การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล พ.ศ. 2525

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การสังหารหมู่ในนครชิคาโกด้วยยาไทลินอล (อังกฤษ: Chicago Tylenol mass murders) เป็นเหตุการณ์สังหารคนหมู่ซึ่งเกิดขึ้น ณ เขตมหานครชิคาโก (อังกฤษ: Chicago metropolitan area) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในฤดูใบไม้ร่วงของ พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เมื่อมีผู้เจือสารพิษโพแทสเซียมไซยาไนด์ (อังกฤษ: potassium cyanide)[1] ลงในยาแคปซูลแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อดัง "ไทลินอล" ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไล่เลี่ยกันจำนวนเจ็ดรายหลังจากรับประทานยาไทลินอลดังกล่าวเข้าไปแล้ว

สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือเอฟบีไอ ขนานนามคดีนี้ว่า "การวางยาไทลินอล" (อังกฤษ: Tylenol poisonings) มีรหัสคดีว่า "TYMURS" ทั้งนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานพอสมควร และคดีนี้ก็ยังมิได้ข้อสรุปจวบจนบัดนี้ แต่ก็เป็นแรงผลักดันหนึ่งให้เกิดการปฏิรูปขนานใหญ่ซึ่งการบรรจุเภสัชภัณฑ์และกฎหมายป้องกันการยืมมือฆ่าคน

เนื้อหา

[แก้] การระบาดของยามีพิษ

เช้าตรู่ของวันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เด็กหญิงวัยสิบสองปีนาม แมรี เคลเลอร์แมน (อังกฤษ: Mary Kellerman) แห่งหมู่บ้านเอลก์โกรฟ นครชิคาโก คุกเคาน์ตี (อังกฤษ: Elk Grove Village, Cook County) รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตอย่างปัจจุบันหลังจากรับประทานยาแก้ปวดระดับความแรงพิเศษยี่ห้อ "ไทลินอล" เมื่อเช้าวันนั้น[2] [3]

ถัดมาไม่นาน แอดัม เจเนิส (อังกฤษ: Adam Janus) แห่งหมู่บ้านอาร์ลิงทันไฮส์ (อังกฤษ: Arlington Heights) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลท้องถิ่น และหลังจากนั้นไม่นานอีก สแตนลีย์ เจเนิส (อังกฤษ: Stanley Janus) แห่งหมู่บ้านไลล์ ดูปาชเคาน์ตี (อังกฤษ: Lisle Village, DuPage County) นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ผู้เป็นน้องชายของแอดัม เจเนิส พร้อมด้วยเธเรซา เจเนิส (อังกฤษ: Theresa Janus) ภรรยาของสแตนลีย์ ก็เสียชีวิตตามไปด้วยในวันเดียวกันขณะกำลังร่วมพิธีศพของแอดัม เจเนิส ผลการสืบสวนพบว่าทั้งหมดตายเพราะรับประทานยาแก้ปวดกระปุกเดียวกัน[2]

ถัดจากนั้นอีกไม่นานในวันเดียวกัน แมรี แมกฟาร์แลนด์ (อังกฤษ: Mary McFarland) แห่งเมืองเอล์มเฮิสต์ (อังกฤษ: Elmhurst) นครชิคาโก ดูปาชเคาน์ตี รัฐอิลลินอยส์, พอลา พรินส์ (อังกฤษ: Paula Prince) แห่งนครชิคาโก และแมรี เรเนอร์ (อังกฤษ: Mary Reiner) แห่งหมู่บ้านวินฟีลด์ (อังกฤษ: Winfield) นคร เคาน์ตี และรัฐเดียวกัน พร้อมใจกันจบชีวิตลงหลังจากรับประทานยาแก้ปวด "ไทลินอล"[2]

ด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว พนักงานสืบสวนพบว่าการตายทั้งหมดในนครชิคาโกล้วนเชื่อมโยงกันโดยมียาแก้ปวด "ไทลินอล" เป็นศูนย์กลาง รัฐบาลท้องถิ่นออกประกาศเตือนทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์กระจายภาพ และเจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถตระเวนไปตามบ้านเรือนทุกหลังคาเรือนเพื่อแจ้งเตือนอย่างถึงที่ด้วยโทรโข่ง

