอล จนถึงแม่น้ำโป หลังจากความพ่ายแพ้ที่เลวร้ายนั้น อินซูเบรียถูกล้อม แต่มาร์เซลลัส ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นกงสุล เกลี้ยกล่อมให้รักษาการกงสุลทั้งสองคนไม่ยอมรับเงื่อนไขสันติภาพนี้ เมื่อมาร์เซลลัสและเพื่อนร่วมงานของเขาเข้าทำงานในตำแหน่งกงสุล อินซูเบรียจึงรวบรวมคน 30,000 คนจากพันธมิตรของกอล Caesatae เพื่อมาสู้กับโรมัน[2] มาร์เซลลัสได้รุกรานอินซูเบรียลึกเข้าไปถึงแม่น้ำโป เช่นเดียวกับที่กงสุลก่อนหน้าเคยประสบความสำเร็จ จากที่นั่น พวกกอลส่งทหาร 10,000 คนข้ามแม่น้ำโปและโจมตีคลัสติดีอุม ป้อมปราการของโรมัน เพื่อเบี่ยงเบนการโจมตีของโรมัน[2] สมรภูมินี้เองที่เป็นเวทีของการเผชิญหน้าระหว่างมาร์เซลลัสกับกษัตริย์กอล วิริโดมารัส ซึ่งเป็นการจารึกชื่อของเขาในประวัติศาสตร์

การเผชิญหน้านั้น ตามที่บอกเล่าโดยพลูตาร์ค มีรายละเอียดจำนวนมากจนอาจตั้งข้อสงสัยถึงความถูกต้องของการบรรยายนี้ พลูตาร์คเล่าว่าก่อนหน้าการรบ วิริโดมารัสมองเห็นมาร์เซลลัส ผู้ซึ่งสวมเครื่องหมายผู้บัญชาการบนเกราะ และขี่ม้าออกมาพบกับเขา มาร์เซลลัสมองเห็นเกราะที่สวยงามบนหลังของข้าศึกที่กำลังขี่ม้ามุ่งมาทางเขา และสรุปได้ว่านี่เป็นเกราะที่สวยที่สุด ซึ่งเขาเคยสวดอ้อนวอนแก่เทพเจ้าให้ส่งมาแก่เขา จากนั้นทั้งสองคนก็ต่อสู้กัน และหลังจากนั้น มาร์เซลลัส "ด้วยการแทงหอกของเขาซึ่งทะลุทะลวงเกราะอกของข้าศึกนั้น และโดยการอัดของม้าของเขาที่วิ่งสุดฝีเท้า ได้เหวี่ยงเขาที่ยังมีชีวิตอยู่ลงบนพื้น และด้วยโจมตีครั้งที่สองและสาม ข้าศึกก็สิ้นใจลงในทันทีทันใด"[1] มาร์เซลลัสปลดชุดเกราะออกจากศัตรูที่สิ้นชีพ ซึ่งเขาเรียกมันว่าสโปเลีย โอปิมา คำนี้ซึ่งหมายถึง "ของริบสูงสุด" เป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์โรมันว่าเป็นรางวัลที่เป็นที่เคารพและมีเกียรติสูงสุดที่นายพลสามารถได้รับ มีเพียงนายพลที่สังหารผู้นำของกองทัพฝ่ายตรงข้ามก่อนหน้าการบเท่านั้นที่จะได้รับเกียรติได้รับสโปเลีย โอปิมา

