การโต้วาที

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การโต้วาที คือการที่มีคนทั้ง 2 ฝ่ายตอบโต้กันมีทั้งฝ่ายเสนอและฝ่ายค้านและมีเรื่องที่จะต้องโต้กันเช่น ยาดีกว่าสมุนไพร เป็นต้นการโต้วาทีนี้จะมีเวลาให้แต่ละฝ่ายได้พูดถ้าเกินเวลาก็ต้องปรับแพ้เมื่อสิ้นสุดการโต้วาทีก็จะตัดสินว่าฝ่ายไหนโต้ได้ดีที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะสิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการโต้วาที


ความหมายของการพูดโต้วาที

               การพูดโต้วาที คือการที่บุคคลสองฝ่ายใช้ศิลปะการพูดหรือวาทศิลป์พูดโต้คารม หรือถกเถียงกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ประกอบด้วย

                การโต้วาทีจัดเป็นการอภิปรายอย่างหนึ่ง

               โต้วาที หมายถึง การแสดงความคิดเห็นเพื่อเอาชนะความคิดเห็นของอีกฝ่าย การโต้วาทีจึงเป็นการเอาชนะกันด้วย "เหตุผลของวาที"

               คณะผู้เสนอฝ่ายหนึ่ง คณะผู้คัดค้านฝ่ายหนึ่ง และมีประธานเป็นผู้รักษาระเบียบของคู่โต้วาที ผู้พูดแต่ละฝ่ายจะใช้คำพูดโต้แย้งกันอย่างมีระเบียบ ตามหัวข้อที่กำหนดโดยพยายามใช้วาทศิลป์ในการพูด  ใช้หลักการและหลักฐานต่างๆ เพื่อคัดค้านโต้แย้ง หรือหักล้างกันอย่างมีเหตุผล ถ้าฝ่ายใดมีคารมดีกว่า มีเหตุผลดีกว่า มีหลักฐานดีกว่า ฝ่ายนั้นก็เป็นฝ่ายชนะ

ดประสงค์ของการโต้วาทีที่แท้จริงคือ

        การใช้วาทศิลป์เพื่อเอาชนะกันด้วยเหตุผล

จุดมุ่งหมายของการโต้วาทีมี 4 ประการ คือ

   โต้เพื่อหาข้อเท็จจริง เป็นการโต้แย้งด้วยหลักวิชาการ เพื่อค้นหาความจริงและความถูกต้องของสิ่งที่โต้วาที
   โต้เพื่อลัทธิ ไม่มุ่งข้อเท็จจริง มักเป็นไปอย่างรุนแรงและจริงจัง
   โต้เพื่อเอาชนะศัตรู เช่น การโต้วาทีระหว่างฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยในศาล เป็นต้น และ
   โต้เพื่อแสดงความคิดเห็นอย่างมีแบบแผน เป็นการโต้วาทีที่ต้องดำเนินตามระเบียบการโต้วาทีอย่างเคร่งครัด

การจัดการโต้วาที

   ฝ่ายเสนอจะนั่งทางขวามือของผู้ดำเนินการโต้วาที ฝ่ายค้านจะนั่งทางซ้าย โดยหัวหน้าฝ่ายทั้งสองฝ่ายจะนั่งที่นั่งแรก
   เวลาที่ใช้ในการโต้วาที มี 4 แบบ 533 644 755 และ 866
             ตัวเลขตัวแรก คือ เวลาที่คิดเป็นนาทีที่หัวหน้าฝ่ายแต่ละฝ่ายใช้พูดในตอนต้น
             ตัวเลขตัวกลาง คือ เวลาที่คิดเป็นนาทีที่ผู้สนับสนุนแต่ละคนใช้พูด
             ตัวเลขตัวท้าย คือ เวลาที่คิดเป็นนาทีที่หัวหน้าฝ่ายแต่ละฝ่ายใช้สรุป

ลักษณะสำคัญของการโต้วาที

   เป็นการเสนอเหตุผลหรือแนวความคิดของตนเอง
   เป็นการหักล้างเหตุผลหรือแนวความคิดของฝ่ายตรงข้าม
   เป็นการพูดที่ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบอย่างมาก
   เป็นการพูดที่ออกท่าออกทางประกอบมากเป็นพิเศษ
   เป็นการพูดที่ต้องมีความพร้อมอย่างมาก เพราะต้องเตรียมคำพูดให้ขบขัน สุภาพ แหลมคมและกระชับ

