C-17 โกลบมาสเตอร์ทรี
| C-17 โกลบมาสเตอร์ทรี | |
|---|---|
C-17 เครื่องต้นแบบ | |
| ข้อมูลทั่วไป | |
| ประเภท | ลำเลียงทางอากาศทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ |
| ชาติกำเนิด | |
| บริษัทผู้ผลิต | แมคดอนเนลล์ดักลาส / โบอิง |
| สถานะ | ประจำการอยู่ |
| ผู้ใช้งานหลัก | กองทัพอากาศสหรัฐ |
| จำนวนที่ผลิต | 279 ลำ[1] |
| ประวัติ | |
| สร้างเมื่อ | 1991–2015[1] |
| เริ่มใช้งาน | 17 มกราคม 1995 |
| เที่ยวบินแรก | 15 กันยายน 1991 |
| พัฒนาจาก | YC-15 |
แมคดอนเนลล์ดักลาส/โบอิง C-17 โกลบมาสเตอร์ทรี (McDonnell Douglas/Boeing C-17 Globemaster III) เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารขนาดใหญ่ที่พัฒนาเพื่อกองทัพอากาศสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 โดยบริษัทแมคดอนเนลล์ดักลาส โดยชื่อ “Globemaster” นี้สืบทอดมาจากเครื่องบินลำเลียงแบบใช้เครื่องยนต์ลูกสูบรุ่นก่อนหน้านี้สองแบบ ได้แก่ C-74 โกลบมาสเตอร์ และ C-124 โกลบมาสเตอร์ทู
C-17 มีพื้นฐานการออกแบบมาจาก YC-15 เครื่องต้นแบบลำเลียงขนาดเล็กที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 1970 โดยตั้งใจจะพัฒนาให้มาทดแทน C-141 สตาร์ลิฟเทอร์ และยังทำหน้าที่บางส่วนแทน C-5 กาแล็กซี ได้ด้วย รุ่นที่ปรับปรุงใหม่นี้มีขนาดใหญ่ขึ้น ปีกแบบกวาดหลัง และเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่า YC-15 อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเต็มไปด้วยปัญหาด้านการออกแบบ ทำให้บริษัทขาดทุนจากโครงการนี้เกือบ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องบิน C-17 ลำแรกขึ้นบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กันยายน 1991 และเข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มกราคม 1995 ต่อมา เมื่อแมคดอนเนลล์ดักลาสควบรวมกิจการกับโบอิงในปี 1997 การผลิต C-17 จึงดำเนินต่อโดยโบอิงเป็นเวลากว่าสองทศวรรษ กระทั่งลำสุดท้ายเสร็จสิ้นการผลิตที่โรงงานในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 2015
C-17 มักใช้ปฏิบัติการลำเลียงทั้งในระดับยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ ขนส่งทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทั่วโลก บทบาทเสริมอื่น ๆ ได้แก่ การอพยพทางการแพทย์ และการส่งกำลังทางอากาศ (airdrop) นอกจากกองทัพอากาศสหรัฐแล้ว C-17 ยังประจำการในหลายประเทศ เช่น อินเดีย, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, แคนาดา, กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต ฯลฯ
การทดสอบ