หลังจากที่ได้สังหารนักรบที่น่าเกรงขามลงแล้ว ผู้ซึ่งเขาทราบในภายหลังว่าเป็นกษัตริย์ มาร์เซลลัสได้อุทิศชุดเกราะนั้น ให้แก่จูปิเตอร์เฟเรทริอัส ซึ่งเขาได้ให้สัญญาไว้ก่อนหน้าการรบ ในเรื่องนี้มีปัญหาในการบอกเล่าเหตุการณ์ของพลูตาร์ค เมื่อมาร์เซลลัสมองเห็นนักรบที่แต่งกายสวยงามที่สุดแล้ว เขาไม่ได้มองว่าผู้นั้นเป็นกษัตริย์ แต่มองว่าเป็นชายที่มีชุดเกราะเช่นนั้น แต่ทันทีหลังจากการรบ มาร์เซลลัสได้อธิษฐานต่อจูปิเตอร์เฟเรทริอัส โดยกล่าวว่าเขาได้สังหารกษัตริย์หรือผู้ปกครอง[3] ความไม่สอดคล้องกันนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่องเล่าของพลูตาร์คอาจถูกเสริมแต่งขึ้นเพื่อความตื่นเต้นเร้าใจ ซึ่งก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน นอกจากนี้ เป็นไปได้ว่าพลูตาร์คเขียนเรื่องนี้ขึ้นเพื่อยกย่องมาร์เซลลัสในฐานะวีรบุรุษแห่งโรม แทนที่จะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์

หลังจากการต่อสู้ระหว่างมาร์เซลลัสกับกษัตริย์แห่งกอล ทหารโรมันซึ่งมีจำนวนเหนือกว่าได้ทำลายการล้อมที่คลัสติดีอุม โดยสามารถชนะศึกและดำเนินการผลักดันกองทัพกอลไปจนถึงเมืองหลวงเมดิโอลานัม ที่นั่น พวกโรมันเอาชนะพวกกอล และพวกกอลยอมจำนนต่อโรมันในที่สุด[1] เงื่อนไขสันติภาพระหว่างทั้งสองได้รับการยอมรับและสงครามกอลยุติลง โพลิบิอุส นักประวัติศาสตร์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ยอมรับว่าความสำเร็จโดยรวมเกือบทั้งหมดเป็นผลงานของเพื่อนร่วมงานของมาร์เซลลัส สคิปิโอ แต่เนื่องจากมาร์เซลลัสได้รับสโปเลีย โอปิมา มาร์เซลลัสจึงได้รับการเฉลิมฉลองมากกว่า หลังจากสงครามกอล ชื่อของมาร์เซลลัสเหมือนจะจางหายไปจากประวัติศาสตร์ไปพักหนึ่งจนกระทั่ง 216 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงชีวิตขั้นบั้นปลายของเขา

ชีวิตบั้นปลาย : สงครามพิวนิกครั้งที่สอง[แก้]

มาร์คัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัสปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งทั้งในด้านการเมืองและการทหารระหว่างสงครามพิวนิกครั้งที่สอง ซึ่งเขาได้เข้าร่วมรบในยุทธการครั้งสำคัญ ๆ เมื่อ 216 ปีก่นอคริสตกาล ปีที่สามของสงครามพิวนิกครั้งที่สอง มาร์เซลลัสได้รับเลือกตั้งเป็นพรีเตอร์ อันเป็นตำแหน่งซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาที่ได้รับการเลือกตั้งหรือผู้บัญชาการกองทัพ ซึ่งหน้าที่อันหลังนี้เองที่มาร์เซลลัสได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ในซิซิลี[2] โชคร้ายที่ระหว่างมาร์เซลลัสและคนของเขากำลังเตรียมเรือจะเดินทางไปซิซิลี กองทัพของเขาถูกเรียกตัวกลับไปยังโรมหลังจากความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่คันนาย นับเป็นหนึ่งในหายนะครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานของโรม[4] โดยคำสั่งของสภาซีเนต มาร์เซลลัสถูกบีบให้แบ่งทหารจำนวน 1,500 นายกลับไปยังโรมเพื่อป้องกันเมืองหลังจากพ่ายแพ้ให้กับฮันนิบาลแห่งคาร์เธจ กองทัพที่เหลืออยู่ของเขา ตลอดจนทหารเดนตายที่เหลือรอดมาจากคันนาย มาร์เซลลัสตั้งค่ายอยู่ใกล้กับซูเอสซูลา เมืองในแคว้นกัมปาเนียทางตอนใต้ของอิตาลี ในขณะเดียวกัน บางส่วนของกองทัพคาร์ธาจิเนียนเริ่มเคลื่อนทัพมาเพื่อที่จะยึดเมืองโนลา มาร์เซลลัสสามารถขับไล่การโจมตีกลับไปและสามารถป้องกันเมืองจากเงื้อมมือของฮันนิบาลได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าการรบครั้งนี้จะค่อนข้างไม่สำคัญเมื่อเทียบกับสงครามพิวนิกครั้งที่สองโดยรวม ชัยชนะนั้น "สำคัญต่อผลกระทบด้านขวัญกำลังใจ เป็นการรุกครั้งแรก แม้จะเล็กน้อยมาก ซึ่งฮันนิบาลไม่ยอมรับ"[2]

