สโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Paris Saint-Germain F.C.)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง
Paris Saint-Germain F.C..svg
ชื่อเต็มสโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง
ฉายาPSG, Paris SG, Les Rouge-et-Bleu, Les Parisiens
ก่อตั้ง12 สิงหาคม ค.ศ. 1970
สนามปาร์กเดแพร็งส์
Ground ความจุ48,713 ที่นั่ง
เจ้าของกลุ่มทุนกาตาร์
ประธานนาศิร อัลเคาะลัยฟี
ผู้จัดการเมาริซิโอ โปเชติโน
ลีกลีกเอิง
2020–21อันดับที่ 2
เว็บไซต์เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (ฝรั่งเศส: Paris Saint-Germain F.C.) หรือเรียกอย่างย่อว่า เปแอ็สเฌ (PSG) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบันเล่นอยู่ในลีกเอิง และเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประเทศฝรั่งเศส[1][2] โดยชนะเลิศการแข่งขันภายในประเทศมากกว่า 40 รายการ ซึ่งรวมถึงชนะเลิศลีกเอิง 9 สมัย และยังครองสถิติในการเล่นในลีกสูงสุดยาวนานที่สุดโดยไม่ตกชั้น (ค.ศ. 1974–ปัจจุบัน) มีสนามเหย้าคือปาร์กเดแพร็งส์[3] และมีสีประจำสโมสรคือ สีน้ำเงิน, สีขาว และ สีแดง โลโก้สโมสรคือรูปหอไอเฟล และสัญลักษณ์ดอกลิลลี ซึ่งสื่อถึงการเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส

ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1970 จากการควบรวมสโมสรของปารี แอ็ฟเซ และ สตาดแซ็ง-แฌร์แม็ง[4] ก่อนจะแยกทีมใน ค.ศ. 1972 ซึ่งปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (สตาดแซ็ง-แฌร์แม็ง) ต้องตกชั้นไปเล่นในดิวิชั่น 3 และเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาสู่ลีกเอิงใน ค.ศ. 1974 ถ้วยรางวัลแรกของสโมสรคือฟุตบอลถ้วยกุปเดอฟร็องส์ใน ค.ศ. 1982 และคว้าแชมป์ลีกเอิงสมัยแรกได้ใน ค.ศ. 1986 ถัดมาในช่วงทศวรรษ 1990 สโมสรเข้าสู่ยุคทองแห่งความสำเร็จ โดยชนะเลิศลีกเอิงสมัยที่ 2, ชนะเลิศกุปเดอฟร็องส์เพิ่ม 3 สมัย และกุปเดอลาลีกอีก 2 สมัย ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งเป็นหนึ่งในสองสโมสรของฝรั่งเศสที่ชนะเลิศการแข่งขันในถ้วยยุโรป โดยชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพใน ค.ศ. 1996[5] และยังติดอันดับทีมแห่งปีของโลกจากการจัดอันดับของสหพันธ์ประวัติศาสตร์และสถิติฟุตบอลระหว่างประเทศใน ค.ศ. 1994 และได้รับการจัดอันดับให้เป็นสโมสรที่ดีที่สุดโดยสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปใน ค.ศ. 1998[6][7] พวกเขาเป็นสโมสรเดียวของฝรั่งเศสที่ชนะเลิศถ้วยรางวัลในประเทศ 3 รายการ และ 4 รายการในฤดูกาลเดียวกัน สโมสรผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกใน ค.ศ. 2020 ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งเป็นคู่ปรับสำคัญของออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ การพบกันของทั้งคู่ถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่เรียกว่า เลอกลาซิก[8][9][10]

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งเป็นสโมสรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้ติตดามมากที่สุดในโลก[11][12][13] ใน ค.ศ. 2011 กลุ่มนายทุนมหาเศรษฐีจากประเทศกาตาร์ นำโดยตะมีม บิน ฮะมัด อัษษานี ได้เข้ามาซื้อกิจการสโมสร ส่งผลให้พวกเขากลายเป็นสโมสรที่ร่ำรวยที่สุดในฝรั่งเศสรวมทั้งเป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่ำรวยที่สุดในโลกตามการจัดอันดับทุกปี[14][15][16][17][18] สโมสรเริ่มนำผู้เล่นระดับโลกเข้าสู่ทีมมากมายนับจากนั้นเป็นต้นมา และได้ยกระดับทีมขึ้นมาเป็นหนึ่งในทีมชั้นนำของวงการฟุตบอลยุโรป โดยหากนับตั้งแต่ ค.ศ. 2011 ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งได้ลงทุนซื้อผู้เล่นด้วยราคารวมสูงถึง 1.3 พันล้านยูโร[19][20]

ในฤดูกาล 2019–20 ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอบส์ให้เป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลก (2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และอยู่ในอันดับ 7 ตามการจัดอันดับของดีลอยต์ทูชโทมัตสุ และใน ค.ศ. 2021 ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งเป็นสโมสรที่จ่ายค่าเหนื่อยให้กับผู้เล่นชุดใหญ่สูงที่สุดในโลก

ประวัติ[แก้]

กี เครซ็อง หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสโมสรปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง

ยุคแรกของการก่อตั้งและการแยกทีม (1970–79)[แก้]

สโมสรฟุตบอลปารีแซ็ง-แฌร์แม็งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1970[21] โดยกี เครซ็อง และปีแยร์-เอเตียน กีโย[22] นักธุรกิจชื่อดังซึ่งมีแนวคิดต้องการสร้างทีมฟุตบอลที่เป็นตัวแทนของกรุงปารีสในการแข่งขันระดับโลก[23] และต้องการนำชื่อเสียงมาสู่กรุงปารีสและวงการฟุตบอลฝรั่งเศส โดยแต่เดิมนั้นสโมสรได้เกิดจากการรวมทีมกันระหว่างสโมสร ปารี แอ็ฟเซ (ก่อตั้งในปี 1969) กับ สตาดแซ็ง-แฌร์แม็ง (ก่อตั้งในปี 1904) ภายหลังจากที่สตาดแซ็ง-แฌร์แม็งซึ่งเล่นอยู่ในลีก 3 ในขณะนั้นเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกเดอ (ลีก 2) ซึ่งภายหลังจากการรวมทีมกันสโมสรได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง[24] และลงเล่นในลีกเดอในปีนั้น

