กินนี่พิก
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กินนี่พิก (อังกฤษ: Guinea Pig) หรือ เควี่ (อังกฤษ: Cavy) หรือ หนูตะเภา เป็นสิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทฟันแทะ ชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ เป็นสัตว์เลี้ยง และสัตว์ทดลองที่ได้รับความนิยม
ในประเทศไทย ยังนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หนูแกสบี้ โดยมักใช้กับสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงจากต่างประเทศที่ได้รับการพัฒนา มีลักษณะภายนอกแตกต่างจากหนูตะเภาทั่วไปที่มีในประเทศไทย ไม่ปรากฏการใช้ชื่อนี้ในภาษาอื่น
เนื้อหา |
[แก้] นิรุกติศาสตร์
[แก้] กินนี่ พิก
- นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าเนื่องจาก หนูกินนี่พิก มีรูปร่างที่คล้ายลูกหมูที่ยังไม่หย่านมแม่ และเมื่อนำมาประกอบอาหารจะมีรสชาติคล้ายหมู จึงเรียกว่า หมู (Pig) ส่วนคำว่ากินนี่อาจจะเพี้ยนมาจากคำว่ากายอานา ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งชาวยุโรปได้ติดต่อค้าขายด้วย [1]
- ตำนานของคำว่า กินนี่พิก อีกแหล่งนึง คือ พ่อค้าชาวดัตช์เคยเอามาขายในราคา 1 กินนี ซึ่งเป็นเงินเหรียญโบราณที่เคยใช้ในทวีปยุโรปสมัยก่อน [1]
- อีกตำนานที่น่าสนใจคือ ในครั้งแรกที่ชาวสเปนเดินทางไปถึงตลาดของชาวเปรู ได้พบเห็นหนูกินนี่พิกถูกวางขายอยู่เป็นจำนวนมาก และดูคล้ายลูกหมูที่ยังไม่หน่านม และมีเสียงร้องคล้ายลูกหมู ก็เลยเรียกชื่อหนูกินนี่พิกนั้นว่าหมูของอินเดียนตัวเล็ก ส่วนคำว่ากินนี่พิก นั้นก็มาจากความเข้าใจผิดของชาวอังกฤษ ในอดีตอังกฤษทำการค้ากับทางชายฝั่งนิวกินี มากกว่าทางอเมริกาใต้ ดังนั้นเมื่อกะลาสี หรือพ่อค้าชาวดัตช์ นำเอาหนูกินนี่พิกเข้าสู่ยุโรป ก็เลยเข้าใจผิดว่าหนูมาจากชายฝั่งนิวกินี ก็เลยเรียกหนูพวกนี้ว่า กินนี่พิก[1]
- นอกจากนี้หนูกินนี่พิกนี้ยังถูกใช้เป็นสัตว์ทดลองในห้องปฏิบัติการด้วย คำว่ากินนี่พิก ในภาษาอังกฤษยังมีความหมาย โดยนัยว่า สัตว์ลองยา เนื่องจากใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หนูกินนี่พิกพันธุ์พิเศษจะถูกขยายพันธุ์ และขายให้กับห้องปฏิบัติการ ส่วนใหญ่ในปีหนึ่ง ๆ ประมาณว่ามีหนูกินนี่พิกถูกใช้ในการทดลองถึง 500,000 ตัว[1]
[แก้] เควี่
ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะเรียกหนูกินนี่พิกว่าเควี่ ซึ่งเป็นชื่อที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด เพราะมาจากชื่อวิทยาศาสตร์ว่า cavus มาจากคำว่า "ถ้ำ" (Cave) เพราะสัตว์ประเภทนี้อาศัยอยู่ในถ้ำหรือโพรง อีกอย่างคือคำว่าเควี่สั้นและเรียกง่ายกว่ากินนี่พิก จริงๆแล้ว ในประเทศทางแถบยุโรปจะเรียกหนูเควี่ว่ากินนี่พิก ซึ่งเป็นชื่อสากล ที่ส่วนใหญ่ใช้กันอยู่โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ ส่วนคำว่าเควี่จะนิยมใช้ใน อเมริกา[1]
[แก้] แกสบี้