ประโยชน์ของการโต้วาที

   การโต้วาทีมีประโยชน์ทั้งต่อผู้ฟังและผู้โต้ดังนี้

       ประโยชน์ต่อผู้ฟัง

           เกิดความเข้าใจในหลักการ เหตุผล หรือแนวคิด
           ได้เรียนรู้วิธีแสดงเหตุผลแบบต่าง ๆ จากผู้โต้วาที
           เกิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่
           มีโอกาสเรียนรู้การใช้ถ้อยคำสำนวนมากขึ้น
           รู้จักพิจารณาเหตุผล
           เสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย

       ประโยชน์ต่อผู้โต้วาที

           เกิดการปรับปรุงแนวความคิดให้ลึกซึ้งมากขึ้น
           เกิดความชำนาญในการพูด
           รอบรู้ในหลักวิชา
           ได้ฝึกใช้ปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหา
           กล้าแสดงออกอย่างถูกทาง
           ได้ฝึกมารยาทการเป็นผู้พูด และผู้ฟังที่ดี
           รู้วิธีการเสนอแนวคิดของตนไปยังบุคคลอื่น



องค์ประกอบของการโต้วาที

   องค์ประกอบของการโต้วาทีมี 5 ประการ คือ ญัตติ ประธานในการโต้วาที ผู้โต้วาที กรรมการ และผู้ฟัง

   เวลาที่ใช้ในการโต้วาทีมี 4 แบบคือ 533 644 755 866 ตัวเลขตัวแรกเป็นเวลาที่หัวหน้าฝ่ายทั้งสองฝ่ายใช้พูดช่วงแรก ตัวเลขตัวกลางเป็นเวลาของผู้สนับสนุนทั้ง 4 คน และตัวเลขตัวท้ายเป็นเวลาของหัวหน้าฝ่ายใช้สรุป

       1.ญัตติ หรือหัวข้อเรื่องที่ใช้ในการโต้วาที  เป็นการเสนอความคิด  เห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องเดียวกัน  การเลือกญัตติควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

           1.1 ควรเป็นญัตติที่คนทั่วไปสนใจ
           1.2 มีประโยชน์ต่อผู้โต้วาทีและคนฟัง
           1.3 เป็นญัตติที่ทั้งสองฝ่ายสามารถหาเหตุผลมาหักล้างกันได้ไม่เป็นภัยต่อสังคม

   ลักษณะของญัตติที่ดี
   1.1 เป็นญัตติที่มีข้อความไม่ตายตัว สามารถคัดค้านได้ หรือไม่ใช่ข้อความที่เป็นจริง เช่นโรคเอดส์รักษาไม่หาย
   1.2 เป็นญัตติที่ก่อให้เกิดความคิดได้หลายทางที่ก่อให้เกิดความคิดเห็นได้หลายทาง ทั้งในแง่ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เช่น "ผู้หญิงไม่ควรเป็นนักปกครอง" "ข้าวขึ้นราคาชาวนามั่งมี" "ควรสอนเพศศึกษาในโรงเรียนมัธยม" เป็นต้น
   1.3 เป็นญัตติที่คนส่วนใหญ่สนใจ
   1.4 เป็นญัตติที่ช่วยให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์ มีสาระและช่วยผู้ฟังเกิดความคิดที่กว้างขวางขึ้นกว่าเดิม
   1.5 เป็นญัตติที่ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก หรือลบหลู่สถาบันใด ๆ เช่น รักกันหนาต้องพากันหนี

       ตัวอย่างญัตติ

               - ผู้ชายร้ายกว่าผู้หญิง
               - รวยน้ำใจมีค่ากว่ารวยเงิน
               - ความสวยความหล่อเป็นต่อคารม

       2. คณะบุคคลที่ดำเนินการโต้วาที

          2.1 ประธานในการโต้วาที (หรือผู้ดำเนินการโต้วาที)  มีหน้าที่กล่าวเปิดการโต้วาที ประกาศญัตติ  ระเบียบการโต้ให้ผู้โต้และผู้ฟังได้ทราบ กล่าวแนะนำผู้โต้ทั้งสองฝ่าย เชิญผู้โต้ขึ้นโต้ตามลำดับ ประธานควรระวังในเรื่องต่อไปนี้

   ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เผลอกล่าวสนับสนุนผู้โต้วาทีคนใดคนหนึ่งเป็นอันขาด
   ต้องพูดให้น้อยที่สุด เพราะผู้ฟังเน้นมาฟังผู้โต้วาทีมากกว่า
   ต้องเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องกำหนดการ ข้อมูลเกี่ยวกับญัตติ กรรมการ และผู้โต้วาที

         2.2  ผู้โต้วาที  ซึ่งประกอบด้วยบุคคล  2  ฝ่าย  คือ

               -ฝ่ายเสนอ ประกอบด้วย หัวหน้าและผู้สนับสนุน 2 - 3 คน
               -ฝ่ายค้าน  ประกอบด้วย หัวหน้าและผู้สนับสนุน 2 - 3 คน