[แก้]C-17 เครื่องทดสอบเครื่องแรกได้ทำการบินครั้งแรกในวันที่ 18 กันยายน 1991 ผลจาการทดสอบและการทดสอบภาคพื้นดินทำให้ทราบข้อบกพร่องหลายอย่าง โดยกระทรวงกลาโหมที่มองว่า C-17 เป็นเครื่องบินที่ไม่มีความปลอดภัย พบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่างเช่น แฟลบเกิดการอ่อนตัวเมื่อถูกความร้อน มีรอยร้าวเกิดขึ้นที่ผิวปีกด้านบน ปัญหาเชื้อเพลิงรั่ว ปัญหาฐานล้อยุบตัวมากไป ซึ่งต่อมาบริษัทผู้ผลิตได้ทำการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แมคดอนเนลล์ ดักลาส ได้ส่งมอบ C-17 เครื่องแรกให้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1993 โดยเข้าประจำการในกองบินลำเลียงที่ 437 และหลังจากมอบเข้าประจำการ C-17 ได้รับการทดสอบและใช้งานอย่างสมบุกสมบันเพื่อลบล้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในอดีตจนกระทั่งกลายเป็นเครื่องบินที่สร้างความพอใจกับกองทัพอากาศสหรัฐฯเป็นอย่างมาก โดยการทดสอบในสภาพอุณหภูมิทั้งร้อนจัดและหนาวจัด การนำไปปฏิบัติการในบอสเนียในปี ค.ศ. 1996
การออกแบบ
[แก้]
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา น้ำหนักและขนาดอำนาจการยิงและอุปกรณ์ของสหรัฐได้เพิ่มากขึ้น ซึ่งทำให้เครื่องบินต้องมีความสามารถมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องพื้นที่ของห้องเก็บสินค้า C-17 สามารถลำเลียงสินค้าดังกล่าวเข้าสู่สนามรบได้อย่างง่ายดาย
C-17 มีขุมกำลังเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน P117-PW-100 ที่ถอยหลังได้ แต่ละเครื่องให้แรงขับ 40,400 ปอนด์[2] ตัวขับถอยหลังจะบังคับทิศทางอากาศที่ไหลขึ้นไปทางด้านหน้า สิ่งนี้จะลดความเป็นไปได้ที่จะมีวัตถุแปลกปลอมกระเด็นเข้าไปและทำให้เครื่องบินสามารถถอยหลังได้ ระบบนี้ยังสามารถใช้ขณะบินได้อีกด้วย[2] สำหรับการเพิ่มแรงฉุด
เครื่องบินนั้นต้องการลูกเรือสามนาย (นักบิน นักบินผู้ช่วย และพลลำเลียง) สินค้าจะถูกบรรจุเข้าทางด้านหลัง พื้นของห้องเก็บสินค้าจะมีรางลูกเลื่อนซึ่งสามารถพับลงได้เพื่อทำให้พื้นเรียบ หนึ่งในสินค้าที่มันสามารถขนได้คือรถถังเอ็ม1 เอบรามส์ขนาด 70 ตัน
มันสามารถจุได้สูงสุด 77,500 กิโลกรัม และน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดคือ 265,350 กิโลกรัม ด้วยสินค้า 72,600 กิโลกรัมและบินที่ความสูง 28,000 ฟุต C-17 นั้นสามารถบินได้โดยไม่เติมเชื้อเพลิงเป็นระยะทาง 4,400 กิโลเมตรสำหรับ 71 ลำแรก และ 5,200 กิโลเมตรสำหรับรุ่นต่อๆ มาซึ่งมีส่วนปีกที่ใช้เป็นถังเชื้อเพลิง มันถูกเรียกว่าC-17 อีอาร์โดยโบอิง[3] C-17 มีความเร็วร่อนอยู่ที่ประมาณ 0.76 มัค[4] C-17 นั้นถูกออกแบบมาเพื่อลำเลียงทหารพลร่มพร้อมอุปกรณ์ได้ 102 นาย
C-17 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ปฏิบัติการได้บนทางวิ่งที่สั้นเพียง 1,064 เมตรและกว้างเพียง 27 เมตร นอกจากนี้แล้ว C-17 สามารถทำงานของมันได้บนทางวิ่งที่ไม่สมบูรณ์[4]
ปีก