แกสบี้ที่คนเรานิยมเรียกกันเป็นการเรียกชื่อผิด ๆ มาตั้งแต่เริ่มแรก เริ่มจากผู้ขายเรียกว่า แกสบี้ ด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ได้เรียกหนูชนิดนี้ว่าหนูแกสบี้ จากนั้นเป็นต้นมาคนไทยก็จะรู้จักหนูเควี่กันในชื่อที่เรียกว่า "แกสบี้ " ต่อมาเมื่อมีคนสนใจศึกษารายละอียดจากตำราภาษาต่างประเทศ จึงรู้ว่าชื่อที่ถูกต้องของหนูแกสบี้ คือ เควี่ หรือ กินนี่พิก[1]
[แก้] ประวัติ
กินนี่พิก มีหลักฐานทางโบราณคดีเริ่มเปลี่ยนจากสัตว์ป่ามาเป็นสัตวเลี้ยงระหว่าง 9,000-3,000 ปีก่อนคริสตกาล กินนี่พิก ถูกนำเข้าไปยังยุโรปโดยชาวดัตช์มากว่า 300 ปีแล้ว และนับจากนั้นมากินนี่พิกก็ถูกเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง มีการคัดเลือกพันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะเฉพาะ และสีสันใหม่ ๆ เพื่อการประกวดมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระหว่างและหลังคริสต์ศตวรรษที่ 16 กินนี่พิกเป็นที่นิยมมากในเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงของยุโรป แม้กระทั่งสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ก็ยังทรงเลี้ยงไว้ดูเล่น[1]
ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษก็ได้อพยพมายังสหรัฐอเมริกา และได้นำเอากินนี่พิกที่ได้เพาะพันธุ์และมีพัฒนาจนมีความสวยงาม ย้อนกลับเข้าไปในทวีปอเมริกาเหนือ จนเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ มาจนปัจจุบัน โดยได้มีการจัดตั้งสมาคมของผู้เลี้ยงกินนี่พิกขึ้นในปี ค.ศ. 1910 ที่รู้จักกันดีในนามของ สมาคมผู้เพาะพันธุ์เควี่แห่งอเมริกา (American Cavy Breeders Association หรือ ACBA) เพื่อควบคุมดูแลเรื่องเกี่ยวกับหนูกินนี่พิกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นสาขาหนึ่งที่แตกออกมาจากสมาคมผู้เพาะพันธุ์กระต่ายแห่งอเมริกา (American Rabbit Breeders Association Inc.) ทุกวันนี้กินนี่พิกได้รับความนิยมและแพร่กระจายไปทั่วโลก[1]
ชาวพื้นเมืองอินคาในอเมริกาใต้ นำกินนี่พิกมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เนื้อของมันเป็นอาหารเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา[1]มานานกว่า 5,000 ปีแล้ว ปัจจุบันชาวเปรูบริโภคกินนี่พิกมากถึง 22 ล้านตัวต่อปี เพราะเนื้อกินนี่พิกมีโปรตีนมากกว่าและไขมันน้อยกว่าเนื้อหมูหรือไก่ [2]
[แก้] สายพันธุ์ของกินนี่พิก
[แก้] พันธุ์ขนสั้น
Short Hair หรือ American บางคนจะเรียกว่า American Short Hair หรือ English Short Hair คือขนสั้นตรงไม่มีขวัญ ซึ่งแบ่งย่อยเป็น Self หรือ Non-Self เป็นพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมากกที่สุดในสหรัฐอเมริกาจมูกกลม ขนจะสั้นแต่อ่อนนุ่ม พันธุ์ short hair
Crest คือขวัญ ลักษณะจะเหมือนกับ American Short Hair แต่จะมีขวัญบนหัว แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- English Crested แบบนี้หงอนหรือขวัญที่หัวจะเป็นสีเดียวกับลำตัว
