ขลุ่ยวิเศษ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ขลุ่ยวิเศษ (เยอรมัน: Die Zauberflöte, อังกฤษ: The Magic Flute) เป็นอุปรากรสององค์ที่เขียนโดยโวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ทผู้เป็นคีตกวีคนสำคัญของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในปี ค.ศ. 1791 จากเนื้อร้องที่เขียนโดยเอมานูเอล ชิคาเนเดอร์ขลุ่ยวิเศษ” เป็นอุปรากรแบบที่เรียกว่า ละครผสมเพลง (Singspiel) ซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมกันที่มีทั้งบทร้องและบทพูด

การแสดงครั้งแรกและปฏิกิริยา[แก้]

ขลุ่ยวิเศษ” เปิดแสดงเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1791ที่กรุงเวียนนาในประเทศออสเตรีย[1] ในการแสดงวันนั้นโมซาร์ทเองเป็นวาทยกร[2] ส่วนเอมานูเอล ชิคาเนเดอร์มีบทเป็นพาพาเกโน และน้องสะไภ้ของโมซาร์ทโจเซฟา เวเบอร์รับบทร้องเป็น “ราชินีแห่งราตรี”

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโมซาร์ทกล่าวถึงปฏิกิริยาต่ออุปรากรว่า:

แม้ว่าจะไม่มีงานวิพากษ์ของการแสดงในคืนแรก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าโมซาร์ทและเอมานูเอล ชิคาเนเดอร์ประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ที่ดึงดูดผู้ชมเป็นจำนวนมาก และมีการแสดงกันอีกหลายร้อยครั้งระหว่างคริสต์ทศวรรษ1790[3]

ความสำเร็จที่ได้รับจากอุปรากร “ขลุ่ยวิเศษ” ทำให้โมซาร์ทผู้ก่อนหน้านั้นสองสามอาทิตย์ล้มป่วยอยู่ที่ปรากมีความสุขขึ้นบ้าง อุปรากรฉลองครบรอบการแสดงรอบที่หนึ่งร้อยในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1792 แต่โมซาร์ทก็ไม่ได้มีโอกาสได้ทราบเพราะมาเสียชีวิตเสียก่อนเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1791 เพียงสองเดือนหลังจากการแสดงรอบแรก

ตั้งแต่การแสดงครั้งแรกของ “ขลุ่ยวิเศษ” อุปรากรเรื่องนี้ก็เป็นอุปรากรที่เป็นที่ชื่นชอบกันที่สุดเรื่องหนึ่งในบรรดาอุปรากรต่างๆ และในปัจจุบันก็ยังเป็นอุปรากรเรื่องที่เล่นบ่อยที่สุดเป็นลำดับที่แปดในทวีปอเมริกาเหนือ[4]

ตัวละคร[แก้]

อนุสารสำหรับการแสดงรอบแรกเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1791 สำหรับเนื้อหาดูที่อ้างอิง[5]
ตัวละคร ชื่อภาษาอังกฤษ ระดับเสียง
ทามิโน Tamino เทเนอร์
พาพาเกโน Papageno บาริโทน
พามินา Pamina โซปราโน
ราชินีแห่งราตรี The Queen of the Night[6] โซปราโน
ซาราสโตร Sarastro เบส
สตรีสามคน โซปราโน 2 คน, เมซโซโซปราโน
โมโนสตาโตส Monostatos เทเนอร์
เด็กชายสามคน treble, อัลโต, เมซโซโซปราโน
ผู้ประกาศที่เทวสถาน Speaker of the temple เบส-บาริโทน
นักบวชสามองค์ Three priests เทเนอร์, เบส 2 คน
พาพาเกนา Papagena โซปราโน
คนใส่เสื้อเกราะสองคน Two armored men เทเนอร์, เบส
ทาสสามคน เทเนอร์ 2 คน, เบส
นักบวช, สตรี, ผู้คน, ทาส, นักร้องประสานเสียง

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

ข้อสังเกต: การแสดงในปัจจุบันบางครั้งก็จะตัดบทพูดบางตอนที่เห็นว่าเป็นบทพูดที่ดูถูกเพศหรือดูถูกผิว

องก์ที่ 1[แก้]