จากนั้น เมื่อ 215 ปีก่อนคริสตกาล มาร์เซลลัสถูกเรียกตัวไปยังโรมโดยผู้เผด็จการ เอ็ม. จูนิอัส เปรา ผู้ซึ่งต้องการจะปรึกษากับเขาเกี่ยวกับการจัดการสงครามในอนาคต หลังจากการประชุมครั้งนี้ มาร์เซลลัสได้รับตำแหน่งโปรกงสุล[2] ในปีเดียวกัน เมื่อกงสุล แอล. โพสตูมิอัส อัลบินส์ ถูกสังหารในการรบ มาร์เซลลัสถูกเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์โดยชาวโรมันให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจากเขา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกงสุลอีกคนหนึ่งในเวลานั้นเป็นพลีเบียนเช่นเดียวกับ สภาซีเนตจึงไม่อนุญาตให้มาร์เซลลัสดำรงตำแหน่งได้ ด้วยเหตุผลที่สภาซีเนตมองว่าการที่พลีเบียนดำรงตำแหน่งกงสุลทั้งสองคนจะเป็นลางร้าย[2] ดังนั้นมาร์เซลลัสจึงกลับไปดำรงตำแหน่งโปรกงสุลตามเดิม ซึ่งในเวลาต่อมาเขาได้ป้องกันเมืองโนลาอีกครั้งหนึ่งจากทัพหลังของกองทัพฮันนิบาล ในปีต่อมา เมื่อ 214 ปีก่อนคริสตกาล มาร์เซลลัสได้รับเลือกให้เป็นกงสุลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนร่วมงานของเขาคือ ฟาเบียส แม็กซิมัส เป็นครั้งที่สาม มาร์เซลลัสสามารถป้องกันโนลาได้จากฮันนิบาลและสามารถยึดครองเมืองคาซิเลียม ซึ่งมีขนาดเล็กแต่สำคัญ ได้

ซิซิลีและซีราคิวส์[แก้]