[แก้]การออกแบบปีกของเครื่องบินนับว่าเป็นงานที่มีความสำคัญ เพื่อให้ได้ตรงตามความต้องการของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดให้ บริษัทแมคดอนเนลล ดักลาส ได้คิดค้นรูปแบบปีกต่างๆ เพื่อให้ปีกมีความแข็งแรงและมีแรงต้านน้อยที่สุด กองทัพอากาศสหรัฐฯกำหนดความกว้างไว้มากที่สุดเพียง 50 เมตร เพราะด้วยเหตุผลในเรื่องพื้นที่การจอดและการเคลื่อนที่บนพื้นในสนามบินบางแห่งที่อยู่ห่างไกล และกำหนดหลุมจอดของเครื่อง C-17 ไว้ที่ขนาด 90×122 เมตร สุดท้ายความยาวของปีกที่กางออกอยู่ที่ 50.3 เมตร โดยมีการเพิ่มปีกต่อจากปลายปีกงอขึ้นข้างบน ซึ่งรูปแบบปีกแบบนี้มีผลดีต่อเครื่องยนต์ในการลดความสินเปลืองในการเผาไหม้ได้ 2% เนื่องจากประสิทธิภาพในการบินในแนวระดับดีขึ้น แรงต้านลดลงขณะทำการเดินทาง 3% เมื่อเปรียบเทียบกับปีกที่ไม่มีปีกต่อจากปลายปีกงอขึ้นข้างบน ส่วนแพนหางได้สร้างเป็นรูปตัวที สูง 16.38 เมตร ลู่ไปข้างหลัง 41 อาศา และส่วนบนของแพนหางดิ่งติดแพนหางระดับ กางปีก 19.8 เมตร สร้างจากวัสดุผสมน้ำหนักเบา ซึ่งแพนหางรูปตัวทีขนาดใหญ่ช่วยทำให้เครื่องบินมีเสถียรภาพในการบินในระดับต่ำดีขึ้น ก่อนลงมือสร้างจริง แมคดอนเนลล์ ดักลาส ได้ทำการทดสอบแผนงานและรูปแบบต่างๆ กับเครื่องบินต้นแบบ วายซี-15ซึ่งมีขนาดครึ่งหนึ่งของเครื่อง C-17
ระบบควบคุม
[แก้]ห้องนักบิน
[แก้]
ห้องนักบินของเครื่องบินลำเลียง C-17 มีการออกแบบและพัฒนาระบบอวิโอนิกส์ต่างๆ ขึ้นมาติดตั้งใช้งานโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะลดภาระงานของนักบินและลดเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องให้น้อยลง โดย C-17 มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเพียง 3 คนเท่านั้น คือ นักบิน นักบินผู้ช่วย และ เจ้าหน้าที่ขนส่งทางอากาศ ซึ่งเครื่องบินลำเลียงโดยทั่วไปจะใช้เจ้าหน้าที่ 6-8 คน ระบบควบคุมการบินต่างๆของ C-17 คันบังคับเหมือนกับติดตั้งกับเครื่องบินรบไอพ่นซึ่งแตกต่างจากเครื่องบินลำเลียงทั่วไป และคันบังคับยังติดตั้งสวิทช์ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ มากมายประกอบด้วย สวิทช์ปรับเสถียรภาพของเครื่องบิน ไมโครโฟน สวิทช์เลือกโหมดการทำงานของระบบควบคุมการบินด้วยไฟฟ้า สวิทช์ระบบเติมเชื้อเพลิงในอากาศ/นักบินกล และ สวิทช์ระบบทิ้งสัมภาระในอากาศ ตรงหน้านักบินทั้งสองคนติดตั้งจอ HUD สามารถพับได้เมื่อไม่ใช้งาน จอ HUD เป็นเครื่องวัดประกอบการบินมูลฐานของ C-17 มีโหมดสำหรับตัดภาพฉากหลังออกไปเมื่อต้องปฏิบัติภารกิจในงานหนัก
ระบบควบคุมการบินดิจิทัล
[แก้]C-17 มีการติดตั้งระบบควบคุมการบินดิจิทัล fly-by-wire ที่ทันสมัย เป็นระบบดิจิทัลควบคุมการทำงาน 4 แกน และเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่แบบแรกที่สร้างขึ้นในสหรัฐฯที่ได้ใช้ระบบนี้ ระบบควบคุมการบินจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ
- หางเสือขึ้น-ลง (elevator)
- หางเสือเลี้ยว (rudder)
- ปีกเล็กเอียง (ailerons)
- แฟลบ (flap)
- แพนอากาศ (slat)
- แผ่นรบกวนกระแสอากาศ (spoiler)
- แพนหางระดับ (horizontal stabiliser)
ระบบคอมพิวเตอร์
[แก้]C-17 ได้รับการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์จำนวน 3 ระบบ คอมพิวเตอร์ 1 ใน 3 ระบบ สามารถทำงานสนับสนุนในการทำงานของระบบต่างๆได้อย่างสมบูรณ์ และนอกจากนี้ยังมีคอมพิวเตอร์ระบบหลักอีก 4 ระบบ
