ในฝัน (ละครโทรทัศน์ปี พ.ศ. 2535)
| ในฝัน | |
|---|---|
| กำกับการแสดง | สุประวัติ ปัทมสูต |
| ผู้ช่วยผู้กำกับ | นีรนุช ปัทมสูต |
| แสดงนำ | |
| เพลงประกอบ |
|
| การผลิต | |
| ผู้จัดละคร | วรายุฑ มิลินทจินดา |
| การออกอากาศ | |
| สถานีโทรทัศน์ | ช่อง 3 |
| ออกอากาศ | พ.ศ. 2535 – พ.ศ. 2535 |
ในฝัน เป็นละครโทรทัศน์ไทยแนวชีวิต จินตนิยม ปี พ.ศ. 2535 เป็นการสร้างใหม่จากฉบับปี พ.ศ. 2523 จากบทประพันธ์ของโรสลาเรน โดยรีไมน์โปรดักชั่น กำกับโดยสุประวัติ ปัทมสูต นำแสดงโดยฉัตรชัย เปล่งพานิช, สินจัย เปล่งพานิช, วรุฒ วรธรรมและลลิตา ปัญโญภาส ออกอากาศทางช่อง 3 ในช่วงปี พ.ศ. 2535[1] นอกจากนี้ ละครเรื่องในฝันยังได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 99 สุดยอดละครโทรทัศน์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 โดยกระทรวงวัฒนธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2561[2]
เนื้อเรื่อง
[แก้]เจ้าชายพิรียพงศ์ (วรุฒ วรธรรม) รัชทายาทแห่งแคว้นพรหมมินทร ได้รับพระบรมราชโองการจาก เจ้าหลวงพรหมมินทร (กำธร สุวรรณปิยะศิริ) พระราชบิดาให้เสด็จพระราชดำเนินเยือนแคว้นกุสารัฐเป็นการชั่วคราว เพื่อเข้ารับการศึกษาเล่าเรียนและสั่งสมประสบการณ์ด้านการปกครองในฐานะผู้นำรัฐในอนาคต การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญทางการทูตที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างแคว้นพรหมมินทรและแคว้นกุสารัฐเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นทางการ ทันทีที่เจ้าชายพิรียพงศ์เดินทางถึงแคว้นกุสารัฐ พระองค์ได้เข้าเฝ้าเจ้าผู้ปกครองแคว้นกุสารัฐ (หรือที่พระองค์ถวายพระเกียรติเรียกว่า "เจ้าลุง") ทันที ซึ่งทางราชสำนักกุสารัฐได้จัดงานเลี้ยงรับรองแขกบ้านแขกเมืองอย่างสมพระเกียรติ เพื่อต้อนรับรัชทายาทผู้มาเยือนอย่างเป็นทางการ
ในบรรยากาศของงานเลี้ยงรับรองที่อบอวลไปด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองแคว้น เจ้าชายพิรียพงศ์ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ เจ้าชายชัยฉัตร (เวนย์ ฟอลโคเนอร์) เชื้อพระวงศ์กุสารัฐผู้มีบุคลิกโดดเด่นและอัธยาศัยไมตรีอันดีเยี่ยม ทั้งสองพระองค์ได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องราวต่าง ๆ จนเกิดความคุ้นเคยและเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาต่อมา เจ้าผู้ปกครองแคว้นกุสารัฐได้เสด็จฯ ออกมาพร้อมกับ เจ้าหญิงเฟื่องแก้ว (ลลิตา ปัญโญภาส) เจ้าหญิงรัชทายาทแห่งกุสารัฐ ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วสารทิศในเรื่องของความงดงามตามคำร่ำลือ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเจ้าชายพิรียพงศ์ยิ่งกว่านั้น คือชายผู้หนึ่งที่เดินเคียงข้างเจ้าหญิงรัชทายาทโดยการกุมมือไว้อย่างสนิทสนม บุคคลผู้นั้นสวมใส่ฉลองพระองค์ด้วยผ้ากำมะหยี่สีม่วงเข้ม ซึ่งมีความเรียบง่ายจนมิอาจระบุตัวตนหรือฐานันดรศักดิ์ที่แท้จริงได้จากการแต่งกายเพียงภายนอก ซึ่งสร้างความฉงนสงสัยแก่เจ้าชายพิรียพงศ์เป็นอย่างยิ่ง
เมื่อถึงวาระที่เจ้าผู้ปกครองแคว้นกุสารัฐได้เปิดประเด็นสนทนาเกี่ยวกับแขนงวิชาที่เจ้าชายพิรียพงศ์มุ่งหวังจะศึกษาเล่าเรียนในคราวนี้ เจ้าชายพิรียพงศ์ได้แสดงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลด้วยการทูลตอบว่า พระองค์มุ่งหวังที่จะศึกษา "วิชาสำหรับกษัตริย์" ซึ่งคำตอบดังกล่าวได้ก่อให้เกิดเสียงพระสรวลจากทั้งเจ้าชายชัยฉัตรและเจ้าหญิงรัชทายาท เนื่องจากวิชาดังกล่าวเป็นศาสตร์ที่ไม่มีการจารึกไว้ในตำราหลวงหรือหลักสูตรการศึกษาตามสถานศึกษาใด ๆ ในแคว้น อย่างไรก็ตาม ชายในอาภรณ์สีม่วงเข้มผู้ลึกลับกลับเป็นผู้เดียวที่เอ่ยขึ้นมาด้วยสุ้มเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและปัญญาว่า คำตอบของเจ้าชายพิรียพงศ์นั้นมีความถูกต้องและแหลมคมยิ่งนัก เพราะในอนาคตเมื่อต้องขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ ภาระหน้าที่ที่สำคัญที่สุดนั้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การเป็นนักรบผู้เข้มแข็งหรือผู้ชำนาญการยุทธในสนามรบเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญที่แท้จริงของความเป็นกษัตริย์คือความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการปกครองและการบริหารราชอาณาจักรให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข
ด้วยปรัชญาการปกครองที่สอดคล้องและวิสัยทัศน์ที่ตรงกันนี้เอง ชายผู้นั้นจึงตัดสินใจรับเจ้าชายพิรียพงศ์เข้าเป็นศิษย์คนแรก ท่ามกลางความยินดีและเห็นชอบของเจ้าผู้ปกครองแคว้นกุสารัฐ ซึ่งในที่สุดก็ได้มีการเฉลยตัวตนว่า บุคคลผู้นั้นคือ "เจ้าชายโอริสสา" (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปในสมญานามว่า "เจ้าชายเสนาบดี" ผู้เป็นกุนซือสำคัญและปราชญ์ผู้กุมกลยุทธ์สูงสุดของแคว้นกุสารัฐ เหตุการณ์ในงานเลี้ยงครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนปฐมบทสำคัญที่วางรากฐานทางปัญญาให้แก่เจ้าชายพิรียพงศ์ ในการบ่มเพาะความเป็นผู้นำที่พรั่งพร้อมด้วยวิชาการปกครองภายใต้การถ่ายทอดจากเจ้าชายโอริสสาผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์ในเวลาต่อมา
นักแสดง
[แก้]- ฉัตรชัย เปล่งพานิช รับบท เจ้าชายโอริสสา
- สินจัย เปล่งพานิช รับบท เจ้าหญิงพรรณพิลาส
- วรุฒ วรธรรม รับบท เจ้าชายพิรียพงศ์
- ลลิตา ปัญโญภาส รับบท เจ้าหญิงเฟื่องแก้ว
- เวนย์ ฟอลโคเนอร์ รับบท เจ้าชายชัยฉัตร