ในช่วงเวลาดังกล่าวสโมสรยังเปิดโอกาสให้แฟนบอลได้ร่วมเป็นเจ้าของทีมและมีสมาชิกร่วมลงนามกว่า 20,000 คน และสโมสรเรอัลมาดริดได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสโมสร[25] โดยซานเตียโก เบร์นาเบว ประธานสโมสรเรอัลมาดริดในขณะนั้น ได้อนุมัติเงินทุนสนับสนุนพวกเขาจากการที่กลุ่มผู้บริหารประสบปัญหาการเงิน[26]

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดอย่างลีกเอิงได้ในปี 1971 โดยในฤดูกาลแรกพวกเขาสามารถจบในอันดับที่ 16 และในฤดูกาลต่อมาพวกเขาจบอันดับที่ 12 ซึ่งในช่วงนั้นมีนักเตะชื่อดังอย่างฟร็องซัว อึมเปอเล นักเตะชาวคองโกซึ่งยิงประตูในลีกไปถึง 21 ประตู ต่อมาในปี 1972 สโมสรได้ประกาศแยกทีมอีกครั้ง โดยสโมสรปารี แอ็ฟเซ กลับไปมีสถานะเดิมอีกครั้งและยังคงเล่นในลีกสูงสุดต่อไปในฤดูกาล 1973 ในขณะที่ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (สตาดแซ็ง-แฌร์แม็งเดิม) ต้องตกชั้นอีกครั้ง แต่สามารถเลื่อนชั้นกลับมาได้อย่างรวดเร็วในฤดูกาล 1974 และลงเล่นที่สนามปาร์กเดแพร็งส์เป็นฤดูกาลแรกและพวกเขาไม่เคยตกชั้นอีกเลยนับตั้งแต่นั้น

แชมป์รายการแรกและเริ่มพัฒนาทีม (1980–89)[แก้]

สโมสรคว้าแชมป์รายการแรกคือกุปเดอฟร็องส์ในฤดูกาล 1981–82 ด้วยการชนะอาแอ็ส แซ็งเตเตียน ในการดวลลูกโทษ หลังจากเสมอกัน 2–2 ในฤดูกาลถัดมา พวกเขาก็ป้องกันแชมป์ได้อีกครั้งด้วยการชนะน็องต์ 3–2 ต่อมา ในฤดูกาล 1985–86 สโมสรคว้าแชมป์ลีกเอิงได้เป็นสมัยแรก ทำให้ได้สิทธิ์ไปเล่นรายการยูโรเปียนคัพในฤดูกาลถัดมา ซึ่งนัดแรกในรายการระดับยุโรปของพวกเขาคือพบกับสโมสรวีตกอวิตเซ จากเช็กเกีย ซึ่งนัดแรกพวกเขาเปิดบ้านเสมอไปได้ 2–2 แต่ในนัดที่สองบุกไปแพ้ 0–1 และในฤดูกาล 1988–89 สโมสรได้รองแชมป์ลีกเอิงโดยเป็นรองต่อออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ เพียงแค่ 3 คะแนน

ยุคทอง (1990–99)[แก้]

จอร์จ เวอาห์ กองหน้าชาวไลบีเรียผู้ทำผลงานโดดเด่นกับสโมสร ก่อนจะคว้ารางวัลบาลงดอร์ ค.ศ. 1995

ในปี 1991 กานาลปลุส (Canal+) สถานีโทรทัศน์ชื่อดังของฝรั่งเศสได้เข้ามาซื้อกิจการของสโมสร และทำให้สโมสรเริ่มกลับมาประสบความสำเร็จมากขึ้น และถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของพวกเขาอย่างแท้จริง[27] โดยในฤดูกาล 1992–93 สโมสรได้รองแชมป์ลีกเอิง และสามารถคว้าแชมป์กุปเดอฟร็องส์ด้วยการชนะน็องต์ 3–0 ต่อมาในปี 1995 สโมสรคว้าแชมป์กุปเดอฟร็องส์ ได้หลังเอาชนะอาแอ็สสทราซบูร์ 1–0 และคว้าแชมป์ทรอเฟเดช็องปียงในปีเดียวกัน รวมทั้งผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ จอร์จ เวอาห์ กองหน้าคนสำคัญของทีมซึ่งทำผลงานโดดเด่นในฤดูกาลนั้นยังคว้ารางวังบาลงดอร์ได้และยังได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของฟีฟ่า แม้เจ้าตัวจะย้ายไปร่วมทีมเอซีมิลาน ต่อมาในปี 1996 สโมสรคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพสมัยแรกได้ และเป็นการคว้าแชมป์รายการระดับทวีปครั้งแรก[28] โดยเอาชนะสโมสรราพิทวีน จากออสเตรีย 1–0 จากประตูชัยของบรูว์โน อึนกอตี[29] และยังได้รองแชมป์ลีกเอิงในปีเดียวกัน ต่อมา ในฤดูกาล 1997–98 ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งคว้าแชมป์ในประเทศได้สองรายการคือ ทรอเฟเดช็องปียงและกุปเดอลาลีกเอิง ก่อนที่จะได้รองแชมป์ลีกเอิงอีกครั้งในฤดูกาล 1999–2000[30]

ประสบปัญหา (2000–09)[แก้]

