ไฮดรอกซิซีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไฮดรอกซิซีน
Hydroxyzine.svg
Hydroxyzine-3d-sticks.png
ข้อมูลทางคลินิก
ชื่อทางการค้าVistaril, Atarax
AHFS/Drugs.comMonograph
MedlinePlusa682866
ระดับความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
  • AU: A
  • US: C (ยังไม่ชี้ขาด)
ช่องทางการรับยาOral, IM
รหัส ATC
กฏหมาย
สถานะตามกฏหมาย
  • AU: S4 (ต้องใช้ใบสั่งยา)
  • In general: ℞ (Prescription only)
ข้อมูลเภสัชจลนศาสตร์
ชีวประสิทธิผลHigh in-vivo
Protein binding93%
การเปลี่ยนแปลงยาHepatic
ครึ่งชีวิตทางชีวภาพ20–24 hours[1]
การขับออกUrine, Feces
ตัวบ่งชี้
เลขทะเบียน CAS
PubChem CID
IUPHAR/BPS
DrugBank
ChemSpider
UNII
KEGG
ChEBI
ChEMBL
ECHA InfoCard100.000.630
ข้อมูลทางกายภาพและเคมี
สูตรC21H27ClN2O2
มวลต่อโมล374.904 g/mol
แบบจำลอง 3D (JSmol)
  (verify)
Pharmaklog.png สารานุกรมเภสัชกรรม

ไฮดรอกซิซีน (Hydroxyzine) เป็นสารต้านฮิสตามีนรุ่นแรกที่อยู่ในกลุ่ม diphenylmethane และ piperazine ซึ่งสังเคราะห์ขึ้นเป็นครั้งแรกโดยบริษัทเบลเยียม (Union Chimique Belge) ในปี 2499[2] และยังเป็นยาที่ใช้อย่างกว้างขวางทุกวันนี้ เนื่องจากฤทธิ์ต้านหน่วยรับความรู้สึกหลายอย่างในสมอง ยาจึงมีฤทธิ์คลายกังวลที่มีกำลัง ต้านความหมกมุ่น และรักษาโรคจิตอย่างอ่อน ๆ[3] ทุกวันนี้ มันมักจะใช้โดยหลักเพื่อคลายกังวลและความเครียดที่สัมพันธ์กับโรคจิตประสาท (psychoneurosis) และเป็นยาเพิ่ม (adjunct) ในโรคทางกายอื่น ๆ ที่คนไข้รู้สึกกังวล เนื่องจากฤทธิ์ต้านฮิสตามีน จึงสามารถใช้รักษาความคัน ภาวะรู้สึกเจ็บมากกว่าปรกติ (hyperalgesia) และความคลื่นไส้ที่เกิดจากการป่วยจากการเคลื่อนไหว (เช่นเมารถเมาเรือ) และยังใช้ในบางกรณีเพื่อบรรเทาผลการขาดยากลุ่มโอปิออยด์[4][5] แม้ว่ามันจะมีฤทธิ์ระงับประสาท (sedative) ให้นอนหลับ (hypnotic) และคลายกังวล (anxiolytic) แต่มันไม่มีลักษณะของสารที่ใช้เสพติด รวมทั้งการติดและโอกาสเป็นพิษเหมือนกับยาอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์คล้าย ๆ กัน ยาสามารถใช้เพิ่มผลระงับความเจ็บปวดของยากลุ่มโอปิออยด์ต่าง ๆ และบรรเทาผลข้างเคียงของพวกมัน เช่น ความคัน ความคลื่นไส้ และการอาเจียน การซื้อยาในบางประเทศต้องอาศัยใบสั่งยาจากแพทย์ โดยขายในสองรูปแบบ คือ pamoate และ hydrochloride salt ยาที่คล้าย/สัมพันธ์กับไฮดร๊อกซิซีนรวมทั้ง ไซคลิซีน, บิวคลิซีน และ meclizine ซึ่งมีประโยชน์ ข้อบ่งใช้ ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวัง และผลข้างเคียงเหมือนกับไฮดร๊อกซิซีน