- การแสดงภารกิจ
- การแจ้งเตือนและบอกเหตุ
- การบริหารการสื่อสารทางวิทยุรวมการ
- การควบคุมการบิน
คอมพิวเตอร์หลักจะใช้ในการสนับสนุนการทำงานของ digital line replacable unit จำนวน 56 ชุด ซึ่งได้รับการออกแบบมาสำหรับการถ่ายทอดสัญญาน การประมวลผล และ ส่งข้อมูลผ่านไปยัง เอ็มไอแอล-เอสทีดี-1553 บัส และ เออาร์ไอเอ็นซี 429 เพื่อทำหน้าที่ควบคุมเครื่องบินและแจ้งข้อมูลต่างๆให้กับน้กบิน
ระบบป้องกันอันตรายจากศัตรู
[แก้]C-17 มีระบบป้องกันภัยทั้งจากปืนต่อสู้อากาศยานและอาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศ C-17 ออกแบบให้มีความอยู่รอดเมื่อถูกยิงจากกระสุนปืนเจาะเกราะขนาด 12.7 มม. และเมื่อระบบควบคุมการบินดิจิทัลได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้งานได้ทั้ง 4 ระบบ ยังมีระบบไฮดรอลิกส์สำรอง ซึ่งนักบินสามารถทำการบินต่อไปได้ ระบบป้องกันตนเองได้แก่
- ระบบแจ้งเตือนทิศทางเข้ามาของอาวุธนำวิถีข้าศึก
- เครื่องรบกวนสัญญานอินฟราเรต
- เครื่องปล่อยแชฟฟ์และแฟร์
เครื่องยนต์
[แก้]
C-17 ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน แพทรแอนด์วิทนีย์ F-117PW-100 ขนาดแรงขับเครื่องละ 181.0 กิโลนิวตัน เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานขับเคลื่อนติดอยู่ใต้ปีกข้างละ 2 เครื่อง ก่อนทำการติดตั้ง บริษัท แมคดอนเนลล์ ดักลาส ได้ทำการศึกษาผลดีผลเสียของติดตั้งเครื่องยนต์ในตำแหน่งอื่นๆ เช่น บริเวณตำแหน่งบนปีก ซึ่งทำให้เครื่องบินใช้ระยะในการวิ่งขึ้นและร่อนลงสั้น แต่จะทำให้เกิดแรงต้านมากขึ้นและประสิทธิภาพในการบินในแนวระดับต่ำลง
เครื่องยนต์แต่ละเครื่องจะมี fan reverser หรือ กรีบใบพัดผันกลับ ที่ด้านหน้าและ core reverser ติดตั้งที่ด้านหลังเครื่องยนต์ ทำงานด้วยระบบไฮดรอลิกส์ ทั้ง fan reverser และ core reverser จะทำให้แรงขับจากเครื่องยนต์กระทำในทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางปกติของแรงขับ โดยนักบินจะใช้ในขณะลงสนาม ซึ่งทำให้เครื่องบินสามารถลดความเร็วได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเครื่องบินC-17 ได้รับการพัฒนาให้สามารถทำการผันกลับแรงขับได้ทั้งขณะอยู่ที่พื้นหรือในอากาศ โดยแรงขับจากเครื่องยนต์จะขึ้นข้างบน 37 องศา ไม่ลงข้างล่างหรือออกด้านข้าง ทำให้ลดอันตรายที่จะเกิดจากก๊าชร้อนที่ปล่อยจากเครื่องยนต์ไปกระทบกับวัสดุหรือวัสถุที่อยู่บนพื้น ขณะอยู่บนพื้นดิน C-17 สามารถถอยวิ่งขึ้นเนิน 2 องศาได้ หรือ เลี้ยวกลับลำ 180 องศาได้ในตัวพร้อมรถถัง เอ็ม-1 บรรทุกอยู่ 1 คัน
สมรรถนะของเครื่องบิน C-17 มีความเร็วเดินทางปกติ 0.77 มัคที่ ความสูง 28,000 ฟุต ความเร็วสูงสุดที่ความสูงระดับต่ำ 648 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วในการลงสนามเมื่อบรรทุกน้ำหนักสูงสุด 213 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระยะทางในการลงสนามเมื่อบรรทุกสัมภาระหนัก 75,750 กิโลกรัม และ เครื่องยนต์ผันกลับแรงขับ 915 เมตร พิสัยบินเมื่อบรรทุกสัมภาระหนัก 75,750 กิโลกรัม 4,445 กิโลเมตร C-17 สามารถปฏิบัติได้ในทางวิ่งทั้งที่ลาดยางและทางวิ่งไม่ราดผิว
