ตำนานแคนเตอร์บรี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตำนานแคนเตอร์บรี  
Canterbury Tales.png
ภาพพิมพ์แกะไม้จาก “ตำนานแคนเตอร์บรี” ที่พิมพ์ครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1483
ผู้ประพันธ์ เจฟฟรีย์ ชอเซอร์
ชื่อต้นฉบับ The Canterbury Tales
ภาษา ภาษาอังกฤษกลาง
หมู่เรื่อง เรื่องราวของนักแสวงบุญที่เดินทางไปสักการะนักบุญทอมัส เบ็คเค็ทที่แคนเตอร์บรี
วันเผยแพร่ คริสต์ศตวรรษที่ 14

ตำนานแคนเตอร์บรี (อังกฤษ: The Canterbury Tales) เป็นวรรณกรรมที่เขียนโดยเจฟฟรีย์ ชอเซอร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นเรื่องย่อยที่รวบรวมกันเป็นหนังสือ (สองเล่มเป็นร้อยแก้ว อีกยี่สิบสองเล่มเป็นร้อยกรอง) ที่เป็นตำนานที่เล่าโดยนักแสวงบุญแต่ละคนจากซัทเธิร์ค (Southwark) ในลอนดอนที่เดินทางกันไปแสวงบุญที่ชาเปลของนักบุญทอมัส เบ็คเค็ทที่มหาวิหารแคนเตอร์บรี[1] “ตำนานแคนเตอร์บรี” เขียนเป็นภาษาอังกฤษกลาง เรื่องราวต่างถือกันว่าเป็นหนึ่งในมหาวรรณกรรม (magnum opus) ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก “ตำนานสิบราตรี” (The Decameron) ที่เขียนโดยกวีชาวอิตาลีจิโอวานนิ โบคคาชโช ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่กล่าวกันว่าชอเซอร์ได้อ่านเมื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในอิตาลีก่อนหน้านั้น แต่ผู้ที่เล่าเรื่องในตำนานของชอเซอร์เป็น “มนุษย์เดินดิน” แทนที่จะเป็นเรื่องของชนชั้นขุนนางเช่นใน “ตำนานสิบราตรี” ของโบคคาชโช

เรื่องย่อ[แก้]

ในวันหนึ่งในเดือนเมษายนกลุ่มนักแสวงบุญพบปะกันหน้าโรงแรมทาบาร์ดไม่ไกลจากลอนดอนพร้อมกับเจ้าของโรงแรม เพื่อจะเดินทางจากลอนดอนไปยังแคนเตอร์บรีเพื่อจะไปสักการะหลุมศพของนักบุญทอมัส เบ็คเค็ทที่มหาวิหารแคนเตอร์บรี ชอเซอร์บรรยายสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มอย่างละเอียดที่มาจากชนชั้นต่างๆ ทั้งชนชั้นสูง ชั้นกลาง และชั้นต่ำ ที่มีอาชีพต่างๆ กันทั้งนักบวช แม่ชี คนเรือ คนสีข้าว ช่างไม้ เจ้าหน้าที่ ผู้ดีท้องถิ่น อัศวิน และอื่นๆ แฮรี เบลลีย์เจ้าของโรงแรมเสนอให้ทุกคนในกลุ่มเล่าเรื่องของตนเองระหว่างการเดินทางซึ่งก็เป็นที่ตกลงกันว่าแต่ละคนเล่าเรื่องคนละสี่เรื่องสองเรื่องขาไปและอีกสองเรื่องขากลับ ผู้ที่เล่าเรื่องที่น่าฟังที่สุดที่ตัดสินโดยเบลลีย์ก็จะได้กินอาหารฟรีโดยสมาชิกช่วยกันจ่ายให้ ผู้เล่าเรื่องคนแรกคือขุนนาง เรื่องแต่ละเรื่องก็สะท้อนให้เห็นถึงฐานะทางสังคมของผู้เล่า หรือบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เล่าขึ้นเพื่อเสียดสีผู้อื่นในกลุ่ม แต่ในตอนจบก็ไม่มีเรื่องใดที่ได้รับเลือกว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และนักแสวงบุญก็ไม่ได้เล่าเรื่องกันทุกคน ในบทสุดท้ายชอเซอร์ก็กล่าวขอขมาถ้าเรื่องราวที่เล่าไปก้าวก่ายผู้ใด

อ้างอิง[แก้]

  1. The shrine was destroyed in the 16th century during the dissolution of the monasteries.
  • Bisson, Lillian. Chaucer and the Late Medieval World. New York: St. Martin's Press, 1998. ISBN 0-312-10667-X
  • Cooper, Helen. The Canterbury Tales. Oxford Oxfordshire: Oxford University Press, 1996. ISBN 0-19-871155-7
  • Pearsall, Derek. The Canterbury Tales. London: G. Allen & Unwin, 1985. ISBN 0-04-800021-3
  • Rubin, Alexis P., ed. (1993): Scattered Among the Nations: Documents Affecting Jewish History. 49 to 1975. Wall & Emerson. ISBN 1-895131-10-3.