สารต้านฮิสตามีนรุ่นสองคือ เซทิไรซีน จริง ๆ ก็คือ เมแทบอไลต์ของไฮดร๊อกซิซีนที่เกิดในร่างกายมนุษย์ แต่ว่าโดยที่ไม่เหมือนกับไฮดร๊อกซิซีน เซทิไรซีนดูเหมือนจะไม่ข้ามตัวกั้นเลือด-สมอง (blood-brain barrier) อย่างสำคัญ แม้ว่าจะมีรายงานว่ามีผลต่อกล้ามเนื้อและมีฤทธิ์ระงับประสาท ดังนั้น ทำให้เป็นสารต้านฮิสตามีนที่ดี เพราะมีผลระงับความกังวลและฤทธิ์ต่อจิตใจอย่างอื่น ๆ น้อยลง แต่ว่าก็ยังสามารถมีผลต่อกล้ามเนื้อและทำให้ง่วงนอนสำหรับคนไข้บางคนได้

เคมี[แก้]

การสังเคราะห์ไฮดร๊อกซิซีน

ไฮดร๊อกซิซีนสามารถสังเคราะห์ได้โดยกระบวนการเพิ่มกลุ่ม alkyl (alkylation) ของ 1-(4-chlorobenzohydril)piperazine ต่อ 2-(2-hydroxyethoxy)ethylchloride[6]

เภสัชวิทยา[แก้]

ฤทธิ์หลักของยาก็คือเป็นตัวทำการผกผัน (inverse agonist) ของ H1 receptor (หน่วยรับ H1) ที่มีกำลัง (ที่ความเข้มข้น Ki = 2 nM)[7][8][9][10] แต่ไม่เหมือนกับสารต้านฮิสตามีนรุ่นแรกหลายอย่าง มันมีสัมพรรคภาพ (affinity) ที่ต่ำกับ mACh receptor (Ki = >10,000 nM)[8][9][10][11][12] และดังนั้น จึงมีโอกาสให้ผลข้างเคียงแบบ anticholinergic น้อยกว่า (เช่น ร่างกายทำงานไม่ประสาน สมองเสื่อม เป็นต้น)[10][13][14] นอกจากฤทธิ์ต้านสฮิสตามีน ยายังมีผลเป็นตัวต้าน (antagonist) ของ 5-HT2A receptor (Ki = ~50 nM), D2 receptor (Ki = 378 nM) และ α1-adrenergic receptor (Ki = ~300 nM) อีกด้วย[8][9][11]

ฤทธิ์ต้านระบบเซโรโทนิน (antiserotonergic) ของยาน่าจะเป็นเหตุให้ยามีฤทธิ์คลายกังวล (anxiolytic)[15] เพราะว่า สารต้านฮิสตามีนอย่างอื่นที่ไม่มีคุณสมบัตินี้ จะไม่มีผลบำบัดความกังวล[16]

การใช้[แก้]

ไฮดร๊อกซิซีนใช้เป็นสารต้านฮิสตามีน ยาคลายกังวล (anxiolytic) และยาสงบประสาท (tranquilizer) ซึ่งสามัญเป็นพิเศษในทันตแพทยศาสตร์แต่สามัญน้อยกว่าในการแพทย์ ที่หลายปีมักใช้ยาร่วมกับยากลุ่มโอปิออยด์เพราะสามารถยับยั้งผลข้างเคียงของยาโอปิออยด์ที่เป็นยาแก้ปวด คือ ระงับความคันและความคลื่นไส้ และเพราะมีผลระงับประสาทที่เสริมกับผลระงับปวดของยาโอปิออยด์[ต้องการอ้างอิง]

หมอจะสั่งยาเมื่อโรคที่มีเหตุจากโครงสร้างและเนื้อเยื่อมีอาการกังวล เช่น โรควิตกกังวลไปทั่ว (GAD) หรือในโรคจิตประสาท (psychoneurosis) ที่รุนแรง เพื่อให้คนไข้สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ยามีหลักฐานว่ามีประสิทธิภาพเท่ากับ เบ็นโซไดอาเซพีน และ bromazepam ในการรักษา GAD[17] แต่ก็มีงานปริทัศน์เป็นระบบที่ไม่แนะนำให้ใช้ยาสำหรับ GAD แม้ว่าเมื่อเทียบกับยาคลายกังวลอื่น ๆ (รวมทั้ง เบ็นโซไดอาเซพีนs และ buspirone) แล้ว ยามีประสิทธิภาพ มีความยอมรับได้ และมีความอดทนใช้ยาได้เท่าเทียมกัน[18]