นับจากปี 1998 เป็นต้นมาการเปลี่ยนแปลงของสโมสรได้เกิดขึ้นมากมาย เริ่มต้นจากการมีปัญหาภายในด้านการเงินของสโมสรจากนั้นฐานะทางการเงินของสโมสรก็ดีขึ้นตามลำดับ ในช่วงเวลาดังกล่าวสโมสรสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่าอินเตอร์โตโต้คัพได้ในปี 2001 ซึ่งทีมชุดนั้นนำโดยผู้เล่นระดับตำนานเช่น มาร์โก ซีโมเน, รอนัลดีนโย และเปาเลตา ต่อมา กลุ่มกานาลได้ขายสโมสรให้กับ Colony Capital ในปี 2006 หลังจากนั้นมาสโมสรก็ได้ยกระดับตนเองขึ้นมาและเริ่มมีฐานแฟนบอลเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขาคว้าแชมป์เพิ่มได้ 5 รายการ

อย่าไรก็ตาม ในช่วงฤดูกาล 2006–07 และ 2007–08 สโมสรต้องประสบกับปัญหาภายในหลายอย่างและมีผลงานย่ำแย่ในลีกเอิงจนถึงขั้นต้องหนีตกชั้นในฤดูกาล 2008 โดยในการแข่งขันนัดสุดท้ายพวกเขาต้องพบกับโซโชซ์ในการลุ้นหนีตกชั้น และอมารา ไดแอน กองหน้าชาวโกตดิวัวร์ เป็นผู้ทำประตูชัยช่วยให้ทีมชนะไปได้ 2–1 รอดตกชั้นไปอย่างหวุดหวิด

มหาเศรษฐีทีมใหม่ (2010–ปัจจุบัน)[แก้]

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งเข้าสู่ยุคแห่งการฟื้นฟูครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 2011 เมื่อสโมสรถูกกลุ่มนายทุนจากประเทศกาตาร์ในนาม Qatar Sports Investments (QSI) เข้าซื้อ โดยมีนาศิร อัลเคาะลัยฟี ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรจนถึงปัจจุบันพร้อมด้วยเงินจำนวนมหาศาล ผู้บริหารสโมสรได้ลงทุนสร้างทีมจนกลายเป็นทีมยักษ์ใหญ่ทีมใหม่ของวงการฟุตบอลยุโรปด้วยผู้เล่นระดับโลกมากมาย และมีเป้าหมายคือการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก[31]

ซลาตัน อิบราฮีโมวิช กองหน้าระดับโลกชาวสวีเดน เปิดตัวกับสโมสรบริเวณหน้าหอไอเฟลในเดือนกรกฎาคม 2012

ตำนานของสโมสร เลโอนาร์ดู อาราอูฌู ถูกนำตัวกลับมาในฐานะผู้อำนวยการด้านกีฬา และดูแลตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงฤดูร้อนปี 2011 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ลีกเอิง รวมถึงการเซ็นสัญญากับนักเตะหลายราย เช่น แบลซ มาตุยดี, ซัลวาโตเร ซีรีกู , มักซ์เวล, เควิน กาเมโร และ ฆาบิเอร์ ปัสโตเร[32] แม้จะจบการแข่งขันลีกเอิงฤดูกาล 2011–12 ด้วยรองแชมป์ แต่พวกเขากลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในประเทศได้ในปีต่อมา โดยการนำทีมของผู้เล่นชื่อดัง ซลาตัน อิบราฮีโมวิช และกัปตันทีม ชียากู ซิลวา ภายใต้การคุมทีมของ การ์โล อันเชลอตตี ผู้จัดการทีมชื่อดัง[33] รวมทั้งเซ็นสัญญาระยะสั้นกับเดวิด เบคแคม[34] จำนวน 30 ประตูของอิบราฮีมอวิชทำให้ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งคว้าแชมป์ลีกเอิงเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี และเป็นสมัยที่สามในประวัติศาสตร์ พวกเขายังกลายเป็นทีมที่เข้าสู่รอบแพ้คัดออกของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอย่างต่อเนื่อง โดยในฤดูกาลนั้นพวกเขาตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายโดยแพ้บาร์เซโลนาด้วยกฎประตูทีมเยือน

การลงทุนในตลาดซื้อขายยังคงดำเนินต่อไป ด้วยการมาถึงของเอดินซอน กาบานิ ในปี 2013 ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 64 ล้านยูโร[35] และดาวิด ลูอีซ ในปี 2014 ในราคา 50 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติโลกในขณะนั้นของการซื้อขายผู้เล่นกองหลัง แม้การ์โล อันเชลอตตีจะอำลาทีมเพื่อไปคุมเรอัลมาดริด แต่สโมสรยังประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยการคุมทีมของ โลร็องต์ บล็องก์ ซึ่งพาทีมคว้าแชมป์สามรายการหลักในประเทศ (ฟุตบอลลีกเอิง, กุปเดอลาลีก และ ทรอเฟเดช็องปียง) ในฤดูกาล 2013–14 ตามด้วยการคว้า 4 แชมป์ในประเทศ (ฟุตบอลลีกเอิง, กุปเดอฟร็องส์, กุปเดอลาลีก และ ทรอเฟเดช็องปียง) ได้สองฤดูกาลติตด่อกันตั้งแต่ปี 2014–16 โดยเฉพาะในปี 2016 ซึ่งสโมสรได้แชมป์ลีกโดยทำไปถึง 96 คะแนน เป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลฝรั่งเศส

Neymar Jr official presentation for Paris Saint-Germain, 4 August 2017.
เนย์มาร์ ยอดผู้เล่นชาวบราซิล ย้ายร่วมทีมปารีแซ็ง-แฌร์แม็งด้วยค่าตัวสถิติโลก 222 ล้านยูโรในปี 2017