ฉากที่ 1
หลังจากดนตรีนำแล้ว เนื้อเรื่องก็เริ่มขึ้นเมื่อทามิโนเจ้าชายหนุ่มผู้ถูกไล่ตามโดยพญางูจนหลงไปในดินแดนอันห่างไกล (ควอเท็ท: "Zu Hilfe! Zu Hilfe!") ล้มหมดสติลงด้วยความอ่อนล้า สตรีสามคนที่เป็นนางสนองพระโอษฐ์ของราชินีแห่งราตรีจึงปรากฏตัวและช่วยสังหารพญางู สตรีทั้งสามหลงรักรูปโฉมของทามิโนที่หมดสติอยู่ ต่างคนต่างก็หาทางให้อีกสองคนทิ้งไว้ให้ตนมีโอกาสอยู่ตามลำพังกับทามิโน หลังจากที่ถกเถียงกันแล้วก็ตกลงกันว่าวิธีที่ดีที่สุดคือทิ้งทามิโนไปพร้อมกันทั้งสามคน

ทามิโนฟื้นตัวขึ้นมา พาพาเกโนก็เข้ามาในเครื่องแต่งกายที่คล้ายนก และร้องบรรยายว่าตนเป็นคนจับนก และมีความคิดถึงภรรยา หรือ อย่างน้อยก็เพื่อนสตรี (ร้องเดี่ยว: "Der Vogelfänger bin ich ja") พาพาเกโนบอกทามิโนว่าตนเองพาพาเกโนเป็นผู้ทำการสังหารพญางูด้วยมือเปล่า ทันทีนั้นสตรีสามคนก็ปรากฏตัวขึ้นมาลงโทษพาพาเกโนโดยเอากุญแจล็อกปากพาพาเกโนไว้ แล้วสตรีทั้งสามก็บอกทามิโนว่าตนนั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการช่วยชีวิตทามิโน และ ให้ยื่นภาพของสตรีสาวพามินาให้ทามิโนดู ทามิโนก็ตกหลุมรักพามินา�ทันทีที่ได้เห็น (ร้องเดี่ยว: "Dies Bildnis ist bezaubernd schön")

การปรากฏตัวของราชินีแห่งราตรี ฉากออกแบบโดยคาร์ล ฟรีดริช ชิงเคิล (ค.ศ. 1781–ค.ศ. 1841) สำหรับการแสดงในปี ค.ศ. 1815

ราชินีแห่งราตรีที่มาปรากฏตัวก็บอกกับทามิโนว่าสาวสวยในภาพ ซึ่งมีชื่อว่า "พามินา" นั้น คือพระธิดาของตนเองที่ถูกซาราสโตรผู้เป็นศัตรูลักตัวไป ราชินีแห่งราตรีก็สั่งให้ทามิโนเดินทางไปยังเทวสถานเพื่อไปนำตัวพามินาคืนมา และสัญญากับทามิโนว่าจะให้แต่งงานกับพามินาถ้าทำได้ (ร้องพูดและร้องเดียว: "O zittre nicht, mein lieber Sohn") หลังจากที่ราชินีแห่งราตรีหายตัวไป สตรีทั้งสามก็มอบขลุ่ยวิเศษที่สามารถทำให้คนเปลี่ยนใจได้ให้แก่ทามิโน และไขกุญแจที่ปิดปากพาพาเกโนออก และมอบระฆังให้เพื่อให้พิทักษ์ตนเอง พาพาเกโนก็ถูกสั่งให้ติดตามไปช่วยทามิโนเอาตัวพามินากลับมา ทั้งสองคนจึงเริ่มเดินทาง (ร้องประสานเสียงห้า: "Hm hm hm hm") แล้วสตรีทั้งสามจึงแนะนำเด็กวิเศษสามคนให้ไปช่วยนำทางทามิโนและพาพาเกโนไปยังเทวสถาน

ฉากที่ 2: ท้องพระโรงในวังของซาราสโตร
พามินาถูกลากเข้าไปโดยโมโนสตาโตสผู้เป็นทาสชาวมัวร์ของซาราสโตร (ร้องประสานเสียงสาม: "Du feines Täubchen, nun herein!") พาพาเกโนผู้เดินทางไปทำการหาตัวพามินาล่วงหน้าก่อนเข้ามาในห้อง ทั้งพาพาเกโนและโมโนสตาโตสต่างก็มีความหวาดกลัวรูปลักษณ์อันแปลกประหลาดของกันและกัน ทั้งสองคนก็วิ่งหนีลงจากเวที แต่ไม่นานพาพาเกโนก็กลับเข้ามาใหม่และบอกพามินาว่าราชินีแห่งราตรีได้ส่งทามิโนมาช่วยเหลือ พามินาเต็มไปด้วยปิติยินดีเมื่อทราบว่าทามิโนหลงรักตนเอง และแสดงความเห็นอกเห็นใจและให้ความหวังแก่พาพาเกโนผู้อยากจะมีสตรีเอาไว้รัก ทั้งสองคนจึงร้องเพลงแสดงความรัก (ร้องประสานเสียงสอง: "Bei Männern welche Liebe fühlen") จากนั้นทั้งสองคนก็แยกกัน