ยาสามารถใช้รักษาอาการภูมิแพ้ เช่น ลมพิษ ผิวหนังอักเสบเหตุภูมิแพ้ (atopic dermatitis) ผิวหนังอักเสบเหตุถูกสัมผัส (contact dermatitis) และอาการคันที่อำนวยโดยฮิสตามีน[19] และได้ยืนยันแล้วว่า ยาไม่มีผลที่ไม่ต้องการต่อตับ เลือด ระบบประสาท หรือระบบปัสสาวะ[ต้องการอ้างอิง] การให้เป็นยานำ (premedication) เพื่อระงับประสาทไม่มีผลต่อยากลุ่ม tropane alkaloid เช่น อะโทรปีน แต่หลังจากการให้ยาสลบ (general anesthesia) อาจเพิ่มฤทธิ์ของยาเพทิดีน (ยากลุ่มโอปิออยด์) และ barbiturate และดังนั้น การใช้เป็นยาเสริมก่อนวางยาสลบควรจะเปลี่ยนแปลงตามสภาพคนไข้[20]

ในบางกรณี ยาอาจใช้เป็นยานอนหลับที่ไม่ใช่ในกลุ่ม barbiturate[21] ใช้ในการระงับประสาทก่อนผ่าตัด หรือรักษาโรคทางประสาท เช่น โรคจิตประสาท (psychoneurosis) และรูปแบบอื่น ๆ ของความวิตกกังวลหรือความเครียด[21] สำหรับทันตกรรม สูติกรรม กรรมวิธีต่าง ๆ และในกรณีที่มีการเจ็บปวดมากอย่างฉับพลันเช่นในอุบัติเหตุ ยาสามารถใช้เป็นยาคลายกังวลอันดับแรก (first line) และยาเสริมยากลุ่มโอปิออยด์ (ยาแก้ปวด) เพราะว่ามันไม่เป็นทั้งปฏิปักษทั้งไม่เสริมยากลุ่ม เบ็นโซไดอาเซพีนs และ scopolamine ดังนั้นจึงสามารถใช้ยาเหล่านั้นพร้อมกันหรือภายหลังเมื่อจำเป็น[ต้องการอ้างอิง]

งานวิจัยพฤติกรรมสัตว์[แก้]

ยาสามารถลดระดับความล้มเหลวในการหลบหนีของหนู (คืออาจลดความกลัว/ความกังวล) ในการทดลองที่ฝึกให้สัตว์รู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ (learned helplessness paradigm)[22]

คำอธิบายทางคลินิก[แก้]

เมแทบอลิซึมและเภสัชจลนศาสตร์[แก้]

ยาสามารถให้ทางปากหรือทางการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เมื่อให้ทางปาก ก็สามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วผ่านกระเพาะอาหาร-ลำไส้ ซึ่งฤทธิ์สามารถสังเกตเห็นได้ภายใน 30 นาที

ทางเภสัชจลนศาสตร์ ยาดูดซึมได้อย่างรวดเร็วทั้งทางปากและทางการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ โดยมีเมแทบอลิซึมในตับ เมแทบอไลต์หลัก (45%) คือ เซทิไรซีน เกิดจากการออกซิเดชันของส่วนที่เป็นแอลกอฮอล์ไปเป็นกรดคาร์บอกซิลิกโดยอาศัยเอนไซม์ alcohol dehydrogenase และผลโดยทั่วไปจะสามารถเห็นได้ภายใน 1 ชม. หลังให้ยา ระยะครึ่งชีวิตของยาเฉลี่ยประมาณ 3 ชม. ในผู้ใหญ่ โดยวัดในผิวหนังได้มากกว่าในเลือด เซทิไรซีน แม้ว่าจะมีฤทธิ์ระงับประสาทน้อยกว่า แต่ว่าไตจะไม่กำจัดยาออกจากเลือด โดยมีคุณสมบัติต้านฮิสตามีนที่คล้ายกัน เมแทบอไลต์อย่างอื่นรวมทั้ง N-dealkylated metabolite และ O-dealkylated 1/16 metabolite ที่มีระยะครึ่งชีวิตในเลือดนาน 59 ชม. วิถีเมแทบอลิซึมของยาอำนวยโดยระบบ CYP3A4 และ CYP3A5 ในตับเป็นหลัก[23] ในสัตว์ ไฮดร๊อกซิซีนและเมแทบอไลต์ของมันจะขับออกทางอุจจาระโดยการกำจัดน้ำดี[24][25]