ในฤดูกาล 2016–17 อูไน เอเมรี เข้ามาคุมทีมหลังจากประสบความสำเร็จในการพาเซบิยาคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก 3 สมัยติดต่อกัน แต่ผลงานโดยรวมของทีมตกลงไปจากการย้ายทีมของ ซลาตัน อิบราฮีโมวิช[36] พวกเขาเสียแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีให้แก่อาแอ็ส มอนาโก และยังล้มเหลวในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกโดยแพ้บาร์เซโลนาในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยผลประตูรวม 5–6 ทั้งที่เอาชนะไปได้ก่อนในนัดแรกที่ปาร์กเดแพร็งส์ 4–0 แต่กลับพ่ายแพ้ในการไปเยือนที่สนามกัมนอว์อย่างยับเยิน 1–6 ความสำเร็จในการกลับมาของบาร์เซโลนาในครั้งนั้นได้รับการยกย่องเป็น "La Remontada" ("The Comeback")[37] จากความล้มเหลวดังกล่าว ส่งผลให้ทีมลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งในฤดูกาลต่อมาด้วยการซื้อตัวเนย์มาร์ ผู้เล่นชื่อดังชาวบราซิลด้วยค่าตัวสถิติโลก 222 ล้านยูโร รวมถึงการยืมตัวกีลียาน อึมบาเป ดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสที่เป็นที่จับตามองมากที่สุดในยุโรปมาจากมอนาโกก่อนจะซื้อขาดในราคา 180 ล้านยูโร ทำให้ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งมีสองนักเตะที่ค่าตัวสูงที่สุดในโลกอยู่ในทีม ก่อนจะคว้า 4 ถ้วยรางวัลในประเทศได้เป็นครั้งที่สามในรอบสี่ฤดูกาล แต่ยังคงไม่ประสบความสำเร็จในรายการยุโรป โดยแพ้เรอัลมาดริดในยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีก ส่งผลให้เอเมรียุติสัญญา[38]

โทมัส ทุคเคิล เข้ามาคุมทีมต่อ[39] แต่พาทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยแพ้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยกฎประตูทีมเยือน (ผลประตูรวม 3–3) แม้พวกเขาจะบุกไปชนะได้ก่อนที่โอลด์แทรฟฟอร์ด 2–0 แต่แพ้ในนัดที่สองที่ปาร์กเดแพร็งส์ 1–3 รวมถึงแพ้สตาดแรแนในรอบชิงชนะเลิศกุปเดอฟร็องส์ และแพ้แก็งก็องในกุปเดอลาลีก 1–2 แต่พวกเขายังคว้าแชมป์ลีกเอิงได้เป็นสมัยที่ 8 ต่อมา ในฤดูกาล 2019–20 สโมสรคว้าแชมป์ลีกเป็นสมัยที่ 9 จากการที่รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศตัดจบฤดูกาลจากการระบาดทั่วของไวรัสโคโรนา[40] และยังคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยได้สองรายการคือ กุปเดอฟร็องส์ และ กุปเดอลาลีก เอาชนะ อาแอ็ส แซ็งเตเตียน และ ออแล็งปิกลียอแน ตามลำดับ และยังเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นครั้งแรกแต่แพ้ไบเอิร์นมิวนิก 0–1[41]

ลิโอเนล เมสซิ เจ้าของสถิติคว้ารางวัลบาลงดอร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ย้ายร่วมสโมสรในฤดูกาล 2021–22

แม้จะประสบความสำเร็จกับสโมสร แต่ทุคเคิลได้ลาทีมในฤดูกาลต่อมาจากการมีปัญหากับผู้บริหารสโมสร[42] เมาริซิโอ โปเชติโน อดีตผู้เล่นของสโมสรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมในเดือนมกราคม 2021[43] และพาทีมได้แชมป์กุปเดอฟร็องส์ แต่เสียแชมป์ลีกให้แก่ล็อสก์ลีล[44] ต่อมา ในฤดูกาล 2021–22 สโมสรทำการลงทุนครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยการเซ็นสัญญากับผู้เล่นระดับโลก[45][46][47] ได้แก่ ลิโอเนล เมสซิ,[48] เซร์ฆิโอ ราโมส, อัชร็อฟ ฮะกีมี, จอร์จีนีโย ไวนัลดึม และ จันลุยจี ดอนนารุมมา ด้วยค่าตัวและค่าเหนื่อยรวมกันมหาศาล รวมถึงการยืมตัว นูนู เม็งดึช กองหลังดาวรุ่งชาวโปรตุเกสพร้อมสัญญาซื้อขาด[49]

เอกลักษณ์[แก้]

The Lynx สัตว์นำโชคประจำสโมสร

สโมสรถือเป็นตัวแทนของประเทศฝรั่งเศส โดยมีสีประจำทีมคือสีแดง สีน้ำเงิน และสีขาว โดยสีแดงและน้ำเงินถือเป็นสีของชาวปารีส และสีขาวสื่อถึงการเป็นตัวแทนของจักรพรรดิฝรั่งเศสในอดีต[50] นอกจากนี้ โลโก้ของสโมสรยังปรากฏภาพของหอไอเฟล ซึ่งต้องการสื่อถึงการเป็นตัวแทนของสโมสรที่ดีที่สุดในกรุงปารีสและยังสะท้อนถึงการเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลฝรั่งเศส[51]

สัตว์นำโชคอย่างเป็นทางการของสโมสรคือ "Germain the Lynx" ซึ่งสวมชุดที่เป็นสีประจำสโมสร โดยเปิดตัวใน ค.ศ. 2010[52] ที่กรุงปารีส เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของสโมสรและมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่เด็ก ๆ โดย "The Lynx" จะออกมาสร้างสีสันทุกครั้งก่อนเริ่มการแข่งขันโดยมักออกมาแจกของขวัญรวมทั้งขนมให้กับแฟนบอลในสนาม

คำขวัญ[แก้]

คำขวัญแรกอย่างเป็นทางการของสโมสรคือ "Allez Paris!"[53] ซึ่งเริ่มใช้โดย แอนนี่ คอร์ดี้ นักแสดงหญิงชื่อดังชาวเบลเยียมใน ค.ศ. 1970 ซึ่งเธอถือเป็นแฟนของสโมสรมาอย่างยาวนานและยังเป็นหนึ่งในบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่ให้การสนับสนุนเงินทุนสโมสรในระยะแรกของการก่อตั้งทีมในคริสต์ทศวรรษ 1970 อีกด้วย[54] ต่อมาใน ค.ศ. 1977 แฟนบอลในกรุงปารีสได้ร่วมกันก่อตั้งคำขวัญ "Allez Paris-Saint-Germain!" และเริ่มมีการนำมาร้องเชียร์ให้กำลังใจนักฟุตบอลในสนาม โดยยังคงให้เกียรติแอนนี่ คอร์ดี้ด้วยการใช้คำว่า Allez Paris นำหน้าเสมอ และสโมสรได้นำคำขวัญ Allez Paris-Saint-Germain! มาเป็นคำขวัญสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน[55][56]