        2.3   กรรมการตัดสิน  มักจะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความเข้าใจในกระบวนการโต้วาทีและเชื่อถือได้  กรรมการมีหน้าที่ให้คะแนน ปกติมักมีจำนวนเป็นคี่ ประมาณ 3-5 คน  ในการโต้วาทีที่ไม่เป็นทางการ เพื่อความสนุกสนานหรือเชื่อมความสามัคคี มักให้ผู้ดำเนินการขอเสียงปรบมือจากผู้ฟัง โดยตัดสินจาก

   ประเด็นในการโต้
   เหตุผล
   การหักล้าง
   วาทศิลป์
   มารยาท คือท่าทาง เนื้อหาที่พูด การใช้ถ้อยคำ และการตรงต่อเวลา
   ส่วนประกอบอื่น ๆ เช่นน้ำเสียง วิธีพูด และท่าทาง

    3. ผู้ฟัง ควรรู้จักพิจารณาถ้อยคำที่โต้ ตอนใดผู้โต้วาทีพูดดีเป็นที่ประทับใจควรปรบมือให้




กระบวนการโต้วาที

ก่อนการโต้วาที

       1.เลือกญัตติ

       2.กำหนดวัน เวลา และสถานที่

       3.พิจารณาบุคคลที่จะโต้วาทีทั้งสองฝ่าย กำหนดบุคคลที่จะทำหน้าที่ประธาน และกรรมการ

       4.ประชาสัมพันธ์

       5.เตรียมสถานที่  โดยทั่วไปนิยมจัดเวทีดังนี้

ดำเนินการโต้วาที

       -ประธานหรือผู้ดำเนินการจะเป็นผู้กล่าวเปิดการโต้วาที ประกาศญัตติ   ระเบียบการโต้ และแนะนำผู้โต้ทั้งสองฝ่ายให้ผู้ฟังรู้จัก

       -ประธานหรือผู้ดำเนินการโต้วาทีจะเชิญผู้โต้ขึ้นพูดทีละคนตามลำดับ โดยหัวหน้าฝ่ายเสนอจะเป็นผู้พูดก่อน    คนต่อมาคือหัวหน้าฝ่ายค้าน    หลังจากนั้นจะเป็นผู้สนับสนุนฝ่าเสนอและผู้สนับสนุนฝ่ายค้านตามลำดับ

        ผู้โต้วาทีทั้งสองฝ่ายควรยึดหลักการโต้วาที  ดังนี้

ฝ่ายเสนอ


ฝ่ายค้าน

หัวหน้าฝ่ายเสนอ

-กล่าวทักทายผู้ฟัง

-เสนอญัตติ

-แปรญัตติหรือให้คำนิยามหรือให้ความหมาย ขอบเขตของญัตติ

-ให้เหุผลสนับสนุนญัตติ

-อธิบายรายละเอียดข้อปลีกย่อย

-ยกตัวอย่าง อุทาหรณ์ กล่าวคำพังเพยประกอบการสนับสนุน

-เน้นสรุปประเด็น

ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอ

-กล่าวทักทายผู้ฟัง

-อธิบายสนับสนุนหัวหน้าฝ่ายเสนอ

-อธิบายข้อเสนอด้วยการหาเหตุผลเพิ่มเติม

-โต้แย้งฝ่ายค้านเป็นประเด็นๆ

-เน้นสรุปประเด็นสำคัญ


หัวหน้าฝ่ายค้าน

-กล่าวทักทายผู้ฟัง

-พยายามชี้แจงให้เห็นข้อบกพร่องในการให้เหตุผลของฝ่ายเสนอ

-โต้แย้งเป็นประเด็นโดยยกเหตุผลประกอบ

-ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงเพื่อหักล้างให้เห็นว่าไม่เป็นไปตามญัตติ

-เสนอแนะความคิดเห็นของฝ่ายตน

-เน้นสรุปประเด็นสำคัญ


ผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน

-กล่าวทักทายผู้ฟัง

-หาเหตุผลข้อเท็จจริงสนับสนุนหัวหน้า

-พูดโต้แย้งข้อเสนอของผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอ

--นำข้อมูลสถิติ คำคม ข้อเท็จจริงมายืนยัน

-เน้นสรุปประเด็นสำคัญ

ทคนิคการโต้วาที

   เทคนิคการโต้วาที คือ

       การป้องกัน หมายถึง การป้องกันญัตติด้วยการหาเหตุผลมาล้อมรั้วสาระของญัตติ
       การโจมตี การกล่าวซ้ำเติม หรือกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าไร้เหตุผล
       การต่อต้าน การหักล้างเหตุผลการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามที่กล่าวโจมตีฝ่ายตน
       การค้านอย่างมีศิลปะ การค้านจะทำได้ 3 วิธี คือ
              ค้านญัตติ เป็นการค้านตัวญัตติหรือสาระของญัตติว่าไม่ถูกต้อง
              ค้านเหตุผล เป็นการค้านเหตุผลที่อีกฝ่ายเสนอมา
              ค้านข้ออ้างอิง เป็นการค้านข้ออ้างอิงที่อีกฝ่ายเสนอมา

