โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ: สายลมทองคำ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บทความนี้กล่าวถึงซีรีส์อนิเมะโทรทัศน์ปี พ.ศ. 2561 สำหรับหนังสือการ์ตูนต้นฉบับ ดูที่ โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ภาค 5
โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ:
สายลมทองคำ
จำนวนตอน39
การแพร่ภาพ
เครือข่าย/ช่องTokyo MX, BS11, MBS, AbemaTV
ออกอากาศ5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 (เปิดตัวในงานอนิเมะเอ๊กซ์โป)
5 ตุลาคม พ.ศ. 2561 – 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
ลำดับซีรีส์
← ก่อนหน้า
เพชรแท้ไม่มีวันสลาย
ถัดไป →
รายชื่อตอน

โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ: สายลมทองคำ (ญี่ปุ่น: ジョジョの奇妙な冒険 黄金の風 โรมาจิJoJo no Kimyō na Bōken Ōgon no Kaze เป็นฤดูกาลที่สี่ของซีรีส์อนิเมะโทรทัศน์ โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ โดยสตูดิโอเดวิด โปรดักชั่น ดัดแปลงมาจาก สายลมทองคำ ภาคที่ห้าของหนังสือการ์ตูน โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ผลงานของฮิโรฮิโกะ อารากิ เนื้อเรื่องมีฉากในประเทศอิตาลีในปี ค.ศ. 2001 สองปีหลังจากเหตุการณ์ใน เพชรแท้ไม่มีวันสลาย เป็นเรื่องราวการผจญภัยของโจรูโน่ โจบาน่า บุตรชายของดีโอ บรันโด ซึ่งเข้าร่วมในองค์กรมาเฟียพาสซิโอเน่โดยมีความฝันจะเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย

การดัดแปลงเป็นอนิเมะของ สายลมทองคำ มีการประกาศเป็นการส่วนตัวโดยฮิโรฮิโกะ อารากิ นักเขียนการ์ตูนเจ้าของผลงานซีรีส์ ในนิทรรศการศิลปะ "Ripples of Adventure" เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561[1] อนิเมะภาค สายลมทองคำ กำกับโดยนาโอะคัตสึ สึดะ เขียนบทโดยยาสุโกะ โคบายาชิ ออกแบบตัวละครโดยทาคาฮิโระ คิชิดะ กำกับแอนิเมชันโดยชุนอิจิ อิชิโมโตะ แต่งดนตรีประกอบโดยยูโงะ คันโนะ ซึ่งกลับมาแต่งดนตรีประกอบจากฤดูกาลก่อนหน้า[1] ซีรีส์จะมีจำนวนตอนทั้งหมด 39 ตอน [2][3]

ตอนนำร่องของ สายลมทองคำ มีการเปิดตัวในงานอนิเมะเอ๊กซ์โป เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ซีรรี่ส์ได้ออกอากาศอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ทางช่อง Tokyo MX และช่องอื่น ๆ[4] และมีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการในรูปแบบภาษาอังกฤษทางเว็บไซต์ Crunchyroll ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่อบางชื่อที่ปรากฏในเรื่องเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดเครื่องหมายการค้า เช่นเดียวกับฤดูกาลก่อนหน้า [5] เพลงเปิดของซีรีส์คือเพลง "Fighting Gold" โดย Coda และเพลงปิดคือเพลง "Freek'n You" โดย Jodeci ในปี พ.ศ. 2538 เพลงเปิดเพลงที่สองคือเพลง "Uragirimono no Requiem" โดยไดสุเกะ ฮาเซงาวะ[6] และเพลงปิดเพลงที่สองคือเพลง "Modern Crusaders" โดย Enigma.

เนื้อเรื่อง[แก้]

ในปี ค.ศ. 2001 สองปีหลังจากเหตุการณ์ใน เพชรแท้ไม่มีวันสลาย ฮิโรเสะ โคอิจิถูกส่งไปประเทศอิตาลีโดยได้รับการไหว้วานจากคูโจ โจทาโร่ให้ตามหาโจรูโน่ โจบาน่า ชายผู้ต้องการเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย และเป็นบุตรชายของดีโอ บรันโด แต่ด้วยเหตุที่ดีโอยึดครองร่างของโจนาธาน โจสตาร์ในเวลาที่ให้กำเนิดโจรูโน่ ตามหลักแล้วโจรูโน่จึงเป็นคนในตระกูลโจสตาร์ และมีความเป็นโจสตาร์มากกว่าพ่อที่ตนไม่เคยรู้จัก ซีรีส์นี้เป็นเรื่องราวของโจรูโน่ที่เข้าร่วมกับองค์กรมาเฟียพาสซิโอเน่ด้วยความฝันที่ต้องการเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย

นักพากย์[แก้]