สนามกีฬา[แก้]

สนามเหย้าของสโมสรคือสนามปาร์กเดแพร็งส์ มีความจุ 48,713 ที่นั่ง ตั้งอยู่ในกรุงปารีส โดยมีจุดเด่นคือสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามโดยรอบกรุงปารีสได้อย่างชัดเจน และจะมีการเปิดไฟเป็นสีธงชาติฝรั่งเศสเป็นประจำทุกค่ำคืน[57] สนามแห่งนี้เปิดใช้อย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1974 ในการแข่งขันลีกเอิงระหว่างปารีแซ็ง-แฌร์แม็งกับสโมสรโซโช

ศึกแห่งศักดิ์ศรี[แก้]

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็งถือเป็นคู่ปรับสำคัญของสโมสรออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ การพบกันระหว่างทั้งสองทีมถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่เรียกว่าเลอกลาซิก ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ดุเดือดที่สุดของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส[58][59] และได้รับการขนานนามจากแฟนฟุตบอลว่าเป็นศึกเอลกลาซิโกของฝรั่งเศส[60]

ทั้งสองสโมสรถือเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดสองอันดับแรกของประเทศ และต่างก็เป็นหนึ่งในสองสโมสรของประเทศฝรั่งเศสที่ชนะเลิศถ้วยรางวัลระดับทวีป ทั้งสองฝ่ายต่างแย่งชิงความสำเร็จกันมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา นอกจากนี้ทั้งสองทีมยังถือเป็นสองสโมสรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในฝรั่งเศส[61][62] ทั้งคู่มีสถิติการพบกันจำนวน 101 นัด โดยปารีแซ็ง-แฌร์แม็งสามารถเอาชนะไปได้ 45 นัด เป็นชัยชนะของออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ 33 นัด และเสมอกันไป 23 นัด

บุคลากรปัจจุบัน[แก้]

ข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2021

นาศิร อัลเคาะลัยฟี ประธานสโมสรคนปัจจุบัน
เมาริซิโอ โปเชติโน ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน

คณะกรรมการ[แก้]

  • ประธานสโมสร: นาศิร อัลเคาะลัยฟี
  • ผู้จัดการทั่วไป: ฌ็อง-โกลด บล็อง
  • ผู้อำนวยการ: เลโอนาร์ดู อาราอูฌู
  • เลขานุการ: วิคตอเรียโน มาเรโฮ

ทีมงานผู้ฝึกสอน[แก้]

  • ผู้จัดการทีม: เมาริซิโอ โปเชติโน
  • ผู้ช่วยผู้จัดการทีม: เชซุส เปเรซ
  • ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู: โทนี จิมิเนส
  • นักกายภาพบำบัด: เซบาสเตียน โปเชติโน

ผู้เล่น[แก้]

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
1 GK  คอสตาริกา เกย์ลอร์ นาบัส
2 DF  โมร็อกโก อัชร็อฟ ฮะกีมี
3 DF  ฝรั่งเศส แพร็สแนล กีมแปมเบ
4 DF  สเปน เซร์ฆิโอ ราโมส
5 DF  บราซิล มาร์กิญญุส (กัปตัน)
6 MF  อิตาลี มาร์โก แวร์รัตตี
7 FW  ฝรั่งเศส กีลียาน อึมบาเป
8 MF  อาร์เจนตินา เลอันโดร ปาเรเดส
9 FW  อาร์เจนตินา เมาโร อิการ์ดิ
10 FW  บราซิล เนย์มาร์
11 MF  อาร์เจนตินา อังเฆล ดิ มาริอา
12 MF  บราซิล ราฟีญา
14 DF  สเปน ฆวน เบร์นัต
15 MF  โปรตุเกส ดานีลู ปึไรรา
16 GK  สเปน เซร์ฆิโอ ริโก
17 DF  ฝรั่งเศส โกแล็ง ดักบา
18 MF  เนเธอร์แลนด์ จอร์จีนีโย ไวนัลดึม
เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
19 MF  สเปน ปาโบล ซาราเบีย
20 DF  ฝรั่งเศส แลวีน กูร์ซาวา
21 MF  สเปน อันเดร์ เอร์เรรา
22 DF  ฝรั่งเศส อับดู ดียาโล
23 MF  เยอรมนี ยูลีอาน ดรัคส์เลอร์
24 DF  เยอรมนี ทีโล เคเรอร์
27 MF  เซเนกัล อีดรีซา แกย์
29 FW  ฝรั่งเศส Arnaud Kalimuendo
30 FW  อาร์เจนตินา ลิโอเนล เมสซิ
31 DF  ฝรั่งเศส El Chadaille Bitshiabu
34 MF  เนเธอร์แลนด์ ซาวี ซิมอนส์
35 MF  ฝรั่งเศส Ismaël Gharbi
50 GK  อิตาลี จันลุยจี ดอนนารุมมา
GK  ฝรั่งเศส อาแล็กซ็องดร์ เลอแตลีเย
GK  อิตาลี เดนิส ฟรันกี
MF  ฝรั่งเศส บ็องดียูกู ฟาดีกา
MF  ฝรั่งเศส เอดัวร์ มีชู

เกียรติประวัติ[แก้]