การให้ยากับผู้สูงอายุต่างจากคนอายุน้อยกว่า ตามองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) โดยปี 2547 ก็ยังไม่มีงานศึกษาสำคัญที่รวมผู้มีอายุมากกว่า 65 ซึ่งเป็นขีดแบ่งผู้สูงอายุจากกลุ่มอื่น แต่ยาควรให้แก่ผู้สูงอายุอย่างระมัดระวังเพราะการขจัดยาออกจากร่างกายอาจทำได้น้อยกว่า[26]

โดยนัยเดียวกัน การใช้ยาระงับประสาทพร้อมกับยาสามารถทำให้มีฤทธิ์ระงับประสาทเกินและเกิดความสับสนถ้าให้มากพอ ดังนั้น การรักษาพร้อมกับยาระงับประสาทควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์[21][26]

ข้อห้ามใช้[แก้]

การให้ไฮดร๊อกซิซีนในปริมาณสูงไม่ว่าจะรับประทานหรือฉีดในกล้ามเนื้อเมื่อเริ่มมีครรภ์อาจเป็นเหตุให้ทารกพิการ เพราะว่า เมื่อทดลองในหนู หนูหริ่ง และกระต่าย ยาทำให้เกิดความผิดปกติเช่น อวัยวะเพศทำงานน้อยกว่าปกติ (hypogonadism) แต่การทดลองก็ใช้ยาขนาดสูงกว่าที่ใช้รักษาในมนุษย์อย่างสำคัญ[20] ส่วนในมนุษย์ งานศึกษายังไม่ได้กำหนดขนาดสำคัญ แต่ FDA ก็ได้ระบุข้อห้ามใช้สำหรับยาไว้แล้ว[20]

โดยนัยเดียวกัน การให้ยาสำหรับบุคคลที่เสี่ยงหรือมีอาการแพ้ยาก็เป็นข้อห้ามใช้ด้วย[20] ยาห้ามให้โดยหลอดเลือดดำ (IV) เพราะว่า สามารถเป็นเหตุของการสลายของเม็ดเลือดแดง (hemolysis)

ข้อห้ามใช้อีกอย่างรวมทั้งการให้ยากับยาแก้ซึมเศร้าและสารอื่น ๆ ที่มีผลต่อระบบประสาทกลาง[20] และถ้าจำเป็น ก็ควรให้ทีละหน่อย ๆ กับยาอื่น[20] ถ้าให้อย่างที่ว่ากับยาอื่น คนไข้ควรเว้นจากปฏิบัติการกับเครื่องยนต์ที่สามารถเกิดอันตราย รถยนต์ และงานอื่น ๆ ที่ต้องใช้สมาธิ ตามที่กำหนดโดยกฎหมายความปลอดภัย[20]

งานศึกษายังแสดงด้วยว่า การให้ยานาน ๆ สามารถนำไปสู่อาการยึกยือเหตุยา (tardive dyskinesia) หลังจากใช้ยาเป็นปี ๆ แต่อาการก็มีรายงานเป็นกรณี ๆ หลังจากใช้ยาเพียง 7 เดือนครึ่ง[27] อาการเช่น การบิดศีรษะ (head rolling) เลียปาก และรูปแบบอื่น ๆ ของการเคลื่อนไหวแบบ athetoid คือ การเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ไม่ได้ตั้งใจ บิดไปบิดมา ของนิ้วมือ มือ นิ้วเท้า เท้า และในบางกรณี แขน ขา คอ และลิ้น[28] ในบางกรณี การได้ยาอนุพันธ์ของ phenothiazine หรือยารักษาโรคจิต (neuroleptic) มาก่อนแล้วของคนไข้สูงอายุ อาจมีส่วนเป็นเหตุอาการยึกยือเหตุยาเมื่อให้ไฮดร๊อกซิซีน เพราะไวต่ออาการหลังจากที่ได้ยามาเป็นเวลานาน[27] ดังนั้น จึงมีข้อบ่งห้ามบางอย่างที่จะให้ยาแม้ในระยะสั้นสำหรับคนไข้ที่เคยได้ phenothiazine มาก่อน[27]