หลังจากชัยชนะที่คาซิเลียม มาร์เซลลัสถูกส่งไปยังซิซิลี ซึ่งฮันนิบาลได้จับตามอง เมื่อเดินทางมาถึงซิซิลี มาร์เซลลัสพบว่าเกาะอยู่ในสภาพสับสนอลหม่าน เฮียโรนีมัส ผู้ปกครองคนใหม่ของราชอาณาจักรซีราคิวส์ซึ่งเป็นพันธมิตรของโรม เพิ่งสืบราชบัลลังก์ภายหลังการสวรรคตของพระอัยกา (ปู่) และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพนักงานคาร์ธาจิเนียน ฮิปโปคราตีสและอีพิซีดีส พระองค์ทรงประกาศสงครามต่อโรมันหลังจากชัยชนะของคาร์เธจในยุทธการคันนาย อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักเฮียโรนีมัสก็ทรงถูกปลดจากราชบัลลังก์ และผู้นำซีราคิวส์คนใหม่ต้องการที่จะปรองดองใหม่กับโรม แต่ไม่สามารถขจัดความน่าสงสัยไปได้ จากนั้นซีราคิวส์จึงเข้าฝ่ายคาร์ธาจิเนียน ในปี 214 ก่อนคริสตกาล ปีเดียวกับที่มาร์เซลลัสถูกส่งมายังซิซิลี เขาได้รุกรานเมืองลีออนตินี อันเป็นที่พักของผู้ปกครองซีราคิวส์สองคน หลังจากการโจมตีเมืองประสบความสำเร็จ มาร์เซลลัสได้สั่งการให้ฆ่าทหารโรมันหนีทัพจำนวน 2,000 คนที่หลบซ่อนอยู่ในเมือง ก่อนจะเคลื่อนทัพไปล้อมเมืองซีราคิวส์ต่อไป เมื่อถึงจุดนี้ หลายเมืองในจังหวัดซิซิลีประกาศก่อกบฏต่อการปกครองของโรมัน การล้อมครั้งนี้กินเวลานานถึงสองปี โดยความพยายามของโรมันถูกขัดขวางซึ่งบางส่วนเป็นประดิษฐกรรมทางทหารซึ่งสร้างขึ้นโดยนักประดิษฐ์ผู้มีชื่อเสียง อาร์คิมิดีส ในขณะเดียวกัน หลังจากที่เหลือส่วนน้อยของลีเจียนโรมันล้อมซีราคิวส์ไว้ภายใต้การบังคับบัญชาของอัพพิอัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัสและกองทัพขนาดเล็กได้เคลื่อนไปทั่วซิซิลี ปราบปรามข้าศึกและเมืองที่ก่อกบฏ อย่างเช่น ฮีโลรัส มีการา และเฮอร์เบสซัส

หลังจากที่มาร์เซลลัสกลับมาบัญชาการและดำเนินการล้อมต่อไป พวกคาร์ธาจิเนียนพยายามที่จะปลดปล่อยเมืองจากผู้รุกราน แต่ถูกตีกลับไป แม้ว่าจะมีการต้านทานอย่างเหนียวแน่นและประดิษฐกรรมอันชาญฉลาดของอาร์คิมิดีส ทหารโรมันสามารถยึดครองเมืองได้ในที่สุด ในช่วงฤดูร้อน 212 ปีก่อนคริสตกาล พลูตาร์คเขียนไว้ว่า ขณะที่มาร์เซลลัสเคยเข้าไปในเมืองก่อนหน้านี้เพื่อประชุมการทูตกับชาวเมืองซีราคิวส์ ก็พบกับจุดอ่อนในป้อมปราการของฝ่ายตั้งรับ มาร์เซลลัสเน้นการโจมตีมายังจุดเปราะบางนี้ในเวลากลางคืนโดยกองทหารขนาดเล็กที่ได้รับการเลือกสรร เพื่อโจมตีกำแพงและเปิดประตูเมือง[2] ระหว่างการโจมตี อาร์คิมิดีสถูกสังหารอย่างเป็นโศกนาฏกรรม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มาร์เซลลัสเสียใจ[5] พลูตาร์คเขียนว่า ทหารโรมันอาละวาดไปทั่วทั้งเมือง โดยทำการปล้นสะดมและนำผลงานศิลปะทุกชิ้นที่พบ การกระทำนี้มีความสำคัญเพราะซีราคิวส์เคยเป็นเมืองของกรีกที่มีวัฒนธรรม ศิลปะ และสถาปัตยกรรมแบบกรีก เมื่อเมืองถูกปล้น ผลงานศิลปะกรีกจำนวนมากถูกนำออกจากเมืองโดยมาร์เซลลัส นักวิชาการบางคนกล่าวว่าชัยชนะของมาร์เซลลัสมีความสำคัญทางวัฒนธรรมอย่างมากเนื่องจากเป็นการนำวัฒนธรรมกรีกเข้าสู่สังคมโรมัน[4]