ฉากที่ 3: สวนและทางเข้าเทวสถาน
เด็กวิเศษสามคนก็นำทามิโนไปยังเทวสถานของซาราสโตร และรับรองว่าถ้าทามิโนมีความตั้งมั่นแล้วก็จะสามารถนำตัวพามินาคืนมาได้ เมื่อไปถึงเทวสถานทามิโนก็ไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าที่ประตูแห่งธรรมชาติและเหตุผล โดยเสียงที่ประกาศออกมาโดยไม่เห็นตัวเจ้าของเสียงร้องว่า "กลับไป!" แต่เมื่อทามิโนพยายามเข้าทางประตูแห่งสติปัญญา นักบวชสูงอายุก็ปรากฏตัวขึ้นและพยายามหว่านล้อมให้ทามิโนเชื่อว่าซาราสโตรเป็นผู้มีความเมตตากรุณาและไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายอย่างที่เข้าใจกัน และความเห็นของสตรีทั้งหลายนั้นไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ทามิโนเอามาเชื่อถือ เมื่อนักบวชออกไปแล้วทามิโนก็เป่าขลุ่ยวิเศษโดยหวังจะเรียกตัวพามินาและพาพาเกโน แต่เสียงของขลุ่ยวิเศษกลับไปเรียกสัตว์วิเศษที่เชื่องมา จากนั้นทามิโนก็ได้ยินเสียงดนตรีที่พาพาเกโนเป่าอยู่นอกเวทีเป็นการตอบเสียงขลุ่ยของทามิโน พาพาเกโนรู้สึกดีใจที่จะได้พบพามินาและทามิโนจึงรีบวิ่งไป

พาพาเกโนปรากฏตัวกับพามินาตามเสียงขลุ่ยของทามิโนมาแต่ไกล แต่ในทันทีทันใดทั้งสองคนก็ถูกจับตัวโดยโมโนสตาโตสและทาส พาพาเกโนจึงพยายามหว่านมนต์ขลังต่อทาสโดยการสั่นกระดิ่ง ทาสต้องมนต์ขลังของกระดิ่งต่างก็เต้นรำไปตามจังหวะของกระดิ่งจนออกจากเวทีไป

พาพาเกโนได้ยินเสียงซาราสโตรกับผู้ติดตามเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ พาพาเกโนมีความตกใจเป็นอันมากและถามพามินาว่าควรจะพูดอย่างไร พามินาก็ตอบว่าจะต้องพูดความจริง ซาราสโตรกับผู้ติดตามเข้ามาบนเวที

ด้วยความตกตลึงในความยิ่งใหญ่งดงามของซาราสโตร พามินาจึงหมอบลงที่เท้าและสารภาพว่าตนเองกำลังพยายามที่จะหนี เพราะโมโนสตาโตสพยายามบังคับให้ตนรัก ซาราสโตรก็รับรองพามินาเป็นอย่างดี และบอกพามินาว่าตนจะไม่บังคับใจพามินา แต่ก็ไม่อาจจะให้เสรีภาพหรือปล่อยให้กลับไปหามารดาได้ เพราะพามินาต้องมีชายเป็นผู้นำ

โมโนสตาโตสเข้ามาพร้อมกับทามิโนที่เป็นนักโทษ เมื่อพามินาและทามิโนพบหน้ากันเป็นครั้งแรก ทั้งสองก็สวมกอดกันและกันซึ่งสร้างความขุ่นเคืองให้แก่ผู้ติดตามของซาราสโตร โมโนสตาโตสพยายามกล่าวโทษทามิโน แต่ซาราสโตรลงโทษโมโนสตาโตสเพราะความต้องการในตัวพามินาของซาราสโตร และนำทามิโนและพาพาเกโนเข้าไปในเทวสถานแห่งการทดสอบ