ผลที่ไม่ต้องการ[แก้]

มีอาการหลายอย่างที่ระบุในใบรายละเอียดของยา รวมทั้ง นอนหลับสนิท ร่างกายทำงานไม่ประสาน ง่วงนอน ใจเย็น และคลื่นไส้ ที่พบทั้งในเด็กและผู้หใญ่ โดยยังมีอาการอื่น ๆ รวมทั้งความดันโลหิตต่ำ เสียงในหู และปวดหัว[29] ผลต่อกระเพาะอาหาร-ลำไส้ และผลที่เบา ๆ เช่น คอแห้งและท้องผูกที่เกิดจากฤทธิ์ antimuscarinic ของยา ก็พบด้วย[29] ปัญหาต่อระบบประสาทกลางเช่นประสาทหลอนและความสับสนยังพบในกรณีที่น้อยมาก โดยมากเพราะใช้ยาเกินขนาด[26][29] แต่ก็มีกรณีเช่นนี้ทั้งในคนไข้ที่มีโรคจิตประสาท (neuropsychological disorders) และในกรณีที่คนไข้ใช้ยาเกิน

แม้จะมีรายงานถึงฤทธิ์ทำให้ประสาทหลอน หรือการสะกดจิต (hypnotic) แต่การทดลองทางคลินิกไม่แสดงหลักฐานเช่นนี้จากการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่ก็แสดงผลว่าเกิดความสงบทั่วไปผ่านการเร้าเขตสมอง formatio reticularis ดังนั้น ฤทธิ์ประสาทหลอนและสะกดจิต ยกว่าเป็นผลเพิ่มการระงับระบบประสาทกลางพร้อมกับยาระงับประสาทอื่น ๆ รวมทั้ง lithium และเอทานอล[30]

ยังมีการทดสอบไฮดร๊อกซิซีนเกี่ยวกับความจำของมนุษย์ เปรียบเทียบกับยาที่ค่อนข้างปลอดภัยเช่น ลอราเซแพม เพื่อแสดงผลของยากลุ่มเบ็นโซไดอาเซพีน ซึ่งเชื่อว่ามีผลที่ไม่ต้องการเกี่ยวกับความจุของระบบความจำ แล้วพบว่า ไฮดร๊อกซิซีนไม่มีผลที่ไม่ต้องการต่อระบบความทรงจำเทียบกับ ลอราเซแพม ซึ่งมีผลต่อความจุของความจำ[31]

ในงานศึกษาที่เปรียบเทียบกับ ลอราเซแพม ในผลต่อความทรงจำ ไฮดร๊อกซิซีนออกฤทธิ์ระงับประสาทเช่นทำให้ง่วงนอน แต่คนไข้ก็รู้สึกว่าตนเองตื่นตัวพอ และสามารถที่จะทำบททดสอบต่อไปได้ในสถานการณ์เช่นนี้[32] โดยนัยตรงกันข้าม คนที่ทานยา ลอราเซแพม ไม่สามารถทำบททดสอบต่อไปได้เพราะผลของยา คนไข้ 8 ใน 10 รู้สึกว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการทรงร่างกายและการเคลื่อนไหวแบบง่าย ๆ[32] อาการง่วงซึม (somnolence) ที่มีหรือไม่มีความฝัน อาจเกิดกับคนไข้ที่ไวสารต้านฮิสตามีนเมื่อใช้ร่วมกับยากดระบบประสาทกลางอื่น ๆ