ยาแก้ปวดที่เป็นปัญหานั้นส่งมาจากโรงงานที่แตกต่างกัน แต่ด้วยความที่เหตุการณ์ตายไล่เลี่ยกันนี้เกิดขึ้นในท้องที่เดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงจับจุดได้ว่าน่าจะเกิดความผิดปรกติในระหว่างกระบวนการผลิตยา กระนั้น ก็ยังไม่ละข้อสันนิษฐานว่าผู้ไม่ประสงค์ดีอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์เข้าไปยังห้างร้านต่าง ๆ และสับเปลี่ยนกระปุกยาไทลินอลจากหิ้งด้วยกระปุกยาไทลินอลที่มีไซยาไนด์ (อังกฤษ: cyanide) ปลอมปนอยู่แทน อนึ่ง นอกเหนือไปจากยาห้ากระปุกที่นำพาความตายไปสู่ผู้เคราะห์ร้ายเจ็ดรายข้างต้นแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบยาอีกสามกระปุกที่มีสารพิษปลอมปนก่อนจะถูกเปิดอีกด้วย

บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (อังกฤษ: Johnson & Johnson) ต้นสังกัดผู้ผลิตยาไทลินอล มีประกาศเตือนไปยังโรงพยาบาลสถานอนามัยต่าง ๆ และผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตน กับทั้งในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) ยังได้เรียกเก็บผลิตภัณฑ์ไทลินอลทั้งหมดทั่วประเทศกลับคืนสู่บริษัท และสั่งพักโฆษณายาไทลินอลชั่วคราว ในการนี้ ประมาณว่ายาที่ถูกเรียกคืนมีจำนวนกว่าสามสิบเอ็ดล้านกระปุก คิดเป็นมูลค่ากว่าหนึ่งร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันยังแถลงทางสื่อมวลชนเตือนประชาชนทั้งหลายให้หยุดบริโภคผลิตภัณฑ์บรรดามีที่มีส่วนผสมของไทลินอลชั่วคราว อนึ่ง เมื่อแน่ชัดว่ามีแต่ยาประเภทแคปซูลที่ถูกใส่สารพิษปนเปื้อน บริษัทยังได้ปฏิรูปการบรรจุเภสัชภัณฑ์ไทลินอลโดยเปลี่ยนจากแบบแคปซูลไปเป็นแบบเม็ดแข็งทั้งหมด และยังรับแลกแบบแคปซูลที่มีการซื้อไปแล้วเป็นแบบเม็ดแข็งให้ด้วย

[แก้] การดำเนินคดี

คดีสังหารหมู่ดังกล่าวแม้เวลาล่วงเลยมานาน แต่ก็ยังมิได้รับการคลี่คลายจวบจนบัดนี้ กระนั้น ในช่วงเกิดเหตุ มีชายนายหนึ่งนาม เจมส์ ดับเบิลยู. ลิวอีส เขียนจดหมายไปถึงบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน รีดไถเงินหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ มิฉะนั้น เขาจะไม่หยุดการสังหารหมู่โดยใช้สารพิษไซยาไนด์เช่นนี้อีก อย่างไรก็ดี เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวเขาไปสอบสวน กลับพบว่าจดหมายเขาเป็นแค่คำลวง เนื่องจากในเวลาเกิดเหตุนั้นเขาพำนักอยู่ที่นครนิวยอร์กกับภรรยา เจมส์จึงถูกพิพากษาลงโทษฐานกรรโชกทรัพย์ ให้ถูกจำคุกสิบสามปี จากอัตราโทษสูงสุดจำคุกยี่สิบปี เขารับโทษระยะหนึ่งแล้วก็ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระโดยมีทัณฑ์บนใน พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995)