- American Crested แบบนี้ขวัญหรือหงอนบนหัวจะมีสีแตกต่างจากตัว
Abyssinion นี้เป็นสายพันธุ์เก่าแก่ที่สุด เชื่อกันว่าเป็นพันธุ์ที่ฉลาดที่สุดในทุกพันธุ์ และจะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากพันธุ์อื่นๆอย่างชัดเจนคือมีขวัญเต็มไปหมดทั้งตัว โดยจะมีขวัญ 2 ขวัญอยู่บนไหล่ ข้างละขวัญ มีอีก 4 ขวัญอยู่บนหลัง มี 2 ขวัญอยู่บนตะโพก และ อีก 2 ขวัญอยู่ด้านหลังสุด พันธุ์อะบิสสิเนี่ยนที่สวยขวัญจะไม่สะเปะสะปะ จะเรียงเป็นระเบียบ ขนจะหยาบแต่หนา ขนจะยาวประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง แต่เมืองไทยเราไม่นิยมเลี้ยง เพราะคล้ายหนูผสม หรือหนูขวัญ
Teddy เป็นกินนี่พิกที่มีขนหนา แต่สั้นประมาณ 3/4 นิ้ว และขนจะหยิกเล็กน้อย ซึ่งเท็ดดี้จะมีขนแบ่งเป็น 2 ประเภท แบบแรกขนจะเป็นกำมะหยี่ ซึ่งจะนุ่ม แบบที่ 2 ขนจะหยาบ
Rex มีลักษณะคล้ายกับ Teddy แต่ขนจะหยิกและสั้น
[แก้] พันธุ์ขนยาว
- พันธุ์ขนตรง ได้แก่
Peruvian แต่ก่อนเรียกว่า แองโกล่า จะมีขวัญอยู่ที่บั้นท้าย 2 ขวัญ เมื่อโตแล้ว สายพันธุ์นี้จะมีขนยาวปกคลุมจนถึงพื้น ขนจะขึ้นไล่จากกลางหลัง ลงไปคลุมจนถึงพื้น ขนจะนุ่มและหนา พันธุ์นี้จะเป็นที่นิยมมากในบ้านเรา
Coronet จะมีขวัญ 1 ขวัญบนหน้าผาก ไม่ควรจะมีขวัญที่อื่นอีกเลย จะนิยมเลือกที่หน้าใหญ่ ไม่แหลม และก็โครงสร้างไหล่ควรจะกว้าง
Silkie ดูคล้ายโคโรเนต แต่จะไม่มีขวัญเลย ในประเทศอังกฤษจะเรียกว่า Sheltie ที่เรียกว่าซิลกี้ก็เพราะขนที่ยาวจะลื่นนุ่มมันวาวคล้ายไหม ขนของเค้าจะขึ้นจากจมูกย้อนไปทางด้านหลัง และตกลงด้านข้างในลักษณะหยดคล้ายกับหยดน้ำ ถ้าเป็นซิลกี้ซาติน ขนจะหนาเป็นมันวาวเหมือนซิลกี้ แต่เป็นมันเงาแวววาวกว่า
- พันธุ์ขนหยิก ได้แก่
Texel เหมือนกับเป็น Silkie ที่ขนหยิก พันธุ์นี้ควรจะไม่มีขวัญ หลายคนกล่าวว่า Texel เป็นพันธุ์ที่หน้าสวยที่สุด
Alpaka เหมือนกับเป็น Peruvian ที่ขนหยิก ดังนั้นแนวขนจะต่างจาก Texel และจะมีขวัญอย่างเพรูเวี่ยน จึงไม่นิยมเอามาผสมกับ โคโรเนต
Marino เหมือนกับเป็น Coronet ที่ขนหยิก จะมีขวัญบนหัวเหมือนกับโคโรเนต แต่ขนหยิก
[แก้] ความเชื่อเกี่ยวกับกินนี่พิก
- พวกอินเดียน ในทวีปอเมริกาใต้ เชื่อว่ากินนี่พิกมีพลังอำนาจในการที่จะติดต่อกับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติได้ ก็เลยคิดว่าหนูเหล่านี้มีพลังอำนาจในการบำบัดรักษาผู้เจ็บป่วย[1]
- พวกอีควาดอร์บริเวณเทือกเขาแอนดิสจำนำเสือผ้าของผู้ป่วยมาผูกติดกับริบบิ้น และเส้นด้าย แล้วนำหนูแกสบี้ไปปล่อย ด้วยความเชื่อว่าหนูแกสบี้สามารถเคลื่อนย้ายความเจ็บป่วยจากคนไข้ ผ่านทางเสื้อผ้า โดยจะนำโรคภัยไปยังสถานที่ๆทำร้าย หรือ ทำอันตรายใครไม่ได้อีก [1]
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.00 1.01 1.02 1.03 1.04 1.05 1.06 1.07 1.08 1.09 1.10 เว็บเควี่ไทยแลนด์.
- ^ A guinea pig for all tastes and seasons. The Economist (2004-07-15).
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

