ไรน์โฮลด์ นีบัวร์
ไรน์โฮลด์ นีบัวร์ | |
|---|---|
นีบัวร์ในประมาณ ค.ศ. 1927 | |
| เกิด | คาร์ล พอล ไรน์โฮลด์ นีบัวร์ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1892 ไรต์ซิตี (รัฐมิสซูรี) รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา |
| เสียชีวิต | 1 มิถุนายน ค.ศ. 1971 (78 ปี) สต็อกบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา |
| ปีปฏิบัติงาน | ค.ศ. 1915-1966 |
| ผลงานเด่น | |
| คู่สมรส | เออร์ซูลา เคปเปล-คอมป์ตัน (สมรส 1931) |
| ญาติ | เอช. ริชาร์ด นีบัวร์ (พี่ชาย) |
| รางวัล | เหรียญอิสรภาพประธานาธิบดี (1964) |
คาร์ล พอล ไรน์โฮลด์ นีบัวร์ (อังกฤษ: Karl Paul Reinhold Niebuhr; 21 มิถุนายน ค.ศ. 1892 - 1 มิถุนายน 1971) เป็นนักเทววิทยาปฏิรูปชาวอเมริกัน นักจริยศาสตร์ นักวิจารณ์การเมืองและกิจการสาธารณะ และศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยศาสนศาสตร์ยูเนียนเป็นเวลากว่า 30 ปี นีบัวร์เป็นหนึ่งในปัญญาชนสาธารณะชั้นนำของอเมริกาในช่วงหลายทศวรรษของคริสต์ศตวรรษที่ 20 และได้รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1964 ในฐานะนักเทววิทยาเพื่อสาธารณะ เขาเขียนและพูดบ่อยครั้งเกี่ยวกับจุดตัดระหว่างศาสนา การเมือง และนโยบายสาธารณะ โดยหนังสือที่มีอิทธิพลมากที่สุดของเขา ได้แก่ Moral Man and Immoral Society และ The Nature and Destiny of Man
เขาเริ่มต้นจากการเป็นบาทหลวงที่มีความเห็นอกเห็นใจชนชั้นแรงงานในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920 และมีความยึดมั่นในแนวคิดสันตินิยมและสังคมนิยมร่วมกับบาทหลวงท่านอื่น ๆ ความคิดของเขาพัฒนาไปสู่เทววิทยาแบบสัจนิยมออร์ทอดอกซ์ใหม่ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 โดยเขาได้พัฒนาแนวคิดทางปรัชญาที่เรียกว่า สัจนิยมคริสเตียน (Christian realism)[1][2] เขาโจมตีลัทธิยูโทเปียว่าไร้ประสิทธิภาพในการรับมือกับความเป็นจริง แนวคิดสัจนิยมของนีบัวร์ลึกซึ้งยิ่งขึ้นหลัง ค.ศ. 1945 และนำเขาไปสู่การสนับสนุนความพยายามของอเมริกาในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์โซเวียตทั่วโลก ในฐานะนักพูดที่มีพลัง เขาเป็นหนึ่งในนักคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดในด้านกิจการสาธารณะในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1940 และ 1950[3] นีบัวร์ต่อสู้กับพวกเสรีนิยมทางศาสนาเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่ามุมมองที่ไร้เดียงสาเกี่ยวกับความขัดแย้งของธรรมชาติมนุษย์และการมองโลกในแง่ดีของพระวรสารทางสังคม และต่อสู้กับพวกอนุรักษ์นิยมทางศาสนาเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นมุมมองที่ไร้เดียงสาเกี่ยวกับพระคัมภีร์และนิยามที่แคบของ "ศาสนาที่แท้จริง" ในช่วงเวลานั้น หลายคนมองว่าเขาเป็นคู่แข่งทางปัญญากับจอห์น ดูอี[4]
ผลงานของนีบัวร์ในด้านปรัชญาการเมืองนั้นรวมถึงการใช้ทรัพยากรจากศาสนศาสตร์เพื่อสนับสนุนแนวคิดสัจนิยมทางการเมือง งานของเขายังมีอิทธิพลอย่างมากต่อทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ปัญญาชนจำนวนมากหันเหออกจากแนวคิดจิตนิยมและหันมายอมรับแนวคิดสัจนิยม นักวิชาการจำนวนมาก รวมถึงนักรัฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์การเมือง และนักศาสนศาสตร์ ต่างกล่าวถึงอิทธิพลของเขาที่มีต่อความคิดของพวกเขา นอกจากนักวิชาการแล้ว นักเคลื่อนไหวอย่างไมลส์ ฮอร์ตัน และมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ และนักการเมืองจำนวนมากก็อ้างถึงอิทธิพลของเขาที่มีต่อความคิดของพวกเขาเช่นกัน[5][6][7][8] รวมถึงฮิลลารี คลินตัน ฮิวเบิร์ต ฮัมเฟรย์ และดีน แอตชีสัน ตลอดจนประธานาธิบดีบารัก โอบามา[9][10] และจิมมี คาร์เตอร์[11] นีบัวร์ยังมีอิทธิพลต่อกลุ่มคริสเตียนฝ่ายขวาในสหรัฐอเมริกา สถาบันศาสนาและประชาธิปไตย (Institute on Religion and Democracy) ซึ่งเป็นคลังสมองเชิงอนุรักษ์นิยมที่ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1981 ได้นำแนวคิดสัจนิยมแบบคริสเตียนของนีบัวร์มาใช้ในแนวทางทางสังคมและการเมืองของทางสถาบัน[12]
นอกเหนือจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองแล้ว นีบัวร์ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประพันธ์บทสวดขอความสงบ (Serenity Prayer) ซึ่งเป็นบทสวดที่แพร่หลายและได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ติดสุรานิรนาม (Alcoholics Anonymous)[13][14] นีบัวร์ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งทั้งองค์กร Americans for Democratic Action และ International Rescue Committee และยังเคยศึกษาอยู่ที่สถาบันเพื่อการศึกษาขั้นสูง (Institute for Advanced Study) ในพรินซ์ตัน ขณะเดียวกันก็ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์รับเชิญที่ฮาร์วาร์ดและพรินซ์ตัน[15][16][17] นอกจากนี้ เขายังเป็นพี่ชายของนักเทววิทยาชื่อดังอีกท่านหนึ่ง คือ เอช. ริชาร์ด นีบัวร์
อ้างอิง
[แก้]- ↑ R. M. Brown 1986, p. xvi.
- ↑ McWilliams, Wilson Carey (1962). "Reinhold Niebuhr: New Orthodoxy for Old Liberalism". American Political Science Review (ภาษาอังกฤษ). 56 (4): 874–885. doi:10.2307/1952790. ISSN 1537-5943. JSTOR 1952790.
- ↑ Schlesinger, Arthur Jr. (กันยายน 18, 2005). "Forgetting Reinhold Niebuhr". The New York Times. สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 13, 2012.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Rice 1993.
- ↑ Urquhart, Brian (มีนาคม 26, 2009). "What You Can Learn from Reinhold Niebuhr". The New York Review of Books. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 15, 2015.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Reinhold Niebuhr and the Political Moment". Religion & Ethics Newseekly. PBS. กันยายน 7, 2007. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ มีนาคม 10, 2013.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Hoffman, Claire. "Under God: Spitzer, Niebuhr and the Sin of Pride". The Washington Post. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ กันยายน 21, 2013.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Tippett, Krista (ตุลาคม 25, 2007). "Reinhold Niebuhr Timeline: Opposes Vietnam War". On Being. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ กันยายน 21, 2013. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 15, 2015.
- ↑ Brooks, David (เมษายน 26, 2007). "Obama, Gospel and Verse". The New York Times. น. A25. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 15, 2015.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Kakutani, Michiko (ธันวาคม 8, 2020). "Obama, the Best-Selling Author, on Reading, Writing and Radical Empathy". The New York Times. สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 10, 2020.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Niebuhr and Obama". Hoover Institution. เมษายน 1, 2009. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 15, 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Christian Realism: A Class Series". สืบค้นเมื่อ ธันวาคม 7, 2023.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Cheever, Susan (มีนาคม 6, 2012). "The Secret History of the Serenity Prayer". The Fix.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Hall of Famous Missourians". Missouri House of Representatives. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 15, 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "About ADA". Americans for Democratic Action. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 15, 2015.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Patton, Howard G. "Reinhold Niebuhr". religion-online.org. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ เมษายน 2, 2015. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 15, 2015.
- ↑ Tippett, Krista (ตุลาคม 25, 2007). "Reinhold Niebuhr Timeline: Accepts Position at Princeton". On Being. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ เมษายน 2, 2015. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 15, 2015.