องก์ที่ 2[แก้]

ฉากที่ 4: ป่าต้นปาล์ม
สภานักบวชแห่งเทพไอสิสและโอซีริสนำโดยซาราสโตรเข้ามาในเทวสถาน และเรียกร้องให้ทามิโนและพามินาแต่งงานกัน และให้ทามิโนเป็นประมุขสืบต่อจากซาราสโตรถ้าผ่านการทดสอบ ซาราสโตรอธิบายว่าราชินีแห่งราตรีพยายามที่จะหว่านล้อมผู้คนด้วยความเชื่องมงายและความกลัวอันไม่มีเหตุผล แล้วซาราสโตรก็ร้องเพลงสวดมนต์แด่เทพไอสิสและโอซีริส และขอให้เทพทั้งสองพระองค์พิทักษ์ทามิโนและพามินา และให้นำไปยังสวรรคสถานถ้าทั้งสองคนเสียชีวิตระหว่างการทดสอบ ("O Isis und Osiris")

ฉากที่ 5: ลานเทวสถานแห่งการทดสอบ
ทามิโนและพาพาเกโนถูกนำตัวไปยังเทวสถาน นักบวชเตือนทามิโนว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะเปลี่ยนใจได้ แต่ทามิโนก็ยืนกรานสัญญาว่าจะยอมดำเนินการทดสอบต่างๆ ทุกอย่างเพื่อที่จะให้ได้พามินา ตอนแรกพาพาเกโนก็ปฏิเสธไม่ยอมผ่านการทดสอบ โดยกล่าวว่าตนเองไม่คำนึงถึงคุณค่าของสติปัญญาและความรู้แจ้งเท่าใดนัก สิ่งที่ต้องการเพียงอย่างเดียวคืออาหาร, เหล้าองุ่น และ สตรี นักบวชบอกกับพาพาเกโน ว่าซาราสโตรอาจจะมีสตรีไว้ให้ถ้ายอมทำการทดสอบ และสตรีผู้นี้มีชื่อว่าพาพาเกนา พาพาเกโนจึงยอมตกลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก

การทดสอบขั้นแรกระบุว่าทามิโนและพาพาเกโนต้องไม่พูดจาโต้ตอบใดๆ ทั้งสิ้นเมื่อถูกยั่วยวนหรือขู่เข็ญโดยสตรี (ร้องประสานเสียงคู่, นักบวชสององค์) สตรีสามคนมาปรากฏตัวและพยายามยั่วให้ทามิโนและพาพาเกโนพูด (ร้องประสานเสียงห้า: "Wie, wie, wie") พาพาเกโนยับยั้งตนเองไม่ได้ แต่ทามิโนยังคงไม่ยอมพูด และเมื่อพูดก็จะพูดกับพาพาเกโนเท่านั้น และถึงจะพูดก็เพียงแต่บอกให้พาพาเกโนหุบปาก เมื่อเห็นว่าทามิโนไม่ยอมพูดกับตน สตรีสามคนก็จากไปด้วยความงงงวย

นักบวชแสดงความยินดีกับทามิโนที่ผ่านการทดสอบขั้นแรกสำเร็จ นักบวชอีกองค์หนึ่งด่าว่าพาพาเกโนว่าอ่อนแอ และกล่าวว่าจะไม่มีวันที่จะบรรลุถึงพระเจ้าได้ พาพาเกโนโต้ว่ามีคนในโลกมากมายที่เหมือนกับตนที่ไม่มีโอกาสที่จะบรรลุ แต่ก็เป็นผู้ที่มีความสุข และถามว่าทำไมตนจึงต้องผ่านการทดสอบด้วย ในเมื่อซาราสโตรก็มีสตรีเตรียมไว้ให้ตนอยู่แล้ว นักบวชก็ตอบว่านี่เป็นวิธีเดียว

