สเต็มเซลล์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สเต็มเซลล์
MSC high magnification.jpg
ลักษณะโครงสร้างดูจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนทั่วไปของสเต็มเซลล์เต็มวัย
ละติน Cellula praecursoria

เซลล์ต้นกำเนิด, เซลล์ต้นตอ หรือ สเต็มเซลล์ (อังกฤษ: stem cell) เป็นเซลล์ไม่จำเพาะซึ่งสามารถเจริญ (differentiate) ไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะและสามารถแบ่งตัวแบบไมโทซิสเพื่อสร้างสเต็มเซลล์เพิ่มได้ สเต็มเซลล์พบในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แบ่งสเต็มเซลล์ออกกว้าง ๆ ได้เป็นสองชนิด คือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (embryonic stem cell) ซึ่งแยกจากมวลเซลล์ชั้นในของตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสท์ (blastocyst) และสเต็มเซลล์เต็มวัย (adult stem cell) ซึ่งพบในเนื้อเยื่อหลายชนิด ในสิ่งมีชีวิตเต็มวัย สเต็มเซลล์และโปรเจนิเตอร์เซลล์ (progenitor cell) ทำหน้าที่เป็นระบบซ่อมแซมของร่างกาย โดยทดแทนเนื้อเยื่อเต็มวัย ในตัวอ่อนที่กำลังเจริญ สเต็มเซลล์สามารถเจริญไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะได้ทุกชนิด ทั้งเอ็กโทเดิร์ม เอ็นโดเดิร์มและเมโซเดิร์ม ทว่า ยังคงการหมุนเวียนปกติของอวัยวะที่สร้างใหม่ได้ (normal turnover of regenerative organ) เช่น เลือด ผิวหนังและเนื้อเยื่อลำไส้ได้อีกด้วย

แหล่งที่เข้าถึงได้ของสเต็มเซลล์เต็มวัยตัวเอง (autologous) ในมนุษย์มีสามแหล่ง คือ

  1. ไขกระดูก ซึ่งต้องอาศัยการสกัดโดยการเก็บ นั่นคือ การเจาะเข้าไปในกระดูก (มักเป็นกระดูกต้นขาหรือสันกระดูกปีกสะโพก)
  2. เซลล์ไขมัน ซึ่งอาศัยการสกัดโดยการดูดไขมัน และ
  3. เลือด ซึ่งอาศัยการสกัดโดยการเจาะเอาเฉพาะส่วนประกอบหนึ่งของเลือด (apheresis) คือ เป็นการดึงเลือดจากผู้บริจาค (ทำนองเดียวกับการบริจาคเลือด) และผ่านเข้าเครื่องซึ่งแยกสเต็มเซลล์และคืนเลือดส่วนอื่นคืนให้ผู้บริจาค

สเต็มเซลล์ยังได้มาจากเลือดสายสะดือไม่นานหลังคลอด ในบรรดาสเต็มเซลล์ทุกชนิด การเก็บจากตัวเองมีความเสี่ยงน้อยที่สุด ตามนิยาม คือ เก็บเซลล์จากร่างกายของตนเอง แบบเดียวกับที่เก็บสำรองเลือดของตนไว้ตามกระบวนการผ่าตัดแบบไม่เร่งด่วน

สเต็มเซลล์เต็มวัยใช้ในการรักษาทางการแพทย์บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่นในการปลูกถ่ายไขกระดูก ปัจจุบัน มนุษย์สามารถเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้และให้เจริญเปลี่ยนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะโดยมีคุณสมบัติเข้ากันกับเซลล์ของเนื้อเยื่อหลายชนิด อย่างกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท มีการเสนอว่าเซลล์ไลน์ตัวอ่อนและสเต็มเซลล์ตัวอ่อนของตนเองที่ถูกสร้างผ่านการโคลนเพื่อการรักษาเป็นทางเลือกที่มีโอกาสสำหรับการรักษาในอนาคต[1] การวิจัยเรื่องสเต็มเซลล์มีที่มาจากการค้นพบโดย Ernest A. McCulloch และ James E. Till แห่งมหาวิทยาลัยโตรอนโตในคริสต์ทศวรรษ 1960[2][3]

ประเภท[แก้]

สเต็มเซลล์ตัวอ่อนแบบ pluripotent เกิดขึ้นเป็นมวลเซลล์ชั้นใน (ICM) ภายในบลาสโตซิสต์ สเต็มเซลล์เหล่านี้สามารถกลายเป็นเนื้อเยื่อใดในร่างกายก็ได้ ยกเว้นรก เฉพาะเซลล์จากตัวอ่อนระยะมอรูลาที่มีคุณสมบัติ totipotent คือ สามารถกลายเป็นเนื้อเยื่อทุกชนิดในร่างกายและรกนอกตัวอ่อนได้