แบบต่างๆ
[แก้]- C-17เอ เป็นแบบแรกสำหรับกองทัพ
- C-17เอ "อีอาร์" เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการของรุ้นเอที่มีการเพิ่มส่วนกลางของถังเชื้อเพลิงภายในปีก[3][5] การพัฒนานี้เริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2544[5]
- C-17บี เป็นรุ่นยุทธวิธีที่เสนอให้กับกองทัพ การออกแบบมีแฟลบพิเศษ ล้อเพิ่มบนลำตัว เครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่า และระบบอื่นๆ ที่ทำให้ขึ้น-ลงในระยะสั้นได้[6] โบอิงได้เสนอC-17บีให้กับกองทัพสหรัฐในปีพ.ศ. 2550 ไว้สำหรับบรรทุกอาวุธและยุทธโธปกรณ์ในอนาคต[7]
อุบัติเหตุ
[แก้]- ในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2541 C-17 (หมายเลข 96-0006) ของกองทัพอากาศสหรัฐได้รับความเสียหายในอุปกรณ์ลงจอดเมื่อทำการบินลงที่ไอซ์แลนด์ บนทางวิ่งยาว 3,800 ฟุตเพื่อขนส่งวาฬ เครื่องบินได้รับความเสียหายมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ หลังจากได้รับการซ่อมแซมชั่วคราว มันก็ถูกขนไปซ่อมในไอซ์แลนด์[8][9]
- ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2546 C-17 (หมายเลข 98-0057) ของกองทัพอากาศสหรัฐถูกยิงโดยขีปนาวุธพื้นสู่อากาศหลังจากบินออกจากแบกแดดประเทศอิรัก เครื่องยนต์เครื่องหนึ่งเสียหาย แต่เครื่องบินก็ร่อนลงได้อย่างปลอดภัย[10][11] หลังจากที่ได้รับการซ่อมแซมมันก็กลับเข้าสู่ประจำการ[12]
- ในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2548 C-17 (หมายเลข 01-0196) ของกองทัพอากาศสหรัฐได้วิ่งออกนอกทางที่ฐานทัพอากาศบาแกรมในอัฟกานิสถานในขณะที่พยายามจะลงจอด ส่วนจมูกและล้อนั้นได้รับความเสียหาย มันเป็นเหตุการณ์ที่C-17 ได้รับความเสียหายมากที่สุด[13] ทีมซ่อมแซมของโบอิงใช้เวลาสองเดือนในการซ่อมแซมให้เครื่องบินกลับมาบินได้อีก[14] มันใช้เวลา 5 วันในการบินกลับสหรัฐโดยมีนักบินทดสอบเป็นผู้ควบคุม เพราะว่าผลจากการซ่อมแซมชั่วคราวนั้นทำให้มันมีขีดจำกัด[15] การซ่อมแซมสิ้นสุดในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 และมันก็กลับเข้าประจำการอีกครั้ง
- ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552 C-17 (หมายเลข96-0002) ของกองทัพอากาศสหรัฐได้ร่อนลงโดยไม่ใช้ล้อที่ฐานทัพอากาศบาแกรม[16][17] เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552 เครื่องบินได้บินออกจากบาแกรมและไปถึงโนว่า สโกเทียพร้อมกับหยุดพักเป็นระยะ มันถูกจำกัดให้บินไม่เกิน 10,000 ฟุต โดยมีความเร็วไม่เกิน 250 น็อต คาดว่าจะเข้าประจำการอีกครั้งเมื่อซ่อมแซมสมบูรณ์
รายละเอียด C-17
[แก้]- ลูกเรือ 3 นาย นักบิน 2 นาย พลลำเลียง 1 นาย
- ความจุ
- ทหาร 102 นาย สำหรับที่นั่งตรงกลาง หรือ