หลังจากชัยชนะที่ซีราคิวส์ มาร์คัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัสยังคงอยู่ในซิซิลี ที่ซึ่งเขาสามารถเอาชนะข้าศึกคาร์ธาจิเนียนและกบฏได้เพิ่มเติม เมืองอกริเกนตัมที่สำคัญยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของคาร์เธจถึงแม้ว่าผู้นำคาร์เธจจะสามารถให้การสนับสนุนได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากการสงครามกับโรมันในสเปนและอิตาลีมีความสำคัญมากกว่า เมื่อถึงสิ้นปี 211 ปีก่อนคริสตกาล มาร์เซลลัสลาออกจากการบังคับบัญชาจังหวัดซิซิลี จากนั้นก็มอบตำแหน่งพรีเตอร์ของจังหวัดให้อยู่ภายใต้การรับผิดชอบของเอ็ม. คอร์นีเลียส เมื่อเขาเดินทางกลับมาถึงโรม มาร์เซลลัสไม่ได้รับเกียรติจากชัยชนะที่สมควรแก่ความดีความชอบเท่าใดนัก เนื่องจากศัตรูการเมืองของเขาหยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าเขาไม่ได้กำจัดภัยคุกคามในซิซิลีทั้งหมดมาโจมตี[2]

เสียชีวิตในการรบ[แก้]

ชีวิตช่วงสุดท้ายของมาร์คัส เคลาดิอัส มาร์เซลลัสนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อการเลือกตั้งเป็นกงสุลโรมันสมัยที่สี่เมื่อ 210 ปีก่อนคริสตกาล การเลือกตั้งของมาร์เซลลัสเข้าดำรงตำแหน่งนั้นก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจอย่างมากต่อมาร์เซลลัส เนื่องจากข้อกล่าวหาโดยคู่แข่งทางการเมืองที่ว่าการกระทำของเขาในซิซิลีนั้นโหดร้ายอย่างมาก[2] ตัวแทนจากนครซิซิลีได้มาร้องเรียนยังวุฒิสภาเกี่ยวกับการกระทำในอดีตของมาร์เซลลัส คำร้องทุกข์นี้ทำให้มาร์เซลลัสถูกบีบบังคับให้เปลี่ยนการควบคุมดินแดนให้แก่เพื่อนร่วมงานแทน เพื่อที่ว่ามาร์เซลลัสจะได้ไม่เป็นกงสุลซึ่งควบคุมซิซิลี ซึงในการเปลี่ยนอำนาจปกครองนั้น มาร์เซลลัสได้เข้าบัญชาการกองทัพโรมันในแคว้นอาพูเลีย[2]

ในระหว่างที่บังคับบัญชากองทัพแคว้นอาพูเลียนั้น มาร์เซลลัสได้นำกองทัพไปสู่ชัยชนะเด็ดขาดหลายครั้งเหนือพวกคาร์เธจ โดยครั้งแรก มาร์เซลลัสเข้ายึดเมืองซาลาเปีย จากนั้นจึงเคลื่อนทัพต่อไปและยึดเมืองอีกสองเมืองทางภาคกลางของอิตาลี ต่อมา เมื่อกองทัพของกงสุลฟลูเวียส นายพลอีกคนหนึ่งของโรมัน ถูกทำลายลงอย่างราบคาบโดยฮันนิบาล มาร์เซลลัสและกองทัพของเขาได้ก้าวเข้ามาเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าในการทำสงครามกับผู้นำคาร์เธจ จากนั้นมาร์เซลลัสและฮันนิบาลได้สู้รบกันที่นูมิสโตรที่ซึ่งไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ถึงแม้ว่าโรมจะเป็นฝ่ายอ้างชัยชนะก็ตาม หลังจากยุทธการครั้งนี้ มาร์เซลลัสยังคงติดตามฮันนิบาลต่อไป แต่กองทัพทั้งสองก็ไม่เคยเผชิญหน้ากันเพื่อรบอย่างเด็ดขาดแต่อย่างใด