       1. ในการโต้แย้งแสดงคารม ควรใช้ความรู้ต่างๆ มาประกอบเสมอ

       2.การแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นการเสนอหรือการค้าน ควรเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ให้มีเหตุผลน่าเชื่อถือ

       3. ควรมีศิลปะในการใช้ภาษาที่จะจูงใจให้ผู้ฟังมีความเห็นคล้อยตาม เห็นดีเห็นงามกับข้อคิดเห็น ข้อมูลต่างๆ  ที่เสนอไป

       4. การกล่าวคัดค้าน กล่าวแก้ ควรทำให้แนบเนียน จนผู้ฟังเห็นว่าเหตุผลของฝ่ายตรงข้ามใช้การไม่ได้ หรือเชื่อถือไม่ได้

       5. ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเสนอประเด็น ควรฟังอย่างตั้งใจ แล้วจับประเด็นสำคัญๆ ไว้เพื่อกล่าวแก้และพยายามรวบรวมเรื่องที่จะกล่าวโจมตีมากๆ

       6.  ควรใช้ถ้อยคำภาษาที่สุภาพ  โดยคำนึงถึงวัฒนธรรมอันดีงามด้วย ไม่ควรพูดเสียดสีกันในเรื่องส่วนตัว

       7.ใช้คำพูดที่เหมาะสม สั้น กะทัดรัด เข้าใจได้ในทันทีโดยไม่ต้องตีความ

       8. ในขณะพูด ควรแสดงท่วงที กิริยา ท่าทาง และสีหน้าประกอบการพูด

       9. การโต้วาทีไม่จำเป็นต้องขึงขังอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะการโต้วาที มักจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน หรือจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติของงาน

      10. ขณะพูด ควรควบคุมอารมณ์ให้ดี อย่าเผลอโกรธหรือแสดงอารมณ์เสีย เพราะจะเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตี

      11. เมื่อเสร็จสิ้นการโต้วาทีแล้ว เรื่องต่างๆที่ว่ากล่าวกันควรเลิกกันไป

      12. หากมีการตัดสินให้แพ้ ควรวางสีหน้ายิ้มแย้ม อย่าแสดงอาการไม่พอใจ


ข้อแนะนำ



คุณสมบัติของนักโต้วาที

       1.  มีความรู้ ข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวข้องกับญัตติอย่างดี

       2.  มีมารยาทในการพูด

                  -ไม่เอ่ยนามจริงของผู้โต้วาที แต่จะเรียกตำแหน่งแทน

                  -ไม่พูดส่อเสียด หรือกระทบกระแทกผู้อื่น

                  -ไม่นำเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายหนึ่งมาโจมตี

                  -ไม่พูดหยาบคาย

                 -ไม่ใช้อารมณ์ในการพูด เช่น ทุบโต๊ะ ชี้หน้าฝ่ายตรงข้าม

                - ตรงต่อเวลา

       3. มีวาทศิลป์ในการพูด   มีศิลปะในการใช้ถ้อยคำภาษา และลีลาในการพูดที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ดี

       4. มีไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

       5. มีเหตุผลที่สามารถจูงใจให้ผู้ฟังคล้อยตามสิ่งตนยกอ้างได้

       6. รู้หลักจิตวิทยา และนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม

ข้อแนะนำสำหรับผู้โต้วาที

   ผู้โต้วาทีควรเป็นผู้รอบรู้ในด้านต่างๆ
   ผู้โต้วาทีควรมีเวลาเตรียมตัวมากพอสมควร
   ผู้โต้วาทีควรพูดอยู่ในประเด็น
   ผู้โต้ต้องมีสติ ไม่เผลอพูดสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม
   ผู้โต้วาทีต้องมีวาทศิลป์
   ผู้โต้วาทีต้องมีอารมณ์ขัน
   ผู้โต้วาทีควรคำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อส่วนรวม
   ผู้โต้วาทีจะต้องระมัดระวังเรื่องมารยาทให้มาก
   ผู้โต้วาทีต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

อ้างอิงจาก http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/nakhonsithamrat/pawanee_s/tovate/posttest.html