ตู้โชว์ถ้วยรางวัลในพิพิธภัณฑ์สโมสร ณ สนาม ปาร์กเดแพร็งส์

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ครองสถิติชนะเลิศการแข่งขันในประเทศหลายรายการ[63] พวกเขาเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในฝรั่งเศสในแง่ของจำนวนถ้วยรางวัล[64] โดยชนะเลิศการแข่งขันในประเทศได้ 43 รายการรวมทั้งชนะเลิศลีกเอิง 9 สมัย (สถิติอันดับ 2) และเป็นเจ้าของสถิติชนะเลิศสูงสุดในรายการ กุปเดอฟร็องส์, กุปเดอลาลีก และทรอเฟเดช็องปียง ในการแข่งขันระดับทวีป พวกเขาชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ และ ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ รายการละ 1 สมัย[65][66][67]

ภายหลังจากการชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพในฤดูกาล 1995–96 ส่งผลให้พวกเขาเป็นสโมสรเดียวของฝรั่งเศสที่คว้าแชมป์รายการดังกล่าวได้ และเป็นหนึ่งในสองสโมสรของฝรั่งเศส (ร่วมกับ ออแล็งปิกเดอมาร์แซย์) ที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับทวีป รวมทั้งเป็นสโมสรจากยุโรปที่มีอายุการก่อตั้งน้อยที่สุดที่คว้าแชมป์ได้[68] ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง เป็นสโมสรฝรั่งเศสที่ลงเล่นในลีกสูงสุดติดต่อกันยาวนานที่สุด (47 ปีนับตั้งแต่ฤดูกาล 1974–75)[69] นอกจากนี้ยังเป็นสโมสรเดียวในฝรั่งเศสที่ชนะเลิศรายการ กุปเดอฟร็องส์ ได้โดยไม่เสียประตูเลยตลอดทั้งรายการ โดยทำสถิติดังกล่าวได้ 2 ครั้ง (ฤดูกาล 1992-93 และ 2016–17)[70] และยังเป็นสโมสรเดียวที่ชนะเลิศรายการ: กุปเดอฟร็องส์ 4 สมัยติดต่อกัน (2015–18), กุปเดอลาลีก 5 สมัยติดต่อกัน (2014–18) และ ทรอเฟเดช็องปียง 8 สมัยติดต่อกัน (2013–20)[71]

ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ยังทำสถิติชนะเลิศการแข่งขันภายในประเทศทั้ง 4 รายการ (Domestic quadruple) ได้ถึง 4 ครั้ง และเป็นสโมสรเดียวที่ชนะเลิศฟุตบอลถ้วยของฝรั่งเศสได้มากกว่า 1 รายการภายในฤดูกาลเดียวกัน (ซึ่งพวกเขาเคยทำได้ทั้ง 2 รายการ, 3 รายการ และ 4 รายการในฤดูกาลเดียวกัน)[72]

ฝรั่งเศส ระดับประเทศ[แก้]

  • ลีกเอิง
    • ชนะเลิศ (9): 1985–86, 1993–94, 2012–13, 2013–14, 2014–15, 2015–16, 2017–18, 2018–19, 2019–20
  • กุปเดอฟร็องส์ (สถิติสูงสุด)
    • ชนะเลิศ (14): 1981–82, 1982–83, 1992–93, 1994–95, 1997–98, 2003–04, 2005–06, 2009–10, 2014–15, 2015–16, 2016–17, 2017–18, 2019–20, 2020–21
  • กุปเดอลาลีก (สถิติสูงสุด)
    • ชนะเลิศ (9): 1994–95, 1997–98, 2007–08, 2013–14, 2014–15, 2015–16, 2016–17, 2017–18, 2019–20

ยุโรป ระดับทวีปยุโรป[แก้]

สถิติสำคัญ[แก้]

ผู้เล่นที่ลงสนามมากที่สุด[แก้]

สถิติ ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2021 รายชื่อตัวหนาคือผู้เล่นที่ยังคงเล่นให้กับสโมสรถึงปัจจุบัน
อันดับ ผู้เล่น จำนวนนัด
1 ฝรั่งเศส ฌ็อง-มาร์ก ปียาร์เฌ 435
2 ฝรั่งเศส ซิลเวน อาร์ม็อง 380
3 อิตาลี มาร์โก แวร์รัตตี 353
4 ยูโกสลาเวีย ซาเฟต ซูซิช 344
ฝรั่งเศส โปล เลอ เก็น
6 บราซิล มาร์กิญญุส 334
7 ฝรั่งเศส แบร์นาร์ ลามา 318
8 บราซิล ชียากู ซิลวา 315
9 แอลจีเรีย มุสตาฟา ดาเลบ 310
10 อุรุกวัย เอดินซอน กาบานิ 301

ผู้เล่นที่ทำประตูมากที่สุด[แก้]

เอดินซอน กาบานิ เจ้าของสถิติผู้ทำประตูรวมมากที่สุดของสโมสร

สถิติ ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2021 รายชื่อตัวหนาคือผู้เล่นที่ยังคงเล่นให้กับสโมสรถึงปัจจุบัน

อันดับ ผู้เล่น จำนวนประตู
1 อุรุกวัย เอดินซอน กาบานิ 200[73]
2 สวีเดน ซลาตัน อิบราฮีมอวิช 156
3 ฝรั่งเศส กีลียาน อึมบาเป 138
4 โปรตุเกส เปาเลต้า 109
5 ฝรั่งเศส ดอมีนิก โรเชโต 100
6 แอลจีเรีย มุสตาฟา ดาเลบ 98
7 สาธารณรัฐคองโก François M'Pelé 95
8 อาร์เจนตินา อังเฆล ดิ มาริอา 89
9 บราซิล เนย์มาร์ 88
10 ยูโกสลาเวีย ซาเฟต ซูซิช 85

สถิติอื่น ๆ[แก้]

