โฮะโซะกะวะ กราเชีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อนุสาวรีย์ของโฮะโซะกะวะ กราเซีย (ขวา) และโฮะโซะกะวะ ทะดะโอะกิ (ซ้าย)
ชื่อนี้เป็นชื่อบุคคลญี่ปุ่นซึ่งเรียงโดยใช้ชื่อสกุลนำหน้าชื่อตัว

โฮะโซะกะะวะ กราเซีย (ญี่ปุ่น: 細川ガラシャ Hosokawa Gracia ?) (พ.ศ. 2116-พ.ศ. 2153) หรือชื่อก่อนสมรสคือ อะเกะชิ ทะมะ (ญี่ปุ่น: 明智玉 Akechi Tama ?) เป็นบุตรสาวของอะเกะชิ มิสึฮิเดะ แต่งงานกับโฮะโซะกะวะ ทะดะโอะกิ เมื่อมิสึฮิเดะก่อกบฏที่วัดฮนโน นางก็กักขังตัวเองอยู่คนเดียวจนกระทั่งคืนดีกับทะดะโอะกิอีกครั้ง แล้วก็หันมานับถือศาสนาคริสต์ เข้ารับพีธีล้างบาปและเปลี่ยนชื่อเป็นกราเซีย กล่าวกันว่าเชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ


ฮิเดะโยะชิได้บูรณะปราสาทโอซะกะ (คฤหาสน์โฮโซะกะวะอยู่ทางใต้ของปราสาท)

โฮะโซะกะวะ กราเซีย เดิมมีชื่อว่า อะเกะชิ ทะมะ เป็นบุตรสาวคนที่สามของ อะเกะชิ มิซึฮิเดะ กับนางซุมะกิ ฮิโระโกะ (ญี่ปุ่น: 妻木煕子 Sumaki Hiroko ?) ภรรยาเอกของมิซึฮิเดะ ใน พ.ศ. 2125 เมื่ออายุเพียงสิบห้าปี ทะมะได้สมรสกับโฮะโซะกะวะ ทะดะโอะกิ (ญี่ปุ่น: 細川忠興 Hosokawa Tadaoki ?) ไดเมียวแห่งแคว้นทังโงะ (ญี่ปุ่น: 丹後 Tango ?) ทางตอนเหนือของนครเกียวโตในปัจจุบัน และอีกเพียง 6 เดือนต่อมา อะเกะชิ มิซึฮิเดะ บิดาของนางทะมะได้ทำการล้อมฮนโนจิและสังหารโอะดะ โนะบุนะงะผู้เป็นนายของตน มิซึฮิเดะครองอำนาจอยู่เพียงสิบสองวัน ฮะชิบะ ฮิเดะโยะชิ ก็ได้ยกทัพมาทำการแก้แค้นให้แก่โนะบุนะงะ มิซึฮิเดะบิดาของนางทะมะเสียชีวิตในที่รบ

นอกจากจะสูญเสียบิดาแล้ว นางทะมะยังถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นธิดาของผู้ทรยศ ทะดะโอะกิสามีของนางทะมะซึ่งทั้งรังเกียจและสงสารนาง จึงได้ส่งนางทะมะไปเก็บตัวไว้ในกระท่อมบนเขาชื่อว่ามิโดะโนะ (ญี่ปุ่น: 味土野 Midono ?) ในแคว้นทังโงะ เป็นเวลาสองปี จนกระทั่งพ.ศ. 2127 เมื่อการเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว ทะดะโอะกิจึงย้ายนางทะมะไปกักขังไว้ที่คฤหาสน์ตระกูลโฮะโซะกะวะในเมืองโอซะกะ

สูสานของโฮะโซะกะวะ กราเซีย โฮะโซะกะวะ ทะดะโอะกิ

ในระหว่างที่เก็บตัวอยู่ในเมืองโอซะกะนั้นเอง ข้ารับใช้ของนางทะมะชื่อว่า นางคิโยะฮะระ มาเรีย (ญี่ปุ่น: 清原マリア Kiyohara Maria ?) ผู้นับถือคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก ได้นำนางทะมะให้รู้จักกับคริสต์ศาสนา และจัดแจงให้นางทะมะได้มีโอกาสฟังธรรมจาก ทะกะยะมะ อุกง (ญี่ปุ่น: 高山右近 Takayama Ukon ?) ไดเมียวผู้ศรัทธาในคริสต์ศาสนา นางทะมะได้ยึดถือคริสต์ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ในพ.ศ. 2130 โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ได้ประกาศกฎหมายยับยั้งการเผยแผ่คริสต์ศาสนา เป็นเหตุให้นางทะมะเกรงว่าตนจะไม่มีโอกาสได้ประกอบพิธีศีลจุ่มเข้ารีต เนื่องจากนางทะมะไม่สามารถออกจากบ้านไปพบบาทหลวงได้ นางมาเรียจึงเป็นผู้ประกอบพิธีศีลจุ่ม (Baptism) ชำระบาปให้แก่นางทะมะ และได้รับชื่อใหม่ว่า "กราเซีย" (Gracia) หรือออกเสียงเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า "กะระชะ" (ญี่ปุ่น: ガラシャ Karasha ?)

