ข้ามไปเนื้อหา

ไอร์ลังกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไอร์ลังกา
เทวรูปกษัตริย์ไอร์ชังกาในรูปเทวบุคคลเป็นพระวิษณุทรงครุฑ ค้นพบที่เบอลาฮัน, พิพิธภัณฑ์โตรวูลัน จังหวัดชวาตะวันออก
กาฮูรีปัน
ครองราชย์? – 1042
ประสูติประมาณปี 1002
อาณาจักรบาหลี
สวรรคต1049 (อายุ 4647)
อาณาจักรกาฮูรีปัน
คู่อภิเษกธรรมปรสาโทตตุงคเทวี
พระราชบุตร
  • สังครมวิชัย
  • สมรวิชัยแห่งกาดีรี
  • มาปันจี การาซากัน แห่งจังงาลา
พระรัชกาลนาม
รากาอี ฮาลู ศรี โลเกศวร ธรรมวงศ์ ไอร์ลังกา อนันตวิกรมตุงคเทวะ
ราชสกุลอิศาณะ กับ วรรมเทวะ
พระราชบิดาอุทยานะ วรรมเทวะ
พระราชมารดามเหนทราทัตตะ
ศาสนาศาสนาฮินดูไวษณวะ

ไอร์ลังกา (อินโดนีเซีย: Airlangga) หรือชื่อพระยศ รากาอี ฮาลู ศรี โลเกศวร ธรรมวงศะ ไอร์ลังกา อนันตวิกรโมตตุงคเทวะ (อักษรโรมัน: Rakai Halu Sri Lokeswara Dharmawangsa Airlangga Anantawikramottunggadewa, ค.ศ. 1002[1][2] – ค.ศ. 1049) เป็นกษัตริย์องค์เดียวของราชวงศ์กาฮูรีปันที่สถาปนาขึ้นจากดินแดนบางส่วนของอาณาจักรมาตารัมซึ่งถูกโจมตีโดยกษัตริย์วูราวารีแห่งลวารัม ไอร์ลังกาทรงเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรต่าง ๆ บนเกาะชวา[3] ไอร์ลังกา แปลว่า "น้ำกระโดด" หรือแปลอีกนัยได้ว่า "ผู้[กระโดด]ข้ามน้ำ" ซึ่งตรงกับพระประวัติของไอร์ลังกาในฐานะที่พระราชสมภพและเจริญพระชนมายุในราชสำนักบนเกาะบาหลี ก่อนจะเสด็จข้ามช่องแคบบาหลีไปปกครองอาณาจักรบนเกาะชวาทางตะวันออก ไอร์ลังกาทรงเป็นกษัตริย์ของทั้งราชวงศ์อิศาณะและวรรมเทวะ

ประวัติช่วงต้น

[แก้]

ไอร์ลังกาเป็นบุตรที่เกิดจากการสมรสระหว่างสองราชวงศ์ คือ อิศาณะแห่งชวา และวรรมเทวะแห่งบาหลี มารดาคือราชินีมเหนทรทัตตะแห่งอิศาณะ ธิดาของกษัตริย์ธรรมวงศะแห่งมาตารัม บิดาคือกษัตริย์อุทยาน วรรมเทวะแห่งบาหลี[4]:129–130

จารึกศิลากัลกัตตา (ปี 1041) บรรยายถึงภัยพิบัติอันน่าสยดสยองที่เกิดขึ้นกับอาณาจักรชวาตะวันออกของราชวงศ์อิศาณะในช่วงต้นศตวรรษที่ 11 ในปี 1006 เกิดกบฏที่ปลุกระดมโดยกษัตริย์วูราวารี (Wurawari) จากลวารัม (Lwaram) การกบฏนี้ได้ทําลายเมืองหลวงของวาตูกาลุฮ์ (Watugaluh) กษัตริย์ธรรมวงศะ ซึ่งครองราชย์ ณ ขณะนั้น ตลอดจนผู้สืบสกุลของมกุฏวงศวรรธนะ (Makutawangsawardhana) ถูกฆาตกรรมพร้อมกับทั้งครอบครัวและประชาชนหลายคนของเขา มีเพียงไอร์ลังกาซึ่งมีอายุประมาณ 16 ปีในขณะนั้นเท่านั้นที่สามารถหลบหนีได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ[5] ในปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าการโจมตีนี้เป็นการตอบโต้ของศรีวิชัยต่อมาตารัมหลังถูกโจมตี