ไฮดร๊อกซิซีนมีฤทธิ์คลายกังวลและระงับประสาทในคนไข้จิตเวชเป็นจำนวนมาก งานศึกษาอื่นแสดงว่า ไฮดร๊อกซิซีนเป็นยานอนหลับที่มีกำลัง คือ ทำให้หลับได้ไวขึ้นและเพิ่มเวลาการนอน แต่ก็ทำให้ง่วงนอนด้วย โดยหญิงตอบสนองต่อฤทธิ์เช่นนี้มากกว่าชาย[33] เพราะอาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรงกว่านี้ ไฮดร๊อกซิซีนแนะนำให้เลี่ยงในคนสูงอายุ[34]

ในสื่อ[แก้]

Hydroxyzine เป็นคำเดียวในภาษาอังกฤษที่มีอักษร x y z เรียงต่อกัน[35]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. Simons FE, Simons KJ, Frith EM (January 1984). "The pharmacokinetics and antihistaminic of the H1 receptor antagonist hydroxyzine". The Journal of Allergy and Clinical Immunology. 73 (1 Pt 1): 69–75. doi:10.1016/0091-6749(84)90486-x. PMID 6141198.
  2. Shorter, Edward (2009). Before Prozac: the troubled history of mood disorders in psychiatry. Oxford [Oxfordshire]: Oxford University Press. ISBN 0-19-536874-6.
  3. SCHRAM, WS (1959-03). "Use of hydroxyzine in psychosis". Diseases of the Nervous System. 20 (3): 126–9. PMID 13639831. Check date values in: |date= (help)
  4. "HYDROXYZINE PAMOATE - hydroxyzine pamoate capsule (American Health Packaging)". NIH. สืบค้นเมื่อ 2017-02-06.
  5. "Hydroxyzine Facts and Comparisons at Drugs.com".
  6. H. Morren, U.S. Patent 2,899,436 (1959) ; H. Morren, DE 1049383  (1954) ; H. Morren, DE 1061786  (1954) ; H. Morren, DE 1068262  (1954) ; H. Morren, DE 1072624  (1954) ; H. Morren, DE 1075116  (1954).
  7. Gillard, M; Van Der Perren, C; Moguilevsky, N; Massingham, R; Chatelain, P (2002-02). "Binding characteristics of cetirizine and levocetirizine to human H(1) histamine receptors: contribution of Lys (191) and Thr (194)". Molecular Pharmacology. 61 (2): 391–9. doi:10.1124/mol.61.2.391. PMID 11809864. Check date values in: |date= (help)
  8. 8.0 8.1 8.2 Snowman, AM; Snyder, SH (1990-12). "Cetirizine: actions on neurotransmitter receptors". The Journal of Allergy and Clinical Immunology. 86 (6 Pt 2): 1025–8. doi:10.1016/S0091-6749(05)80248-9. PMID 1979798. Check date values in: |date= (help)
  9. 9.0 9.1 9.2 Kubo, N; Shirakawa, O; Kuno, T; Tanaka, C (1987-03). "Antimuscarinic effects of antihistamines: quantitative evaluation by receptor-binding assay". Japanese Journal of Pharmacology. 43 (3): 277–82. doi:10.1254/jjp.43.277. PMID 2884340. Check date values in: |date= (help)
  10. 10.0 10.1 10.2 WHITERP, BOYAJYLD (1960-09). "Neuropharmacological comparison of atropine, scopolamine, banactyzine, diphenhydramine and hydroxyzine". Archives Internationales de Pharmacodynamie et de Thérapie. 127: 260–73. PMID 13784865. Check date values in: |date= (help)
  11. 11.0 11.1 Haraguchi, K; Ito, K; Kotaki, H; Sawada, Y; Iga, T (1997-06). "Prediction of drug-induced catalepsy based on dopamine D1, D2, and muscarinic acetylcholine receptor occupancies". Drug Metabolism and Disposition: the Biological Fate of Chemicals. 25 (6): 675–84. PMID 9193868. Check date values in: |date= (help)
  12. Orzechowski, RF; Currie, DS; Valancius, CA (2005-01). "Comparative anticholinergic activities of 10 histamine H1 receptor antagonists in two functional models". European Journal of Pharmacology. 506 (3): 257–64. doi:10.1016/j.ejphar.2004.11.006. PMID 15627436. Check date values in: |date= (help)