สเต็มเซลล์จัดตามแหล่งที่ได้มาเป็น 2 ชนิดคือ

  • สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem Cell) คือ สเต็มเซลล์ที่เก็บส่วนของ inner cell mass จากตัวอ่อนของมนุษย์หรือสัตว์ที่ยังอยู่ในครรภ์ในระยะ blastocyst สเต็มเซลล์ในระยะนี้จะมีอายุเพียง 3-5 วัน หลังการปฏิสนธิ แต่สามารถเจริญเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะได้ทุกชนิด
  • สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย (Adult Stem Cell) คือสเต็มเซลล์ที่เก็บจากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่นจาก ไขกระดูก เลือด ผิวหนัง ฟันน้ำนม เป็นต้น

และมีการจำแนกตามความสามารถในการนำไปพัฒนาได้อีก 3 ชนิด คือ

  1. Totipotent cell คือ เซลล์ที่พัฒนาไปได้แบบไม่จำกัด เช่น เซลล์ตัวอ่อนมนุษย์
  2. Pluripotent cell คือ เซลล์ที่พัฒนาไปได้หลายแบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนื่อเยื่อต่างๆของสิ่งมีชีวิต
  3. Unipotent cell คือ เซลล์ที่พัฒนาไปเป็นเซลล์จำเพาะชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น

การรักษา[แก้]

โรคและสภาพซึ่งการรักษาด้วยสเต็มเซลล์มีโอกาสหรือกำลังเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี จนถึงปี 2552 การปลูกถ่ายไขกระดูกยังเป็นการใช้สเต็มเซลล์ที่ได้รับการยอมรับเพียงอย่างเดียว

นักวิจัยทางการแพทย์เชื่อว่าการรักษาด้วยสเต็มเซลล์มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงการรักษาโรคของมนุษย์อย่างสำคัญ มีการรักษาด้วยสเต็มเซลล์เต็มวัยหลายชนิดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกถ่ายไขกระดูกซึ่งใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว[4] ในอนาคต นักวิจัยทางการแพทย์คาดว่าจะสามารถใช้เทคโนโลยีที่มาจากการวิจัยสเต็มเซลล์เพื่อรักษาอีกหลายโรค รวมถึง มะเร็ง, โรคพาร์กินสัน, การบาดเจ็บของไขสันหลัง, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแอลเอเอส, โรคมัลติเพิล สเกลอโรซิส และการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ตลอดจนความบกพร่องและสภาพอื่นอีกจำนวนหนึ่ง[5][6] อย่างไรก็ดี ยังมีความไม่แน่นอนทางสังคมและวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการวิจัยสเต็มเซลล์อยู่มาก ซึ่งต่อไปอาจเอาชนะได้ด้วยการถกเถียงสาธารณะ การวิจัยในอนาคตและการศึกษาของสาธารณะเพิ่มเติม

ความกังวลหนึ่งของการรักษา คือ ความเสี่ยงที่สเต็มเซลล์ที่ได้รับการปลูกถ่ายอาจเกิดเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งหากเซลล์ยังแบ่งตัวอย่างควบคุมไม่ได้[7]

อ้างอิง[แก้]

  1. Tuch BE (2006). "Stem cells—a clinical update". Australian Family Physician 35 (9): 719–21. PMID 16969445. 
  2. Becker AJ, McCulloch EA, Till JE (1963). "Cytological demonstration of the clonal nature of spleen colonies derived from transplanted mouse marrow cells". Nature 197 (4866): 452–4. Bibcode:1963Natur.197..452B. doi:10.1038/197452a0. PMID 13970094. 
  3. Siminovitch L, McCulloch EA, Till JE (1963). "The distribution of colony-forming cells among spleen colonies". Journal of Cellular and Comparative Physiology 62 (3): 327–36. doi:10.1002/jcp.1030620313. PMID 14086156. 
  4. Gahrton G, Björkstrand B (2000). "Progress in haematopoietic stem cell transplantation for multiple myeloma". J Intern Med 248 (3): 185–201. doi:10.1046/j.1365-2796.2000.00706.x. PMID 10971785. 
  5. Lindvall O (2003). "Stem cells for cell therapy in Parkinson's disease". Pharmacol Res 47 (4): 279–87. doi:10.1016/S1043-6618(03)00037-9. PMID 12644384. 
  6. Goldman S, Windrem M (2006). "Cell replacement therapy in neurological disease". Philos Trans R Soc Lond B Biol Sci 361 (1473): 1463–75. doi:10.1098/rstb.2006.1886. PMC 1664668. PMID 16939969. 
  7. "Stem-cell therapy: Promise and reality." Consumer Reports on Health 17.6 (2005): 8–9. Academic Search Premier. EBSCO. Web. 5 Apr. 2010.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ทั่วไป
วารสารที่มีการทบทวน