การสถาปนาอาณาจักรกาฮูรีปัน

[แก้]

ในปี 1019 หลังการเนรเทศตนเองไปพำนักบนอาศรมในป่าวนคีรีอยู่หลายปี ไอร์ลังกาได้รวบรวมไพร่พลที่จงรักภักดีต่อจักรวรรดิอิศาณะและเริ่มรวบรวมพื้นที่ที่ในอดีตเป็นของอาณาจักรมาตารัมเข้าด้วยกัน ซึ่งในเวลานั้นแตกเป็นหลายเหล่าหลังกษัตริย์ธรรมวงศะถูกสังหาร และสถาปนาอาณาจักรกาฮูรีปัน (Kahuripan) ขึ้น พร้อมทั้งฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับศรีวิชัย[4]:145–147 อาณาจักรมีอาณาเขตจากปาซูรูวันทางตะวันออก ถึงมาดีอุนทางตะวันตก ในปี ค.ศ. 1025 ไอร์ลังกาเริ่มมีอำนาจมากยิ่งขึ้น ในชณะที่อาณาจักรศรีวิชัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง ไอร์ลังกาได้รับความยอมรับในฐานะกษัตริย์ที่มีความอดกลั้นต่อศาสนาที่หลากหลาย และเป็นองค์อุปถัมภ์ของทั้งศาสนาพุทธและฮินดู

แม้ว่าจะมีซากโบราณคดีที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่กี่แห่งที่สืบเนื่องมาจากยุคของเขา แต่ไอร์ลังกาเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวรรณกรรม ในปี 1035 กวีราชสำนัก มปู กันวา (Mpu Kanwa) ประพันธ์ กากาวิน อรชุนวิวาหะ ซึ่งเป็นวรรณกรรมดัดแปลงมาจากมหากาพย์มหาภารตะ บอกเล่าเรื่องราวของอรชุน และเป็นเรื่องที่เปรียบเปรยกับชีวิตของไอร์ลังกาเอง เรื่องราวชีวิตของไอร์ลังกายังปรากฏบนประติมากรรมบนวิหารเบอลาฮันเชิงเขาเปอรังงูกัน (Penanggungan) ซึ่งแสดงไอร์ลังกาในรูปเทวบุคคลเป็นพระวิษณุทรงครุฑ[5]

ในปี 1037 ได้ย้ายราชธานีจากวาตันมัซ (Watan Mas) ไปกาฮูรีปัน (Kahuripan) และมีรายงานการแต่งตั้งยศแก่ผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ เช่น นโรตตมะ (Narottama) ได้รับยศเป็น รักรยัน กานูรูฮัน (Rakryan Kanuruhan; นายก) และ นิติ (Niti) ได้รับยศเป็น รักรยัน กูนีงัน (Rakryan Kuningan)[6] ตามจารึกเกอลาเกิน (ค.ศ. 1037) ระบุว่าไอร์ลังกามีความสนใจยิ่งในการพัฒนาการเกษตร มีการสร้างโครงการชลประทานน้ำ เขื่อนวรีงินสัปตะ (Wringin Sapta, ปัจจุบันอยู่ในอำเภอจมบัง) บนแม่น้ำบรันตัซ[6]

