ภาพเหลื่อม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Anaglyph image)
ภาพสองภาพซ้อนทับกันทำให้ได้มุมมองแบบสามมิติด้วยวิธีการ Anaglyph โดยใช้ตัวกรองสีแดง (ตาซ้าย) และฟ้า (ตาขวา) ในการชมควรใส่ 3d glasses red cyan.svg แว่นสามมิติแดง ฟ้า เพื่อดูภาพนี้ในมุมมอง 3 มิติ
ภาพต้นฉบับของภาพ Anaglyph ด้านบน
ภาพ 3 มิติในภาพถ่ายความละเอียดสูงควรใส่ 3d glasses red cyan.svg แว่นสามมิติแดง ฟ้า เพื่อดูภาพนี้ในมุมมอง 3 มิติ
ภาพ Anaglyph ของอุทยานแห่งชาติซากัวโรควรใส่ 3d glasses red cyan.svg แว่นสามมิติแดง ฟ้า เพื่อดูภาพนี้ในมุมมอง 3 มิติ

ภาพเหลื่อม[1] (อังกฤษ: anaglyph image) คือเทคนิคการบันทึกและการดูภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเสมือนสามมิติ พัฒนามาจาก Stereo Pairs หรือการดูแบบสลับภาพด้วยตาเปล่า ซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างลำบาก ทำให้ ดูว์ ฮาว์รอน (Du Hauron) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้คิดค้นระบบภาพเหลื่อมขึ้นในปี ค.ศ. 1891โดยใช้หลักการการดูแบบสลับตาด้วยตาเปล่า (Cross-Eye View) ซึ่งสามารถดูได้เองโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือช่วย โดยการวางภาพขวา ไว้ด้านซ้าย และวางภาพซ้ายไว้ด้านขวา จากนั้น ใช้ตาขวาดูภาพด้านซ้าย และใช้ตาซ้ายดูภาพด้านขวา เมื่อเริ่มดูภาพ ภาพทั้งสองจะค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากัน จนเกิดการรวมของภาพและเกิดเป็นภาพ 3 มิติ

อุปกรณ์ที่ใช้ดูภาพ 3 มิติ แบบ Anaglyph Image[แก้]

ดูว์ ฮาว์รอน อาศัยหลักการของสี การตัดกันของสี โดยผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ดูภาพแบบ Anaglyph ขึ้นมา โดยมักกำหนดให้เป็นสีฟ้าอมเขียว (Cyan) และ สีแดง (Red) เมื่อลองนำอุปกรณ์ที่ทำเป็นแว่นตามองดูภาพแปดเหลี่ยมที่ทำขึ้นมาเพื่อใช้ทดสอบ โดยปิดและเปิดตาทีละข้างจะสังเกตเห็นว่าเมื่อปิดตาซ้ายและเปิดตาขวา (มองรูปผ่าน Filter สีฟ้าอมเขียว) จะมองเห็นว่าสีแดงนี้จะหายไปเหลือแต่เส้นสีขาว จากนั้นเปิดตาซ้ายปิดตาขวา (มองFilter สีแดง) จะมองเห็นว่าสีฟ้าอมเขียวหายไปเหลือแต่เส้นสีขาว แต่เมื่อลืมตาพร้อมกันผ่าน ทั้งสองข้าง จะเห็นกรอบสีขาวของรูป 8 เหลี่ยมชัดเจน นี่คือหลักการของภาพ 3 มิติ แบบ Anaglyph

ภาพที่ได้จากกล้องทั่วไป หรือภาพจากการ Scan ด้วยเครื่อง Scanner ถ้าเป็น Mode ภาพแบบ RGB คือ ภาพ 1 ภาพจะมีองค์ประกอบของสีแดง (R) สีเขียว (G) สีน้ำเงิน (B)

ภาพ 3 มิติ แบบ Anaglyph นั้นประยุกต์มาจากภาพคู่ หรือ Stereo Pairs คือ มีรูปด้านซ้ายและขวา แทนภาพที่มอง เห็นจากตาข้างซ้ายและตาขวาของมนุษย์ จากนั้นทำการตัดสีของภาพ Stereo pairs ทั้ง 2 ภาพออก โดยให้ภาพทางขวาเป็นภาพสีแดง (ตัดสีเขียวและสีน้ำเงินออก)

