ปมเอดิเพิส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพ "เอดิเพิสกับสฟิงห์" วาดโดย กุสตาฟ มอโร เมื่อ ค.ศ. 1864 ปัจจุบันถูกจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานทางศิลปะเมโทรโพลิแทน

ในทางทฤษฎีทางจิตวิทยา สำนักจิตวิเคราะห์ ปมเอดิเพิส (อังกฤษ: Oedipus complex; เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /ˈɛdəpəs-ˈkɒmplɛks/) ได้รับการอธิบายว่าเป็นความคิดและความรู้สึกหมกมุ่นในระดับจิตไร้สำนึกที่บุคคลเริ่มใฝ่ใจเชิงสังวาสในบิดาหรือมารดาเพศตรงข้ามกับตน และเริ่มขัดใจในบิดาหรือมารดาเพศเดียวกับตน อาการเช่นนี้จะพัฒนาขึ้นในเด็กชายวัยระหว่างสามถึงห้าปี โดยเด็กจะแสดงอาการหึงหวง และมีปฏิกิริยาในเชิงต้องการครอบครองแม่ไว้เป็นของตัวเองคนเดียว เกิดความรู้สึกชิงชัง อิจฉา และไม่พอใจพ่อของตัวเอง และต้องการที่จะแทนที่ในตำแหน่งของพ่อ แล้วต่อมาเด็กจะพยายามเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ ของพ่อ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ หรือรูปแบบการใช้ชีวิตต่างๆ เพื่อคาดหวังที่จะเป็นตัวแทนของพ่อ และได้อยู่กับแม่ตลอดไป อาจกล่าวได้ว่า ระยะนี้ เป็นระยะที่สำคัญมาก ต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก และเป็นขั้นตอนหัวเลี้ยวหัวต่อที่เหมาะที่จะปลูกฝังเรื่องต่างๆ ให้เด็ก นักจิตวิเคราะห์สำนักนี้เชื่อว่า โดยปกติ เมื่อเด็กชายเติบโตขึ้นและมีพัฒนาการทางจิตไปอย่างถูกต้อง ปมนี้จะคลายไปเองเมื่อเด็กเริ่มยอมรับหรือผูกพันตนเองกับบุคลิกของผู้เป็นพ่อโดยยอมรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกของตนในระดับจิตสำนึก (แทนที่จะเป็นแรงขับดันในระดับจิตไร้สำนึก) และพยายามทำตัวเลียนแบบพ่อแทนที่จะชิงชังพ่อ ทำให้ปมดังกล่าวไม่เป็นปัญหาต่อไป

ชื่อของทฤษฎีนี้ ผู้คิดค้นคือ นายแพทย์ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ จิตแพทย์ และนักจิตวิทยาชาวออสเตรีย ได้นำมาจากเทพปกรณัมกรีกเรื่องของ "เอดิเพิส" ที่ฆ่าเลเอิส บิดาของตนเอง และแต่งงานกับ โจคาสตา ซึ่งเป็นมารดาแท้ ๆ ของตนโดยเข้าใจผิด และต่อมาได้นำโศกนาฏกรรมและความหายนะมาสู่นครธีบิสทั้งเมือง มีผู้เปรียบเทียบปกรณัมกรีกเรื่องนี้กับตำนานพื้นบ้านไทย เรื่องพระยากงพระยาพาน หรือตำนานพระปฐมเจดีย์ (ผู้ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์และยกตัวอย่างนิทานพื้นบ้านไทยประกอบ มีอาทิ น.พ. ยรรยง โพธารามิก จิตแพทย์แห่งโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา)

ทฤษฎีนี้ถูกคัดค้านและปฏิเสธจากนักจิตวิทยาหลายคน แต่ตัวฟรอยด์เองกลับเชื่อมั่น พร้อมกับทำการวิจัยค้นคว้าจนสามารถเผยแพร่ออกมาได้ในที่สุด

สืบจากทฤษฎีนี้ คาร์ล กุสทัฟ ยุง (Carl Gustav Jung) นักจิตวิเคราะห์อีกคนหนึ่งร่วมสมัยกับฟรอยด์ ได้พัฒนาอีกทฤษฎีหนึ่งที่เหมือนกับด้านกลับของปมเอดิเพิส และมุ่งศึกษาพัฒนาการทางจิตในเด็กหญิง เรียกว่า ปมอีเลกตรา (Electra complex) ที่เชื่อว่า เด็กหญิงจะรู้สึกชิงชิงแม่ของตัวเอง เพราะรู้สึกอิจฉาที่ตัวเองไม่มีองคชาตเหมือนเด็กผู้ชาย ด้วยคิดว่าแม่เป็นฝ่ายเอาองคชาติของตนเองไป (ปมอีเลกตราได้ชื่อมาจากเทพปกรณัมกรีกอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของนางอีเลกตรา ซึ่งร่วมมือกับพี่ชายแท้ๆ ของตนเอง วางแผนฆาตกรรมนางไคลเทมเนสตรา แม่แท้ๆ ของทั้งสอง เป็นการแก้แค้นที่ไคลเทมเนสตราทรยศและฆ่าอะกาเมมนอน พ่อของทั้งสองคน) แต่เช่นเดียวกันกับในเด็กชาย นักจิตวิทยาสำนักนี้เชื่อว่าปมดังกล่าวจะคลี่คลายไปเองเมื่อเด็กหญิงเติบโตขึ้นและสามารถยอมรับแม่ได้ อย่างไรก็ดี บุคคล (ทั้งหญิงและชาย) ที่มีปมเหล่านี้ฝังใจจนโตเป็นผู้ใหญ่ อาจจะมีอาการสับสนทางเพศได้[1]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]