209 ปีก่อนคริสตกาล มาร์เซลลัสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโปรกงสุลและกลับมาบัญชาการกองทัพของเขาอีกครั้งหนึ่ง ในปีเดียวกันนั้นกองทัพโรมันภายใต้บังคับบัญชาของมาร์เซลลัสเผชิญกับกองทัพของฮันนิบาลหลายครั้งในรูปแบบของการปะทะและการโจมตีอย่างไม่เปิดเผย มาร์เซลลัสกล่าวป้องกันการกระทำและยุทธวิธีของเขาต่อหน้าวุฒิสภาและเขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกงสุลเป็นสมัยที่ห้าเมื่อ 208 ปีก่อนคริสตกาล หลังจากนั้น มาร์เซลลัสกลับเข้าสู่สนามรบอีกครั้งและเข้าบัญชาการกองทัพที่เวนูเซีย ระหว่างภารกิจออกลาดตระเวนครั้งหนึ่ง พร้อมกับเพื่อนร่วมงานของเขา ที. ควินซเทียส พร้อมกับทหารม้าขนาดเล็ก 220 นาย[1][2] ทหารกลุ่มดังกล่าวถูกซุ่มโจมตีและเกือบจะถูกสังหารทั้งหมดโดยกองทัพทหารม้านูมิเดียของคาร์เธจที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก มาร์เซลลัสถูกแทงด้วยหอกและเสียชีวิตในสนามรบ[2] ในอีกไม่กี่วันถัดมา นายพลอีกคนหนึ่งก็เสียชีวิตลงด้วยพิษบาดแผล

เมื่อ 23 ปีก่อนคริสตกาล จักรพรรดิออกัสตัสเล่าว่าฮันนิบาลได้อนุญาตให้มาร์เซลลัสจัดงานศพให้อย่างเหมาะสมและถึงกับส่งเถ้ากระดูกกลับมาให้บุตรชายของมาร์เซลลัส[1] การสูญเสียกงสุลไปทีเดียวสองคนทำให้ขวัญกำลังใจของชาวโรมันตกต่ำลงไปมาก สาธารณรัฐได้สูญเสียผู้บัญชาการทหารอาวุโสไปถึงสองคน ขณะที่กองทัพคาร์เธจในอิตาลียังคงมีขนาดใหญ่

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์[แก้]

มาร์เซลลัสเป็นนายพลคนสำคัญระหว่างสงครามพิวนิกครั้งที่สอง และการได้รับเลือกตั้งเป็นกงสุลถึงห้าสมัยจากการเลือกตั้งทำให้เขาถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์โรมัน ชัยชนะอย่างเด็ดขาดของเขาในซิซิลี การทัพของเขาในอิตาลีทำให้ฮันนิบาลต้องหยุดชะงักและฟื้นฟูกำลังของวุฒิสภาโรมัน แต่ชัยชนะของมาร์เซลลัสในฐานะนักรบและผู้ได้รับสโปเลีย โอปิมาที่ทำให้เขาถูกจดจำในประวัติศาสตร์โรมันโบราณ จึงเป็นการเหมาะสมที่เขาจะกลายเป็นที่รู้จักกันว่า "ดาบแห่งโรม"[6]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 1.7 Plutarch "Life of Marcellus", The Parallel Lives, 30 Apr. 2008, 26 Nov. 2008.
  2. 2.00 2.01 2.02 2.03 2.04 2.05 2.06 2.07 2.08 2.09 2.10 2.11 2.12 Smith, William, Sir, ed. "M. Claudius M. F M. N. Marcellus", A Dictionary of Greek and Roman Biography and Mythology (Boston: Little, 1867) 927; Plutarch "The Life of Marcellus", The Parallel Lives, 30 Apr. 2008, 26 Nov. 2008
  3. Flower, Harriet I. "The Tradition of the Spolia Opima: M. Claudius Marcellus and Augustus", Classical Antiquity, Apr. 2000: 37.
  4. 4.0 4.1 Lendering, Jona. "Marcus Claudius Marcellus", Livius: Articles on Ancient History, 26 Nov. 2008.
  5. Rorres, Chris. "Death of Archimedes: Sources". Courant Institute of Mathematical Sciences. สืบค้นเมื่อ 2010-09-28. 
  6. Marcellus By Plutarch