การสละบัลลังก์และเสียชีวิต

[แก้]
น้ำพุของวิหารเบอลาฮัน

ในตอนท้ายของชีวิต ไอร์ลังกาต้องเผชิญกับปัญหาการสืบทอดตําแหน่ง ลูกสาวนามว่า สังครมวิชัย (Sangramawijaya) ซึ่งเป็นบุตรในราชินีธรรมปรสาโทตตุงคเทวี (Dharmaprasadottunggadewi) ออกบวชเป็นภิกษุณีในศาสนาพุทธและจำวัดในอาศรมแทนที่จะเป็นกษัตริย์ต่อ เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้ปฏิเสธการสืบทอดราชบัลลังก์แต่มาออกบวชนั้นมีการเชื่อมโยงกับตำนานเทวีกีลีซูจีผู้บำเพ็ญพรตในถ้ำเซอโลมังเลิง (Selomangleng) ใต้เขากลตฮก (Klothok) ใกล้กับนครเกอดีรี น้องชายอีกสองคนซึ่งเกิดจากคนละมารดากับสังครมวิชัย จึงกลายมามีสิทธิ์ต่อราชบัลลังก์เท่าเทียมกัน

ในผี 1045 ไอร์ชังกาจึงแบ่งกาฮูรีปันออกเป็นสองอาณาจักรเพื่อที่ลูกชายทั้งสองจะได้แบ่งกันปกครอง คือ จังงาลา และ เกอดีรี ไอร์ลังกาสละราชบัลลงก์ด้วยตนเองในปี 1045 และกลับไปใช้ชีวิตเป็นนักบวชบำเพ็ญพรตในชื่อใหม่ว่า ฤๅษี อาจี ปาดูกา มปุงกู ซัง ปีนากา จัตรานิง ภูวนะ (Resi Aji Paduka Mpungku Sang Pinaka Catraning Bhuwana) บวชโดยมปูภรัท (Mpu Bharada) ฤๅษีที่มีชื่อเสียง เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการแบ่งอาณาจักรที่เขาอุตส่าห์พยายามผนวกเข้าด้วยกันมาตลอดยังคงเป็นปริศนาสําหรับนักประวัติศาสตร์ บ้างเสนอว่าเป็นไปเพื่อเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองเนื่องจากลูกชายทั้งสองมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในบัลลังก์ ตํานานท้องถิ่นผสมกับเรื่องเล่าเหนือจริงที่กล่าวถึงการแบ่งอาณาจักรว่ากันว่ามปูภรัทเป็นผู้ดําเนินการแบ่งดินแดน ด้วยทักษะพิเศษของเขา เขาได้บินและเทน้ําจากโถที่ร่องรอยของน้ําเปลี่ยนเป็นแม่น้ําที่ทํากลายมาเป็นเขตแดนของของอาณาจักรใหม่ทั้งสองอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนจะบินไปชนเข้ากับต้นกมล (มะขาม) โดยไม่ได้ตั้งใจ เกิดโมโหและสาปต้นกมลนั้นให้เตี้ยตลอดไป และกลายมาเป็นชื่อของหมู่บ้ายว่า หมู่บ้านมลปันดัก (กามัลปันดัก; kamal pandak แปลว่า ต้นมะขามเตี้ย)

ไอร์ลังกาเสียชีวิตในปี 1049 และเชื่อว่าอัฐิถูกนำมาลอยอังคารในสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ (ตีรถะ; tirtha) ที่เบอลาฮันบนเชิงเขาเปอนังงูกัน หนึ่งในรูปปั้นของตีรถะนี้เป็นรูปพระวิษณุทรงครุฑซึ่งเป็นรูปเทวบุคคลของไอร์ลังกา[4]:146 สองข้างขนาบด้วยเทวีศรีและพระลักษมี

อ้างอิง

[แก้]
  1. Nigel Bullough and Peter Carey (2016) "The Kolkata (Calcutta) Stone", IIAS Newsletter, 74, p. 5.
  2. John N. Miksic and Geok Yian Goh (2016) Ancient Southeast Asia. Routledge, p. 417
  3. "History of Bali". Lonely Planet. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 11 พฤษภาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2013.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. 1 2 3 Cœdès, George (1968). The Indianized states of Southeast Asia. University of Hawaii Press. ISBN 9780824803681.
  5. 1 2 Mojopahihat kings : Airlangga. EastJava.com.
  6. 1 2 M. Habib Mustopo (2007). Sejarah: Untuk kelas 2 SMA (ภาษาอินโดนีเซีย). Yudhistira. น. 22. ISBN 9789796767076. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2013.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)