ยังมีชายอีกคนซึ่งต้องสงสัยในคดีสังหารหมู่ นามว่า รอเชอร์ อาร์โนลด์ (อังกฤษ: Roger Arnold) เขาถูกนำตัวไปสอบสวนแต่พบว่าไม่ได้กระทำผิด กระนั้น การตกเป็นเป้าความสนใจของสื่อมวลชน ทำให้รอเชอร์เกิดอาการเจ็บป่วยทางอารมณ์และจิตใจ (อังกฤษ: nervous breakdown) อย่างรุนแรง และโทษชายเจ้าของร้านอาหารนาม มาร์ที ซินแคลร์ (อังกฤษ: Marty Sinclair) ว่าเป็นคนชักนำเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับตัวเขา ท่ามกลางฤดูร้อนของ พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) หรือปีถัดมาจากปีเกิดเหตุสังหารหมู่ รอเชอร์ตัดสินใจจะใช้ปืนสังหารมาร์ทีเสียเป็นการแก้แค้น แต่เขายิงผิดตัว เพราะกลับเป็นชายที่ไร้มลทินคนหนึ่งนาม จอห์น สแตนิเชอ (อังกฤษ: John Stanisha ) ที่ถูกยิงแทน[4] ใน พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) ศาลจึงพิพากษาให้รอเชอร์ถูกจำคุกสิบห้าปี จากอัตราโทษสูงสุดจำคุกสามสิบปี เขาจบชีวิตขณะรับโทษในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2008)

และยังมีผู้ต้องสงสัยอีกรายเป็นหญิงชาวนครชิคาโกนาม ลอรี แดน (อังกฤษ: Laurie Dann) นางมีประวัติว่าป่วยทางจิตมานานแสนนาน กับทั้งยังเคยพยายามลอบวางพิษอย่างลับ ก่อคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญในโรงเรียนมัธยมของท้องถิ่น และกระทำอัตวินิบาตกรรมอีกหลายครั้ง แต่ยังไม่มีข้อสรุปสำหรับผู้ต้องสงสัยรายนี้[5]

บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันตั้งรางวัลนำจับผู้ก่อการสังหารหมู่ด้วยยาไทลินอลดังกล่าวเป็นเงินสูงถึงหนึ่งแสนดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังไม่อาจหาตัวผู้กระทำผิดได้สักทีจนบัดนี้

[แก้] ผลข้างเคียง

บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันได้รับการยกย่องจากสื่อมวลชนในขณะนั้นว่าจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วงนั้น หุ้นของผลิตภัณฑ์ยาไทลินอลในตลาดหลักทรัพย์ก็ร่วงลงจากร้อยละสามสิบห้าเป็นร้อยละแปด แต่ก็กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมภายในเวลาไม่ถึงปีโดยเป็นผลมาจากการได้รับยกย่องของบริษัทฯ นั่นเอง ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) บริษัทฯ ได้ผลิตยาแคปซูลขึ้นมาอีก แต่บรรจุไว้ในบรรจุภัณฑ์ปิดผนึกถึงสามชั้น และโป๊ะทับอีกสองชั้นด้วยป้ายแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับราคาสินค้า เหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ยังส่งผลให้ยาไทลินอลเป็นยาแก้ปวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐอเมริกาด้วย

โศกนาฏกรรมในนครชิคาโกที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปเจ็ดราย ยังให้มีเหตุการณ์เลียนผุดตามขึ้นมาอีกเป็นจำนวนหนึ่งใน พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) ปีถัดมา บรรดาผู้ประกอบการเครื่องบริโภคต่าง ๆ ต้องพากับขบคิดหาหนทางปฏิรูประบบและวิธีการบรรจุภัณฑ์เพื่อป้องกันการลักลอบเจือปนสิ่งไม่พึงประสงค์ลงในสินค้า และอุตสาหกรรมทางเภสัชภัณฑ์หลีกเลี่ยงไม่ผลิตสินค้าในรูปแคปซูล เพราะการเปิดหลอดแคปซูลออกแล้วเจือสิ่งแปลกปลอมลงไปในนั้นสามารถกระทำได้โดยง่าย และโดยไม่ทิ้งร่องรอยพิรุธไว้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงกฎหมายให้ถือว่า คดีเกี่ยวกับการเจือปนสารพิษในเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นอาชญากรรมระดับชาติ และองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาก็ตราระเบียบใหม่เพื่อป้องกันการกระทำผิดในรูปแบบนี้ ซึ่งระเบียบดังกล่าวส่งผลให้ "แคปเลต" (อังกฤษ: caplet) หรือยาเม็ดแข็งที่ทำเป็นรูปแคปซูล เข้ามาแทนที่แคปซูลซึ่งเป็นปลอกพลาสติกบรรจุแป้งยาภายใน

