ฮันส์ โฮลไบน์ (ผู้ลูก)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฮันส์ โฮลไบน์ (ผู้ลูก)
Hans Holbein the Younger
Hans Holbein the Younger, self-portrait.jpg
ภาพเหมือนตนเอง ราว ค.ศ. 1542–1543ชอล์คสีและปากกาเน้นด้วยสีทอง, หอศิลป์อุฟฟิซิ, ฟลอเรนซ์ ภาพเขียนได้รับการขยาย เขียนตกแต่งใหม่ และเพิ่มสีโดยจิตรกรยุคต่อมา[1]


วันเกิด ค.ศ. 1497
วันเสียชีวิต ค.ศ. 1543
เชื้อชาติ เยอรมัน
สาขา จิตรกรรม
ประเภทงาน ภาพเหมือน
ยุค สมัยกอธิคตอนปลาย/ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาตอนเหนือ

ฮันส์ โฮลไบน์ (ผู้ลูก) (อังกฤษ: Hans Holbein the Younger) (ค.ศ. 1497 - ระหว่างวันที่ 7 ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1543) เป็นจิตรกรและช่างพิมพ์ของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาตอนเหนือคนสำค้ญของประเทศเยอรมนีในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีความเชี่ยวชาญในการเขียนภาพพิมพ์แบบเรอเนสซองซ์ตอนเหนือ โฮลไบน์เป็นที่รู้จักจากภาพเหมือน[2] และงานภาพพิมพ์แกะไม้ (woodcut) ในชุด “Dance of Death” ฮันส์ โฮลไบน์ถือกันว่าเป็นช่างเขียนภาพเหมือนคนสำคัญของยุคภาพเหมือนสมัยใหม่ตอนต้น (Early Modern Period) ซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง คริสต์ศตวรรษที่ 18 นอกจากภาพเหมือนแล้วโฮลไบน์ก็ยังมีงานเขียนที่เกี่ยวกับศาสนา งานเสียดสี และงานโฆษณาชวนเชื่อของการปฏิรูปศาสนา และมีบทบาทสำคัญในการประวัติศาสตร์ของกาออกแบบหนังสือ สร้อย “ผู้ลูก” เพื่อให้ต่างจากบิดาผู้มีชื่อเดียวกัน --ฮันส์ โฮลไบน์ (ผู้พ่อ) ผู้เป็นจิตรกรมีชื่อของสมัยกอธิคตอนปลาย

โฮลไบน์เกิดที่ออกสเบิร์ก ทำงานส่วนใหญ่ในบาเซิลเมื่อเริ่มเป็นศิลปิน ในระยะแรกก็เขียนจิตรกรรมฝาผนังและศิลปะคริสต์ศาสนางานศาสนา และออกแบบหน้าต่าประดับกระจกสีและหนังสือสำหรับพิมพ์ บางครั้งก็จะเขียนภาพเหมือนและมีชื่อเสียงขึ้นเมื่อเขียนภาพเหมือนของนักมนุษยนิยมเดสิเดอริอัส อีราสมัสแห่งรอตเตอร์ดาม เมื่อการปฏิรูปศาสนาของนิกายโปรเตสแตนต์ขยายไปถึงบาเซิล โฮลไบน์ก็ทำงานให้ลูกค้าฝ่ายปฏิรูป ขณะที่ในขณะเดียวกันก็ทำงานให้กับลูกค้าที่ต้องการภาพทางศาสนาแบบดั้งเดิม งานของโฮลไบน์ของปลายสมัยกอธิคมีลักษณะที่เพิ่มคุณค่าของภาพที่มาจากแนวโน้มของศิลปะอิตาลี, ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ และจากลัทธิมนุษยนิยมยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา ผลที่ออกมาคืองานที่มีความงามเป็นเอกลักษณ์ของโฮลไบน์เอง