ฉากที่ 6: ในสวน, พามินาหลับ
โมโนสตาโตสเดินเข้ามาและจ้องมองพามินาด้วยความหลงใหล (ร้องเดี่ยว: "Alles fühlt der Liebe Freuden") และเกือบจะจูบใบหน้าที่กำลังหลับของพามินาเมื่อราชินีแห่งราตรีปรากฏตัวและทำให้โมโนสตาโตสตระหนกจนหนีออกไป ราชินีแห่งราตรีจึงปลุกพามินาและมอบกริชให้และสั่งให้พามินาใช้สังหารซาราสโตร (ร้องเดี่ยว: "Der Hölle Rache kocht in meinem Herzen") หลังจากที่ราชินีออกไปแล้ว โมโนสตาโตสก็กลับเข้ามาอีก และพยายามบังคับให้พามินารักตน โดยขู่ว่าจะเปิดเผยแผนการฆาตกรรม แต่ซาราสโตรเข้ามาทันและไล่โมโนสตาโตสออกไป ซาราสโตรยกโทษให้พามินาและทำการปลอบใจ (ร้องเดี่ยว: "In diesen heil'gen Hallen")

ฉากที่ 7: ห้องโถงในเทวสถานแห่งการทดสอบ
ทามิโนและพาพาเกโนต้องผ่านการทดสอบโดยการไม่พูดอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ยากกว่าเดิม โดยพามินาเข้ามาและพยายามพูดกับทามิโน ในเมื่อทามิโนไม่ยอมโต้ตอบ พามินาก็เชื่อว่าทามิโนไม่รักตนต่อไปอีกแล้ว (ร้องเดี่ยว: "Ach, ich fühl's, es ist verschwunden") พามินาจึงออกจากห้องด้วยความระทมทุกข์

ฉากที่ 8: พีระมิด
นักบวชแสดงความยินดีกับทามิโนที่ผ่านการทดสอบ และทำนายว่าจะประสบความสำเร็จและควรค่าต่อคำสั่งของตน (ประสานเสียง: "O Isis und Osiris") ซาราสโตรแยกพามินาและทามิโน (ร้องประสานเสียงสาม: ซาราสโตร, พามินา, ทามิโน – "Soll ich dich, Teurer, nicht mehr sehn?") ตัวละครออกจากฉาก พาพาเกโนเข้ามา พาพาเกโนเล่นระฆังวิเศษและร้องเพลงเกี่ยวกับสตรีที่ตนต้องการเล่น (ร้องเดี่ยว, พาพาเกโน: "Ein Mädchen oder Weibchen") สตรีชราปรากฏตัวต่อหน้าพาพาเกโน และเรียกร้องให้พาพาเกโนสัญญาว่าจะหมั้นกับตน และเตือนว่าถ้าไม่ทำก็จะเป็นโสดไปจนตลอดชีวิต ด้วยความไม่ค่อยเต็มใจพาพาเกโนก็ยอมสัญญาว่าจะรักภักดีสตรีชรา สตรีชราจึงกลายเป็นสตรีสาวผู้มีความงดงาม--พาพาเกนา แต่เมื่อพาพาเกโนพยายามวิ่งเข้าไปกอด นักบวชก็ขับไล่พาพาเกนาด้วยฟ้าร้องฟ้าผ่า

ฉากที่ 9: ลาน

ทามิโนและพามินาพยายามผ่านการทดสอบขั้นสุดท้าย, Max Slevogt (ค.ศ. 1868–ค.ศ. 1932)

เมื่อเด็กวิเศษสามคนเห็นพามินาพยายามฆ่าตัวตายเพราะเชื่อว่าทามิโนทิ้งตน เด็กก็ดึงรั้ง และยึดกริชจากมือของพามินา และรับรองกับพามินาว่าจะได้พบกับทามิโนภายในเวลาอันไม่นานนัก (ร้องประสานเสียงสี่: "Bald prangt, den Morgen zu verkünden").

ฉากที่ 10: ห้องโถงหรือห้องที่มีประตูสองประตู: ประตูหนึ่งนำไปยังห้องทดสอบด้วยน้ำ และ อีกห้องหนึ่งเป็นถ้ำไฟ
ชายใส่เสื้อเกราะสองคนนำตัวทามิโนขึ้นมาบนเวที ทามิโนประกาศว่าตนพร้อมแล้วที่เข้าสู่การทดสอบ แต่พามินาร้องเรียกมาแต่ไกลให้คอยตนด้วย ชายใส่เสื้อเกราะยืนยันกับทามิโนว่าการทดสอบโดยการเงียบนั้นเรียบร้อยไปแล้ว และทามิโนสามารถพูดกับพามินาได้ พามินาก็เข้ามาและร้องเพลงประกาศความรักต่อกันกับทามิโน ("Tamino mein, o welch ein Glück!") จากนั้นทั้งสองคนก็เข้าสู่การทดสอบด้วยกัน และสามารถผ่านทั้งห้องทดสอบด้วยน้ำและห้องทดสอบด้วยไฟได้โดยใช้ขลุ่ยวิเศษช่วย