  13. Berger, F. M. (1957). "THE CHEMISTRY AND MODE OF ACTION OF TRANQUILIZING DRUGS". Annals of the New York Academy of Sciences. 67 (10): 685–700. doi:10.1111/j.1749-6632.1957.tb46006.x. ISSN 0077-8923.
  14. Tripathi, KD (2013). Essentials of Medical Pharmacology. JP Medical Ltd. p. 165. ISBN 978-93-5025-937-5.
  15. Rothbaum, Barbara Olasov; Stein, Dan J; Hollander, Eric (2009). Textbook of Anxiety Disorders. American Psychiatric Publishing, Inc. ISBN 1-58562-254-0.
  16. Lamberty, Y; Gower, AJ (2004-09). "Hydroxyzine prevents isolation-induced vocalization in guinea pig pups: comparison with chlorpheniramine and immepip". Pharmacology, Biochemistry, and Behavior. 79 (1): 119–24. doi:10.1016/j.pbb.2004.06.015. PMID 15388291. Check date values in: |date= (help)
  17. Llorca, PM; Spadone, C; Sol, O (2002-11). "Efficacy and safety of hydroxyzine in the treatment of generalized anxiety disorder: a 3-month double-blind study" (PDF). J Clin Psychiatry. 63 (11): 1020–7. doi:10.4088/JCP.v63n1112. PMID 12444816. Check date values in: |date= (help)
  18. Guaiana, Giuseppe; Barbui, Corrado; Cipriani, Andrea (2010-12-08). "Hydroxyzine for generalised anxiety disorder". The Cochrane Library. Cochrane Depression, Anxiety and Neurosis Group. doi:10.1002/14651858.CD006815.pub2.
  19. VISTARIL (hydroxyzine pamoate), pp. 1
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 20.4 20.5 20.6 VISTARIL (hydroxyzine pamoate), p. 2
  21. 21.0 21.1 21.2 Dolan, C. M. (1958-06). "MANAGEMENT OF EMOTIONAL DISTURBANCES—Use of Hydroxyzine (Atarax®) in General Practice". Calif Med. 88 (6): 443–444. PMC 1512309. PMID 13536863. Check date values in: |date= (help)
  22. Porsolt, Roger D; Martin, P; ALenégre; Fromage, S; Giurgea, CE (1989). "Prevention of "learned helplessness" in the rat by hydroxyzine". Drug Development Research. 17 (3): 227–236. doi:10.1002/ddr.430170306.
  23. "Ucerax (hydroxyzine hydrochloride) 25 mg film-coated tablets. Summary of product characteristics" (PDF). Irish Medicines Board. สืบค้นเมื่อ 2014-02-09.
  24. "Vistaril". The extent of renal excretion of VISTARIL has not been determined
  25. "US Prescription Information - Vistaril" (PDF).
  26. 26.0 26.1 26.2 VISTARIL (hydroxyzine pamoate), p. 3
  27. 27.0 27.1 27.2 Clark, B. G.; M. Araki; H. W. Brown (1982). "Hydroxyzine-Associated Tardive Dyskinesia". Ann. Neurol. 11 (4): 435. doi:10.1002/ana.410110423. PMID 7103423.
  28. PMID 21250235 (PubMed)
    Citation will be completed automatically in a few minutes. Jump the queue or expand by hand
  29. 29.0 29.1 29.2 UCB South-Africa, et al., (2004)
  30. Anderson, Philip O.; James E. Knoben; William G. Troutman (2002). Handbook of Clinical Drug Data. McGraw-Hill Medical. pp. 794–796. ISBN 0-07-136362-9.
  31. de Brabander, A., Debert, W., (1990), p1
  32. 32.0 32.1 de Brabander, A., Debert, W., (1990), p3
  33. Alford, C; Rombautt, N; Jones, J; Foley, S; Idzikowskit, C; Hindmarch, I (1992). "Acute Effects of Hydroxyzine on Nocturnal Sleep and Sleep Tendency the Following Day: a C-EEG Study". Human Psychopharmacology. 7 (1): 25–35. doi:10.1002/hup.470070104. สืบค้นเมื่อ 2007-03-10.
  34. "NCQA's HEDIS Measure: Use of High Risk Medications in the Elderly" (PDF).
  35. "Unique Words". dictionary.reference.com.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

งานพิมพ์[แก้]

เว็บไซต์[แก้]