โฮลไบน์เดินทางไปยังอังกฤษในปี ค.ศ. 1526 เพื่อไปหางานทำโดยคำรับรองของเดสิเดอริอัส อีราสมัส อีราสมัสได้รับการต้อนรับเข้าสู่กลุ่มนักมนุษยนิยมของเซอร์ทอมัส มอร์ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองอย่างรวดเร็ว หลังจากที่กลับมายังบาเซิลเป็นเวลาสี่ปีโฮลไบน์ก็เดินทางไปทำงานต่อในอังกฤษในปี ค.ศ. 1532 ครั้งนี้มาทำงานให้กับแอนน์ โบลีน และ ทอมัส ครอมเวลล์ เมื่อมาถึงปี ค.ศ. 1535 โฮลไบน์ก็กลายเป็นจิตรกรประจำพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ในตำแหน่งที่ว่านี้นอกจากจะเขียนภาพเหมือนและการตกแต่งเทศกาลแล้ว โฮลไบน์ก็ยังออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับอันมีค่าอีกด้วย ภาพเหมือนของโฮลไบน์ของพระราชวงศานุวงศ์และขุนนางเป็นการบันทึกความหรูหราของราชสำนักอังกฤษในช่วงระยะเวลาที่สมเด็จพระเจ้าเฮนรีทรงแสดงพระบรมราชานุภาพในฐานะประมุขของนิการยเชิร์ชออฟอิงแลนด์อย่างเต็มที่

งานเขียนของโฮลไบน์ถือว่างเป็นงานเขียนที่มีคุณค่ามาตั้งแต่เริ่มเขียน กวีและนักปฏิรูปชาวฝรั่งเศสนิโคลาส์ บูร์บองให้สมญาว่าเป็น “อเพลเลสแห่งยุค”[3] นอกจากนั้นก็ยังถือว่าเป็นจิตรกร “เอกลักษณ์” ของประวัติศาสตร์ศิลปะเพราะไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มตระกูลการเขียนใดที่สร้างงานเขียนลักษณะการเขียนของตนเอง[4] หลังจากที่โฮลไบน์เสียชีวิต งานบางชิ้นก็สูญหายไปแต่ส่วนมากได้รับการสะสม เมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โฮลไบน์ก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นปรมาจารย์ของการเขียนภาพเหมือน งานแสดงศิลปะหลายครั้งเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้แสดงความสามารถในด้านต่างๆ ของโฮลไบน์ด้วย โฮลไบน์ใช้เส้นที่อ่อนช้อยในการสร้างงานตั้งแต่เครื่องประดับอันละเอียดอ่อนไปจนกระทั่งงานขนาดใหญ่เช่นจิตรกรรมฝาผนัง งานเขียนของโฮลไบน์เรียกได้ว่าเป็นงานแบบสัจนิยมเพราะความเที่ยงตรงต่อความเป็นจริงของสิ่งที่เขียน ภาพเหมือนที่เขียนมีชื่อเสียงในยุคนั้นว่าเป็นภาพที่ลม้ายผู้เป็นแบบเป็นอย่างมาก และทำให้ชนปัจจุบันสามารถรู้จักบุคคลในยุคนั้นจากสายตาของโฮลไบน์ แต่โฮลไบน์ก็มิได้พึงพอใจอยู่แต่ลักษณะที่เห็นภาพนอกของผู้เป็นแบบ และฝังสัญลักษณ์, นัย และ ปฏิทรรศน์เข้าไปในภาพด้วยที่ทำให้เป็นที่กังขาต่อผู้คงแก่เรียนต่างๆ ตามความเห็นของนักประวัติศาสตร์ศิลป์เอลลิส วอเทอร์เฮาส์ภาพเหมือนที่เขียนโดยโฮลไบน์ “[[ยังคงเป็นภาพที่ไม่มีผู้ใดเท่าเทียมเพราะความเที่ยงตรงและความประหยัดของการสื่อความหมาย, ความลึกของบุคลิก และความบริสุทธิ์และความงดงามของวิธีการเขียน”[5]

เนื้อหา

อ้างอิง [แก้]

  1. ^ Rowlands, 239; Buck, 6.
  2. ^ Zwingenberger, 9.
  3. ^ Wilson, 213; Buck, 50, 112. Apelles was a legendary artist of antiquity, whose imitation of nature was thought peerless.
  4. ^ Wilson, 281.
  5. ^ Waterhouse, 17.

ข้อมูลเพิ่มเติม [แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]

สมุดภาพ [แก้]