พาพาเกโนหมดหวังในการได้พาพาเกนาพยายามแขวนคอตนเอง (ร้องเดี่ยว/ประสานเสียงสี่: "Papagena! Papagena! Papagena!") แต่ในนาทีสุดท้ายเด็กวิเศษก็เข้ามาปรากฏตัวและแนะว่าพาพาเกโนควรจะใช้กระดิ่งวิเศษเรียกตัวพาพาเกนา พาพาเกนากลับเข้ามา ทั้งสองคนต่างก็ปิติยินดีที่ได้เห็นกันจนพูดเหมือนคนติดอ่าง ("pa … pa … pa") ด้วยความงงงวย (ร้องประสานเสียงสอง: "Papageno! Papagena!").[7]

โมโนสตาโตสผู้ทรยศปรากฏตัวต่อหน้าราชินีแห่งราตรีและข้าราชบริพาร วางแผนที่จะทำลายเทวสถาน ("Nur stille, stille") แต่ก็ถูกสาปแช่งให้เข้าไปในราตรีกาลอันไม่มีที่สิ้นสุด

ฉากเปลี่ยนไปเป็นทางเข้าเทวสถานเอก ที่ซาราสโตรกล่าวต้อนรับทามิโนและพามินา เพลงสุดท้ายเป็นเพลงสรรเสริญทามิโนและพามินาที่อดทนและมีความพยายามในการผ่านการทดสอบ และแสดงความขอบคุณพระเจ้า

เพลงร้องเดี่ยวที่มีชื่อเสียง[แก้]

  • "Der Vogelfänger bin ich ja" (The birdcatcher am I) – Papageno in Act I, Scene I
  • "O zittre nicht, mein lieber Sohn" (Oh, tremble not, my beloved son) – The Queen of the Night in Act I, Scene I
  • "Dies Bildnis ist bezaubernd schön" (This image is enchantingly beautiful) – Tamino in Act I, Scene I
  • "Wie stark ist nicht dein Zauberton" (How strong is thy magic tone) – Tamino in the Finale of Act I
  • "O Isis und Osiris" (O Isis and Osiris) – Sarastro in Act II, Scene I
  • "Alles fühlt der Liebe Freuden" (All feel the joys of love) – Monostatos in Act II, Scene III
  • "Der Hölle Rache kocht in meinem Herzen" (Hell's vengeance boileth in mine heart) – The Queen of the Night in Act II, Scene III
  • "In diesen heil'gen Hallen" (Within these sacred halls) – Sarastro in Act II, Scene III
  • "Ach, ich fühl's, es ist verschwunden" (Ah, I feel it, it is vanished) – Pamina in Act II, Scene IV
  • "Ein Mädchen oder Weibchen" (A girl or a woman) – Papageno in Act II, Scene V

หนังสือที่เกี่ยวกับขลุ่ยวิเศษ[แก้]

  • John Updike, A children's book based on The Magic Flute, 1962.
  • Marion Zimmer Bradley, Night's Daughter, a novel based on The Magic Flute, 1985. It sets the story in an Atlantis-like world with human-animal hybrid creatures. Bradley enthusiastically agrees with Bergman that Sarastro is Pamina's father.
  • Barbara Trapido, Temples of Delight, 1990. A novel which, though set in contemporary England, takes its structure very loosely from The Magic Flute. Characters in the novel are analogous to Pamina, Tamino, Papageno and Sarastro although the novel strays heavily from the original plot with the 'Pamina' character ultimately rejecting 'Tamino' in favour of a romantic relationship with 'Sarastro'.
  • Cameron Dokey, Sunlight and Shadow, (part of the Once Upon A Time series), 2004, a retelling of The Magic Flute for teen readers; Dokey's novel also states that Sarastro is Pamina's father.
  • Yoshitaka Amano, Mateki: The Magic Flute, an adaptation of the opera illustrated by himself and retold using classic Japanese elements.
  • Anne Gatti, The Magic Flute, an adaptation for young readers in picture-book form with illustrations by Peter Malone.
  • Eva Ibbotson, Magic Flutes, a teen romance period novel, centred around the Viennese opera, and the main performance of The Magic Flute

อ้างอิง[แก้]