- ทหาร 134 นาย สำหรับที่นั่งแบบนอน หรือ
- ผู้บาดเจ็บบนเปล 36 คนและผู้บาดเจ็บที่ยืนได้ 54 คน หรือ
- สินค้าอย่าง รถถังเอ็ม1 เอบรามส์
- น้ำหนักบรรทุก 77,519 กิโลกรัม
- ความยาว 53 เมตร
- ระยะระหว่างปลายปีกทั้งสอง 51.75 เมตร
- ความสูง 16.8 เมตร
- พื้นที่ปีก 353 ตารางเมตร
- น้ำหนักเปล่า 128,100 กิโลกรัม
- น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 265,350 กิโลกรัม
- ขุมกำลัง เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแพนทท์ แอนด์ วิทนีย์ P117-PW-100 สี่เครื่องยนต์ ให้กำลังเครื่องละ 40,440 ปอนด์
- ความจุเชื้อเพลิง 35,546 แกลลอน
- พิสัย 4,482 กิโลเมตร
- เพดานบินทำการ 45,000 ฟุต
- น้ำหนักบรรทุกสูงสุดบนปีก 750 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
- อัตราแรงขับต่อน้ำหนัก 0.277
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 "Workers at Boeing Say Goodbye to C-17 with Last Major Join Thursday" เก็บถาวร 6 พฤษภาคม 2015 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. Press-Telegram, 26 February 2015.
- 1 2 Pratt & Whitney's F117 page
- 1 2 "C-17/C-17 ER Flammable Material Locations". Boeing Integrated Defense Systems. 1 May 2005.
- 1 2 3 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ "AF_fact" - 1 2 Norton 2001, p. 93.
- ↑ Trimble, Stephen. "Boeing offers C-17B as piecemeal upgrade". Flight International, 19 August 2008.
- ↑ Trimble, Stephen. "Boeing offers C-17B to US Army". Flight International, 16 October 2007.
- ↑ C-17A S/N 96-0006
- ↑ ""C-17 Accident During Whale Lift Due To Design Flaw"". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-05-29. สืบค้นเมื่อ 2012-05-29.
- ↑ "SAM incidents". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-12-10. สืบค้นเมื่อ 2009-10-01.
- ↑ Information on 98-0057 incident เก็บถาวร 2008-05-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Aviation-Safety.net
- ↑ C-17, tail 98-0057 image from 2004, airliners.net.
- ↑ "Bagram Runway Reopens After C-17 Incident - DefendAmerica News Article". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-02-18. สืบค้นเมื่อ 2009-10-01.
- ↑ "The Big Fix", Boeing Frontiers Online, February 2006.
- ↑ Skypark Pilots Honored เก็บถาวร 2009-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, skypark.org
- ↑ "Bagram Air Base runway recovery". US Air Force, 4 February 2009.
- ↑ "Bagram C-17 Accident Investigation Board complete". US Air Force, 7 May 2009.
- ↑ "Boeing C-17 backgrounder" (PDF). Boeing. May 2008.
- ↑ C-17 Globemaster III, Technical Specifications. Boeing
- ↑ C-17 Globemaster III page. Aerospaceweb.org.