อนึ่ง เหตุการณ์ยาไทลินอลนี้มีการนำไปจัดสร้างและดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และวรรณกรรมหลายเรื่อง โดยมีการนำไปเป็นพื้นฐานเรื่องราวเกี่ยวกับการวางยาพิษในลูกกวาดสำหรับแจกเด็กในวันฮาโลวีน ตลอดจนในอาหารและเครื่องดื่มสำหรับวางขายเป็นต้นด้วย

[แก้] เหตุการณ์ใน พ.ศ. 2552

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) เจ้าหน้าที่ตำรวจสำนักงานสืบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ กรมยุติธรรม นำกำลังเข้าจับกุมเจมส์ ดับเบิลยู. ลิวอีส อดีตผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งในคดีสังหารหมู่นี้ ไปกักตัวไว้ชั่วคราวรอการสอบสวน และตรวจค้นบ้านพักของเขาซึ่งอยู่ ณ เมืองเคมบริดจ์ มิดเดิลเซ็กซ์เคาน์ตี (อังกฤษ: Middlesex County) รัฐแมสซาชูเซ็ตส์[6]

โฆษกสำนักงานสืบสวนกลางฯ แถลงในนครชิคาโก โดยปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องข้างต้น แต่กล่าวว่าจะมีอะไรให้ได้เห็นกันอย่างแน่นอนในเร็ววันนี้[7] ทั้งนี้ เนื่องจากมีผู้ส่งความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีไปยังสำนักงานฯ อย่างมากมาย และในแถลงการณ์ของสำนักงานฯ ก็ระบุว่าจะมีการพิจารณารื้อฟื้นคดีสังหารหมู่ในนครชิคาโกขึ้น ความตอนหนึ่งว่า "การทบทวนครั้งนี้เป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการที่อาชญากรรมนี้ครบรอบ 25 ปีเมื่อไม่นานมานี้ทำให้เรื่องราวในคดีกลายเป็นที่สนใจของสาธารณชน นอกจากนี้แล้วจากการที่เทคโนโลยีทางนิติวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้ามากขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการฟื้นคดีและค้นหาพยานหลักฐานกันอีกครา"[8]

อย่างไรก็ดี สถานีโทรทัศน์ช่องดับเบิลยูซีวีบีไฟฟ์ (อังกฤษ: WCVB 5) ของนครบอสตัน รายงานเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) ว่า สำนักงานฯ ได้ปล่อยตัวเจมส์ ดับเบิลยู. ลิวอีส ไปแล้วเนื่องจากไม่อาจหาหลักฐานเพียงพอจะสนับสนุนข้อกล่าวหาเขาได้ และขณะนี้เจมส์ก็กลับไปพำนักอยู่ยังบ้านที่เมืองเคมบริดจ์ดังเดิม[9]

[แก้] เชิงอรรถ

  1. ^ John Douglas, 1999 : 103-104.
  2. ^ 2.0 2.1 2.2 John Douglas, 1999 : 106.
  3. ^ Rachael Bell, n.d. : Online.
  4. ^ AP, 1984 : Online.
  5. ^ Joyce Egginton, 1991.
  6. ^ Jonathan Saltzman, 2009 : Online.
  7. ^ The Associated Press, 2009 : Online.
  8. ^ CNN News, 2009 : Online.
  9. ^ Boston Channel, 2009 : Online.

[แก้] อ้างอิง

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น