  1. The Magic Flute
  2. This is known from testimony by Ignaz von Seyfried (1776–1841), a composer who later (1798) became the musical director at the same theater. According to Seyfried's memories (which he published in the Neue Zeitschrift für Musik, vol. 12, 5 June 1840, p. 184), "[Mozart] personally directed the premiere there on 30 September 1791, at which Franz Xaver Süssmayr the faithful Pylades sat to his right, diligently turning the pages of the score." The description implies that Mozart was seated at a keyboard instrument, playing along with the orchestra, rather than standing on a podium with a baton; this was fairly standard practice for conductors in Mozart's time. (Source: Buch 2005)
  3. Solomon (1995), 487
  4. OPERA America's "Quick Facts" list of most frequently produced operas in the 2007/2008 season
  5. I[mperial] & R[oyal] priv[ileged] Wieden Theater / Today, Friday 30 September 1791. / The Actors of the Imperial and Royal Privileged Theater on the Wieden will have the honor to perform / For the First Time: / DIE ZAUBERFLÖTE / A Grand Opera in 2 Acts, by Emanuel Schikaneder. / Characters / Sarastro ... Herr Gerl. / Tamino ... Herr Schack. / Speaker ... Herr Winter / {First, Second, Third} Priest ... {Her Schikaneder, sen[ior], Herr Kistler, Herr Moll} / Queen of Night ... Mme. Hofer. / Pamina, her Daughter ... Mlle. Gottlieb / {First, Second, Third} Lady ... {Mlle. Klöpfer, Mlle. Hofmann, Mme. Schack} / Papageno ... Her Schikaneder, jun[ior] / An Old Woman [i.e., Papagena]... Mme. Gerl / Monostatos, a Moor ... Herr Nouseul / {First, Second, Third} Slave ... {Herr Gieseke, Herr Frasel, Herr Starke} / Priests, Slaves, Retinue / The music is by Herr Wolfgang Amade Mozart, Kapellmeister, an actual I[mperial] and R[oyal] Chamber Composer. Herr Mozard, out of respect for a gracious and honourable public, and from friendship for the author of this piece, will today direct the orchestra in person. / The book of the opera, furnished with two copper-plates, on which is engraved Herr Schikaneder in the costume he wears for the role of Papageno, may be had at the box office for 30 kr[eutzer]. / Herr Gayl, theater painter, and Herr Nesslthaler as designer, flatter themselves that they have worked with the utmost artistic zeal according to the prescribed plan of the piece. / Prices of admission are as usual. To begin at 7 o' clock. (English translation from Deutsch (1965, 407–408))
  6. The Queen is sometimes referred to by the name "Astrifiammante", which evidently comes from an Italian translation, such as this one, of the adjective "sternflammende" ("star-blazing") in the original libretto.
  7. For the origin of this duet, see Emanuel Schikaneder.

บรรณานุกรม[แก้]

  • Boldney, Richard and Robert Caldwell (1994) "Voice Categories," in Richard Boldrey, Guide to Operatic Roles & Arias. Dallas: Pst Inc., ISBN 1877761648
  • Branscombe, Peter (1991) Die Zauberflöte, Cambridge Opera Handbooks series, Cambridge University Press.
  • Buch, David J. (1997) "Mozart and the Theater auf der Wieden: New attributions and perspectives," Cambridge Opera Journal 9: 195–232.
  • Buch, David J. (2005) "Three posthumous reports concerning Mozart in his late Viennese years," Eighteenth-Century Music 2:125–129.
  • Buch, David J.:"Die Zauberflöte, Masonic Opera, and Other Fairy Tales", Acta Musicologica 76, (Kassel etc.: Bärenreiter 2004), 2:193–219, debunking most of the alleged masonic allusions.
  • Chailley, Jacques (1992) The Magic Flute Unveiled: Esoteric Symbolism in Mozart's Masonic Opera, an analysis of masonic and esoteric symbolism of the opera.
  • Deutsch, Otto Erich (1965) Mozart: A Documentary Biography. Stanford, CA: Stanford University Press.
  • Melitz, Leo (1921) The Opera Goer's Complete Guide, source for plot summary given here.
  • Solomon, Maynard (1995) Mozart: A Life. New York: Harper Perennial
  • An affordable version of the score is issued by Dover Publications (1985), which reprints an out-of-copyright version from C. F. Peters publishers.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ ขลุ่ยวิเศษ