และภาพทางซ้ายจะเป็นภาพสีฟ้าอมเขียว (ตัดสีแดงออก) และนำภาพที่ได้นี้มาซ้อนเหลื่อมกัน การวางภาพให้ซ้อนเหลื่อมกันนั้นโดยส่วนใหญ่จะให้ภาพที่เหลื่อมทางขวาเป็นภาพสีแดง และภาพที่เหลื่อมทางซ้ายจะเป็น ภาพสีฟ้าอมเขียว อย่างไรก็ตามการวางภาพเหลื่อมนี้ไม่ได้บังคับตายตัว เราสามารถที่จะกำหนดให้ภาพเหลื่อมด้านขวาเป็นสีฟ้าอม เขียว และภาพทางด้านซ้ายเป็นสีแดงก็ได้ แต่แว่นตาที่ใช้ สำหรับดูภาพนี้ต้องใส่ Filter ให้สลับด้านเท่านั้น เช่น ถ้ากำหนดให้ภาพสีแดงเหลื่อมทางด้านขวาก็ต้องใช้ที่Filter สีแดงอยู่ที่ตาซ้าย เป็นต้น

• การมองภาพ 3 มิติ แบบภาพเหลื่อม Anaglyph

• การดูภาพเหลื่อม Anaglyph ต้องอาศัยแว่นตาพิเศษที่มีสองสี ตามมาตรฐานแล้ว มักใช้สีฟ้าอมเขียวสำหรับตาขวา (แต่หากหาไม่ได้สามารถใช้สีน้ำเงินแทนได้) และสีแดงสำหรับตาซ้าย

• การมองจากแว่นทางด้านซ้ายจะได้รูปที่เป็นโทนสีแดง ทำให้สามารถแยกภาพออกมาได้ แต่จะเห็นว่าภาพที่มองได้จะเป็นภาพที่ได้จากกล้องทางด้านขวามือ เช่นเดียวกับเมื่อมองภาพผ่าน Filter สีฟ้าอมเขียว (คือ ภาพที่ได้จากกล้องด้านซ้ายมือ) ตามหลักการมองภาพแบบไขว้ (Cross-Eye View) แต่ในความเป็นจริงเรามองภาพนี้ผ่าน Filter ทั้งสองพร้อมกัน ทำให้เป็นการจำลองภาพเหมือนกับว่าเรากำลังจ้องมองภาพเดียวกันอยู่ ทำให้เราเห็นถึงส่วนลึกและมิติของภาพได้

ข้อมูลเพิ่มเติม Anaglyphs[แก้]

ความรู้ทั่วไป[แก้]

ภาพถ่ายขี้ๆ แม้จะสามารถให้รายละเอียดของวัตถุได้แต่ความตดเหม็น แต่มีข้อจำกัดด้านการให้ข้อมูลด้านความลึก ทั้งนี้เนื่องจากภาพของสิ่งต่างๆ จะถูก render ลงบนระนาบ นับตั้งแต่ มีการเริ่มถ่ายภาพ ได้มีความพยายามที่จะจำลองภาพ 3 มิติ หรือ ภาพสเตริโอ นับได้เป็นอย่างน้อยหลายร้อยวิธี ความจริงที่น่าแปลกก็คือ บุคคลแรกที่ค้นคิดหลักการของการมองภาพแบบสเตริโอ (stereoscopic vision) คือ Sir Charles Wheatstone ในปี ค.ศ. 1838 ซึ่งนับเป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่การถ่ายภาพจะถูกคิดค้นขึ้น

เมื่อ Henry Fox Talbot และ Daguerre คิดค้นกรรมวิธีล้างอัดภาพขึ้นในปี ค.ศ. 1839 ผู้คนก็เริ่มถ่ายภาพ 3 มิติ ซึ่งมีคุณภาพดี เทียบกับภาพ 3 มิติ ที่ถ่ายในปัจจุบัน ต่างกันก็ตรงที่การล้างอัดภาพ มีค่าใช้จ่ายสูงมากในตอนนั้น และอุปกรณ์ดูภาพ 3 มิติ ก็ยังมีน้อย และไม่ค่อยแพร่หลาย

จุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1850 เมื่อ David Brewster ประดิษฐ์ albumen print และ อุปกรณ์ดูภาพ ที่มีราคาถูก และ Oliver Wendall Homes ที่ประดิษฐ์อุปกรณ์ดูภาพที่มีราคาถูกยิ่งกว่า

หลักการง่ายๆ ของการถ่ายภาพ 3 มิติ ก็คือการถ่ายภาพจำนวน 2 ภาพ ของวัตถุเดียวกัน ในมุมที่ต่างกันเล็กน้อย หลังจากนั้น จึงใช้เทคนิคของการดูภาพ 3 มิติ วิธีใดวิธีหนึ่ง เพื่อส่งภาพแต่ละภาพ ให้ตาทั้งสอง ซึ่งจะถูกผสมรวมกันในสมองของเราอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เราเห็นภาพดังกล่าว ในลักษณะ 3 มิติ

ข้อสำคัญของการถ่ายภาพ 3 มิติ

เลนส์ทั้ง 2 ตัว ต้องมีทางยาวโฟกัสเท่ากัน แนวการถ่ายภาพทั้ง 2 ภาพ ต้องขนานกัน ระยะห่างระหว่างกล้อง 2 ตัว หรือระยะการเลื่อนกล้อง จะเท่ากับระยะห่างระหว่างลูกตา คือประมาณ 6.5 ซ.ม.

พื้นฐานการถ่ายภาพ 3 มิติ[แก้]

กระบวนการพื้นฐาน ในการถ่ายภาพ 3 มิติ มีอยู่ 5 วิธีด้วยกัน คือ

กล้อง 1 ตัว ถ่ายภาพ 2 ภาพ โดยถ่ายทีละภาพ ในเวลาใกล้เคียงกัน กล้อง 1 ตัว ถ่ายภาพ 2 ภาพ ผ่านเลนส์ 2 ตัว ในเวลาเดียวกัน เช่น กล้อง Argus 3D และ กล้อง Vivitar 3D กล้อง 1 ตัว ถ่ายภาพ 1 ภาพ ผ่านเลนส์ 1 ตัว ที่มี beam splitter ในเวลาเดียวกัน ทำให้ได้ภาพ 2 ภาพ คู่กัน บนภาพ 1 ใบ กล้อง 2 ตัว ติดตั้งข้างกัน ถ่ายภาพ 2 ภาพ ในเวลาเดียวกัน (ภาพ) กล้อง 1 ตัว ถ่ายภาพ 3 - 4 ภาพ ในเวลาเดียวกัน วิธีที่ 1,2, 3, และ 4 เป็นวิธี 'มาตรฐาน' ในการถ่ายภาพ 3 มิติ โดยจะได้ภาพ 2 ภาพ ที่ใช้ เครื่องฉายภาพ 3 มิติ หรือ อุปกรณ์ดูภาพ 3 มิติ ในการสร้างภาพ 3 มิติ ให้ผู้ชม ในขณะที่ วิธีที่ 5 เป็นวิธีที่ 'ทันสมัย' กว่า ที่ต้องผ่านกระบวนการพิมพ์ภาพ ภายใต้ พื้นผิวที่เรียกว่า 'lenticular' ที่ทำให้ตาของเรา มองเห็นภาพมุมต่างๆ กัน ของวัตถุเดียวกัน ข้อแนะนำ และข้อควรระวังของการถ่ายภาพ 3 มิติ โดยใช้กล้องตัวเดียว

ถ่ายภาพทั้ง 2 ภาพ ให้เร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสที่ส่วนประกอบต่างๆ ในภาพ จะเคลื่อนที่ ควรเลือกถ่ายภาพในขณะที่ลมสงบ ไม่มีใบไม้ปลิว หรือกิ่งไม้ไหว หรือเมฆ ให้มีวัตถุใน foreground เพื่อให้ภาพมีมิติ ใช้ หน้ากล้องแคบๆ เพื่อให้ความชัดลึกสูงที่สุด ใช้ exposure เหมือนกัน ทั้งสองภาพ Link การถ่ายภาพ 3 มิติ

การถ่ายภาพ3 มิติ โดยใช้ QX3 Microscope การเลือกเลนส์, ฟิล์ม ในการถ่ายภาพ3 มิติ

ใช้ software 3D Lenticular

www.diorama3d.com

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]