มาร์โก แวร์รัตติ ผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกับสโมสร ชนะเลิศถ้วยรางวัล 27 รายการ
  • ผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่ลงเล่นให้กับสโมสร: จันลุยจี บุฟฟอน (41 ปี 5 เดือน)[74]
  • ผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้กับสโมสร: กีงส์แล กอมาน (16 ปี 249 วัน)[75]
  • ผู้เล่นที่ทำประตูมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล: ซลาตัน อิบราฮีมอวิช (50 ประตู/ 2015-16)
  • ผู้เล่นที่ผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมมากที่สุด: อังเฆล ดิ มาริอา (106 ครั้ง)[76]
  • ผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด: มาร์โก แวร์รัตติ (27 ถ้วยรางวัล)
  • การซื้อผู้เล่นที่แพงที่สุด: เนย์มาร์ (222 ล้ายยูโร ค.ศ. 2017)[77]
  • การขายผู้เล่นที่แพงที่สุด: กงซาลู แกดึช (40 ล้านยูโร ค.ศ. 2018)[78]
  • ผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด: โลร็องต์ บล็องก์ (11 ถ้วยรางวัล)[79]
  • ผู้จัดการทีมที่พาทีมคว้าชัยชนะมากที่สุด: โลร็องต์ บล็องก์ (121 นัด)[80]

อ้างอิง[แก้]