ใน พ.ศ. 2153 หลังจากที่โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ถึงแก่อนิจกรรม ความขัดแย้งระหว่างอิชิดะ มิสึนะริ กับ โทะกุงะวะ อิเอะยะซุก็เริ่มขึ้น อิเอะยะซุต้องการกองทัพ 1,600 คนจากทะดะโอะกิ ส่วนฝ่ายมิสึนะริประจำทัพที่ปราสาทโอะซะกะและรวบรวมพลกำลังพลเพื่อเตรียมการรบกับอิเอะยะซุ ทะดะโอะกิผู้เป็นสามีของกราเซียให้การสนับสนุนฝ่ายอิเอะยะซุ เมื่อสงครามเซะกิงะฮะระเริ่มขึ้น อิชิดะ มิซึนะริ มีนโยบายจับบุตรและภรรยาของไดเมียวผู้สนับสนุนอิเอะยะซุไว้เป็นตัวประกัน เพื่อให้ไดเมียวเหล่านั้นหันมาให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายตน แต่ทะดะโอะกิมีคำสั่งไว้ว่า หากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ให้นางกราเซียทำอัตวินิบาตกรรมตามธรรมเนียมเพื่อที่จะไม่ถูกฝ่ายมิซึนะริจับไปเป็นตัวประกัน มิฉะนั้นจะฝากฝังให้ซะมุไรข้ารับใช้ที่ชื่อว่า โอะกะซะวะ โซไซ (Ogasawara Shōsai) เป็นผู้สังหารนางกราเซีย นางกราเซียได้ปรึกษาประเด็นนี้กับผู้รู้ทางคริสต์ศาสนา ต่างกล่าวย้ำแก่นางกราเซียว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็นบาปมหันต์ขัดกับหลักคริสต์ศาสนา

แม้ว่าจะขัดกับหลักคริสต์ศาสนา แต่ตามธรรมเนียมของซะมุไรญี่ปุ่นโบราณ สตรีหากจะโดนจับกุมเป็นเชลยต้องชิงฆ่าตัวตายเสียก่อน เพื่อปกป้องเกียรติของตนเองและสามี นางกราเซียจึงได้ให้ โอะกะซะวะ โซไซ ใช้หอกแทงร่างกายของนางจนถึงแก่ความตายด้วยอายุ 37 ปี จากนั้นโอะกะซะวะ โซไซ จึงได้วางเพลิงเผาคฤหาสน์โฮะโซะกะวะจนวอดวายและทำการเซ็ปปุกุเสียชีวิตตามไป หลังจากเพลิงสงบลง บาทหลวงเนชชี่-โซลโด ออร์กันติโน (Gnecchi-Soldo Organtino) มิชชันนารีชาวอิตาลีเป็นผู้เก็บกระดูกของนางกราเซียไปฟังไว้ที่โบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งในเมืองซะไก ปีต่อมาพ.ศ. 2154 ทะดะโอะกิผู้เป็นสามีได้ย้ายเถ้ากระดูกของนางกราเซียไปฟังไว้ยังวัดโซเซ็ง-จิ (ญี่ปุ่น: 崇禅寺 Sōzen-ji ?) ในเมืองโอซะกะ แต่ก็ปรากฏมีสุสานของนางกราเซียที่วัดไดโตะกุจิ (ญี่ปุ่น: 大徳寺 Daitoku-ji ?) ที่นครเกียวโตด้วยเช่นกัน

โฮะโซะกะวะ กราเซีย มีบุตรธิดากับโฮะโซะกะวะ ทะดะโอะกิ ผู้เป็นสามีทั้งหมดห้าคน เป็นบุตรชายสามคน บุตรสาวสองคน บุตรชายคนที่สามชื่อว่า โฮะโซะกะวะ ทะดะโตะชิ (ญี่ปุ่น: 細川忠利 Hosokawa Tadatoshi ?) ได้รับการแต่งตั้งเป็นไดเมียวปกครองปราสาทคุมะโมะโตะในพ.ศ. 2176 และสืบเชื้อสายปกครองปราสาทคุมะโมะโตะไปตลอดสมัยเอะโดะ

นวนิยาย[แก้]

ตัวละครในนิยายอิงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกราเซียมักปรากฏใน ทั้งนิยายและละคร เว็บไซต์ของรายการในรอบ 40 อักขระเวทีละคร ภาพยนตร์ ละครทีวี ฯลฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2430 ถึง พ.ศ. 2549 นอกจากนี้เธอยังเป็นที่นิยมในการเขียน หรือการพูดบ่อย ๆ ถึงประวัติศาสตร์ของประเทศในระยะเวลา ผลงานที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในนวนิยายของมิอุระ อะยะโนะ ซึ่งตามประวัติค่อนข้างใกล้ชิด ชื่อกราเซียเป็นหนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับรายการโทรทัศน์ต่อมาเมื่อละครองค์ประกอบของเรื่องนี้ก็ค่อนข้างจะใกล้ชิดมะริโกะ กราเซีย แม้ว่าท่าทางของเธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน และสองคนตายมันก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิม

ความเกี่ยวข้องในสมัยใหม่[แก้]

กราเซีย ปรากฏเป็นตัวละครในวิดีโอเกมของบริษัท Koei คือ Samurai Warriors 2 Xtreme Legends และ Samurai Warriors 3 Xtreme Legends รวมไปถึงเกม Warriors Orochi 3 ด้วย[1]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Warriors Orochi 3 Character List - Koei Warriors". Koei Warriors. สืบค้นเมื่อ 2012-01-02.