  1. UEFA.com. "Paris | History | UEFA Champions League". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  2. "Ligue 1 - Club market value". www.transfermarkt.com (ภาษาอังกฤษ).
  3. "Le Parc des Princes". Le Parc des Princes. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2010-10-21. สืบค้นเมื่อ 21 October 2010.
  4. redaction (2018-11-12). "La création du PSG de 1970 à 1973". Paris United (ภาษาฝรั่งเศส).
  5. "Palmares". PSG.fr. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2010-12-04. สืบค้นเมื่อ 12 October 2010.
  6. "IFFHS Club World Ranking 1994". IFFHS. สืบค้นเมื่อ 12 October 2010.
  7. "UEFA Team Ranking 1998". XS4ALL. สืบค้นเมื่อ 12 October 2010.
  8. "PSG : Paris jouera avec son maillot bleu "hechter" pour le classique face à l'OM". France Bleu (ภาษาฝรั่งเศส). 2021-02-05.
  9. "Le Classique: Five reasons to watch OM-PSG". Ligue1 (ภาษาอังกฤษ).
  10. Johnson, Jonathan. "Paris Saint-Germain vs. Marseille: Why Le Classique Is France's Biggest Game". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  11. Luck, Emma (2020-03-04). "The extreme fans of French football". The New European (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-08-10. สืบค้นเมื่อ 2021-08-10.
  12. "Paris Saint-Germain boasts more than 100 million fans on social media". EN.PSG.FR (ภาษาอังกฤษ).
  13. "Fan clubs". EN.PSG.FR (ภาษาอังกฤษ).
  14. "Manchester United drop to fourth as Barcelona top Forbes rich list for first time despite huge debt". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  15. "The Top 20 richest teams in world football". MARCA (ภาษาอังกฤษ). 2021-01-26.
  16. Talintyre, Dan. "Power Ranking the 10 Richest Club Owners in World Football". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  17. "PSG top on football's rich list, man city, others drop". The Guardian Nigeria News - Nigeria and World News (ภาษาอังกฤษ). 2020-02-15.
  18. "Paris Saint-Germain on the Forbes Soccer Team Valuations List". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  19. "PSG have splurged an eye-watering £1.1BILLION to reach Champions League final". The Sun (ภาษาอังกฤษ). 2020-08-19.
  20. "Tearful Messi confirms he is leaving Barcelona, in talks with PSG". The Economic Times. สืบค้นเมื่อ 2021-08-10.
  21. "Political and Organizational Factors of PSG". Sports and Leisure in France.
  22. https://www.agencebrigit.com. "Association". Association Paris Saint-Germain (ภาษาฝรั่งเศส).
  23. "A brief history of PSG". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2012-08-17.
  24. "Paris Saint-Germain FC (PSG) history". www.footballhistory.org.
  25. thefootballcult (2018-01-16). "A brief history: Paris FC". Medium (ภาษาอังกฤษ).
  26. "6 interesting facts you should know about Paris Saint Germain". Discover Walks Blog (ภาษาอังกฤษ). 2018-08-20.
  27. "L'histoire du PSG 1991-1998 : Le PSG devient un grand d'Europe - Paris United". Paris United (ภาษาฝรั่งเศส). 2018-12-17. สืบค้นเมื่อ 2021-08-10.
  28. UEFA.com (1997-03-01). "1996 Super Cup: Dazzling Juve shine in Paris | UEFA Super Cup". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  29. "uefa.com - UEFA Cup Winners' Cup". web.archive.org. 2010-05-03.
  30. "Ligue 1 1999/2000 Table, Results, Stats and Fixtures". FootballCritic (ภาษาอังกฤษ).
  31. Reed, Adam (2018-09-18). "Paris Saint-Germain's Qatari owners have spent $1.17 billion on players, but the Champions League is still out of reach". CNBC (ภาษาอังกฤษ).
  32. https://www.espn.com/soccer/story/1135960/a-brief-history-of-psg?src=com
  33. "PSG appoint Ancelotti as coach". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2011-12-30.
  34. "David Beckham joins Paris St-Germain and will play for free". BBC. 31 January 2013. Retrieved 1 February 2013.
  35. "PSG signs Uruguay striker Edinson Cavani". AP NEWS (ภาษาอังกฤษ). 2013-07-16.
  36. "Zlatan Ibrahimovic to leave PSG: 'I came like a king, left like a legend'". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2016-05-13.
  37. "Remembering la remontada: Barcelona 6-1 PSG". The Independent (ภาษาอังกฤษ). 2021-02-16.
  38. Agencies (2018-04-27). "Unai Emery says he will leave PSG manager's job at end of season". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  39. "Paris Saint-Germain appoint Thomas Tuchel as their new coach". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  40. https://www.skysports.com/football/news/11820/11981197/paris-saint-germain-crowned-ligue-1-champions-after-french-season-called-off#:~:text=Paris%20Saint%2DGermain%20have%20been,season%20was%20suspended%20in%20March.
  41. https://www.bbc.com/sport/football/53867676
  42. "Paris Saint-Germain confirm sacking of manager Tuchel following his dismissal after Strasbourg win | Goal.com". www.goal.com.
  43. "PSG appoint Pochettino to replace Tuchel as boss". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2021-01-02.
  44. https://www.independent.co.uk/sport/football/lille-ligue-1-psg-results-b1852559.html
  45. https://www.theguardian.com/football/2021/jun/16/gianluigi-donnarumma-joins-psg-as-gianluigi-buffon-goes-back-to-parma
  46. https://en.psg.fr/teams/first-team/content/sergio-ramos-signs-with-paris-saint-germain-until-2023
  47. https://www.theguardian.com/football/2021/jun/07/georginio-wijnaldum-signs-contract-to-join-psg-rather-than-barcelona
  48. https://www.bbc.co.uk/sport/football/58163106
  49. https://en.psg.fr/teams/first-team/content/nuno-mendes-joins-paris-saint-germain-until-2022-mercato
  50. McQueen, Paul. "Things You Should Know About Paris Saint-Germain FC". Culture Trip.
  51. FootballDatabase.com. "Paris Saint-Germain, Ranking and Statistics - FootballDatabase". footballdatabase.com (ภาษาอังกฤษ).
  52. à 07h00, Par Le 21 juillet 2010 (2010-07-21). "Le lynx Germain, nouvelle mascotte du PSG". leparisien.fr (ภาษาฝรั่งเศส).
  53. "Allez Paris ! par Annie Cordy". www.bide-et-musique.com.
  54. "L'hommage du PSG à Annie Cordy, qui avait chanté le premier hymne du club". RMC SPORT (ภาษาฝรั่งเศส).
  55. "PSG: Ecoutez l'hymne des Parisiens chanté par les joueurs !". Sportune (ภาษาฝรั่งเศส). 2012-03-22.
  56. "Le PSG prend un nouveau virage - Tous PSG - PSG.fr". web.archive.org. 2017-08-19.
  57. "Stadium Tour". EN-EXP (ภาษาอังกฤษ).
  58. Almeras, Christopher. "Joey Barton Puts the "Punch" Back into the Marseille-PSG Rivalry". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  59. April 2021, Greg Lea 20 (2021-04-20). "Ranked! The 50 biggest derbies in world football". fourfourtwo.com (ภาษาอังกฤษ).
  60. Mewis, Joe (2018-04-13). "The top 50 derbies in the world 20-11: The 'Mother of all Battles' and more". mirror (ภาษาอังกฤษ).
  61. withafunfilter (2020-04-16). "The Top 15 Biggest and Most Supported Football Teams in the World". With a Fun Filter (ภาษาอังกฤษ).
  62. "France : Le PSG est le nouveau club préféré des Français". Onze Mondial (ภาษาฝรั่งเศส). 2018-03-22.
  63. "Statistiques". Histoire du #PSG (ภาษาฝรั่งเศส).
  64. perdues, RemiSudiste à l'esprit contradictoire amoureux de Paris et du PSG depuis mon enfance Nostalgique à mes heures; Gr, J'aime Me Souvenir De Nos Belles Heures Et Savoure Ces; Rémi, es années Avec "Histoire du PSG" je me régale chaque jour autour des rouge et bleu Voir la bio de (2018-05-09). "Le Palmarès du PSG". Histoire du #PSG (ภาษาฝรั่งเศส).
  65. "Listes des saisons". Histoire du #PSG (ภาษาฝรั่งเศส).
  66. "victoire à l'ICC : PSG, 22 ans après". Paris.canal-historique. 2015-07-30.
  67. "Trophée national du meilleur public sportif - Football Division II - Collection privée Valjustrotinou - Pour la mémoire". valjustrotinou.canalblog.com (ภาษาฝรั่งเศส). 2018-12-24.
  68. "Le Paris Saint-Germain et les finales européennes, acte 3 !". PSG.FR (ภาษาฝรั่งเศส).
  69. "Ligue 1 Uber Eats : la longévité des clubs à la loupe". Ligue1 (ภาษาฝรั่งเศส).
  70. perdues, RemiSudiste à l'esprit contradictoire amoureux de Paris et du PSG depuis mon enfance Nostalgique à mes heures; Gr, J'aime Me Souvenir De Nos Belles Heures Et Savoure Ces; Rémi, es années Avec "Histoire du PSG" je me régale chaque jour autour des rouge et bleu Voir la bio de (2019-04-04). "Défense parfaite en Coupe de France : Et de 3 pour le PSG !". Histoire du #PSG (ภาษาฝรั่งเศส).
  71. "Pochettino wins first trophy with PSG". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-08-11.
  72. Brunt, Gordon. "PSG win Coupe de la Ligue to complete domestic quadruple". theScore.com (ภาษาอังกฤษ).
  73. "Cavani becomes first PSG player to score 200 goals for the club | Goal.com". www.goal.com.
  74. "Buffon sets new record! PSG's oldest player in the history of Ligue 1". Daily Active (ภาษาอังกฤษ). 2018-08-13.
  75. ans, GrichkaSupporter du PSG depuis presque 20; Abonné, Ancien; fond, et actuel salarié du club Je vis football à; Grichka, et donc pour le PSG Voir la bio de (2017-06-01). "Les records individuels". Histoire du #PSG (ภาษาฝรั่งเศส).
  76. Zavala, Steve (2021-05-20). "The Numbers Behind Di Maria's Record 104 Assists With PSG". PSG Talk (ภาษาอังกฤษ).
  77. "Neymar". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  78. "Official: Valencia sign Guedes from PSG for €40mn". AS.com (ภาษาอังกฤษ). 2018-08-27.
  79. June 2016, FourFourTwo Staff 27 (2016-06-27). "Eleven trophies and records galore: The best stats from Blanc's PSG reign". fourfourtwo.com (ภาษาอังกฤษ).
  80. June 2016, FourFourTwo Staff 27 (2016-06-27). "Eleven trophies and records galore: The best stats from Blanc's PSG reign". fourfourtwo.com (ภาษาอังกฤษ).

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]