ตัวละคร สแตนด์ นักพากย์
โจรูโน่ โจบาน่า[a] โกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์[b] เคนโช โอโนะ[7][8]
โบรโน่ บูจาราตี้[c] สติ๊กกี้ ฟิงเกอร์ส[d] ยูอิจิ นาคามูระ[7][8]
กุยโด้ มิซูต้า[e] เซ็กส์ พิสเทิลส์[f] โคสุเกะ โทริอุมิ[7][8]
ปันนาก็อตต้า ฟูโก้[g] เพอร์เพิล เฮซ[h] จุนยะ เอโนกิ[7][8]
นารันช่า กิลเกอร์[i] แอร์โรว์สมิธ[j] ไดกิ ยามาชิตะ[7][8]
เลโอเน่ อาบัคคิโอ้[k] มู้ดดี้ บลูส์[l] จุนอิจิ สุวาเบะ[7][8]
ทริช อูน่า[m] สไปซ์ เกิร์ล[n] ซายากะ เซนบงงิ[9]
ฌอง ปิแอร์ โปลนาเรฟ ซิลเวอร์ แชเรียท ฟุมินาริ โคมัตสึ
โปรูโป้[o] แบล็ค แซบบาธ[p] ฮิเดโอะ อิชิคาวะ
มาริโอ สเกลโล่[q] ซอฟท์ แม็ชชีน[r] ชินยะ ทาคาฮาชิ
ซาเร่[s] คราฟท์ เวิร์ค[t] ไคโตะ อิชิคาวะ
โฮลูมาจิโอ้[u] ลิตเติ้ลฟี้ต[v] จุน ฟุคุชิมะ[10]
อิลูโซ่[w] แมน อิน เดอะ มิเรอร์[x] เคน นาริตะ[10]
โปรชู้ต[y] เดอะ เกรทฟูล เดด[z] ทัตสึฮิสะ สุซุกิ[10]
เพ็ตซี่[aa] บีช บอย[ab] สุบารุ คิมูระ[10]
เมโลเน่[ac] เบบี้・เฟซ[ad] จุนจิ มาจิมะ[10]
กิอัจโจ้[ae] ไวท์ อัลบั้ม[af] โนบุฮิโกะ โอคาโมโตะ[10]
รีส็อท เนโร[ag] เมทตาลิก้า[ah] ชินชู ฟูจิ[10]
สกัวโล่[ai] แคร็ช[aj] โทโมอากิ มาเอโนะ
ทิซเซียโน่[ak] ทอร์คกิ้ง เฮด[al] เคนจิโร่ สึดะ
คารูเน่[am] โนโทเลียส・B・I・G[an] ไดสุเกะ ซาคางุจิ
เดียโบโร่[ao] คิง คริมสัน[ap] คัตสึยูกิ โคนิชิ
วีเนการ์ ด็อปปิโอ้[aq] คิง คริมสัน: เอพิทาฟ โซมะ ไซโต้
ช็อคโกแล็ตต้า[ar] กรีน เดย์[as] อัตสึชิ มิยาอูจิ
เซ็คโก้[at] โอเอซิส [au] เคนอิจิโระ โอฮาชิ
สโคริปปี้[av] โรลลิ่ง สโตนส์ [aw] เคนจิ โนจิมะ
ฮิโรเสะ โคอิจิ เอคโค่ส์[ax] ยูกิ คาจิ
คูโจ โจทาโร่ สตาร์ แพลททินั่ม ไดสุเกะ โอโนะ
ลูก้า[ay] ไดกิ ฮามาโนะ
เปรีโกโร่[az] ชิมปาจิ สึจิ
ผู้บรรยาย โทรุ โอคาวะ

รายชื่อตอน[แก้]

ตอนที่ (ของฤดูกาล) [ba] ตอนที่ (ของซีรีส์) [bb] ชื่อตอน[bc] ผู้เขียนบท วันที่ออกอากาศ[11]
1114"โกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์
Gold Experience / Golden Wind
黄金体験 (ゴールド・エクスペリエンス) (Gōrudo Ekusuperiensu)"
ยาสุโกะ โคบายาชิ5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
(เปิดตัวในงานอนิเมะเอ๊กซ์โป)
5 ตุลาคม พ.ศ. 2561[1]
ในปี ค.ศ. 2001 สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาค 4 เพชรแท้ไม่มีวันสลาย ฮิโรเสะ โคอิจิเดินทางไปเมืองนีอาโปลิส (เนเปิลส์) ประเทศอิตาลี โดยได้รับการไหว้วานจากคูโจ โจทาโร่ให้ตามหาชายหนุ่มชื่อชิโอบานะ ฮารูโนะ เมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน กระเป๋าเดินทางของโคอิจิก็ถูกขโมยโดยชิโอบานะ ฮารูโนะที่เรียกตัวเองด้วยชื่อว่าโจรูโน่ โจบาน่า โจรูโน่แปลงกระเป๋าเดินทางของโคอิจิให้เป็นกบแล้วหลบหนีไป แต่ต่อมาโจรูโน่ได้เผชิญหน้ากับอันธพาลชื่อลูก้าเจ้าน้ำตา ลูก้าพยายามจะฆ่าโจรูโน่ด้วยพลั่ว แต่เมื่อใช้พลั่วตีโดนกบลูก้ากลับโดนแรงตีสะท้อนกลับเข้าตัวเอง ภายหลังโคอิจิไล่ตามโจรูโน่ทันแล้วใช้สแตนด์เอคโค่ส์ แต่โจรูโน่หนีไปโดยใช้สแตนด์โกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ โคอิจิติดต่อโจทาโร่เพื่อเล่าเรื่องที่เกิด แล้วจึงได้รู้ความจริงจากโจทาโร่ว่าโจรูโน่เป็นลูกชายของดีโอ บรันโด ฝ่ายโจรูโน่ขึ้นไปบนรถเคเบิลคาร์ แล้วเผชิญหน้ากับโบรโน่ บูจาราตี้ที่สงสัยว่าโจรูโน่คือคนที่ทำร้ายลูก้าซึ่งถูกฆ่าในภายหลังโดยคำสั่งของบอส บูจาราตี้ใช้ความสามารถของสแตนด์สติ๊กกี้ ฟิงเกอร์สเพื่อเค้นความจริงจากโจรูโน่
2115"บูจาราตี้ออกโรง
Bucciarati Is Coming
ブチャラティが来る (Bucharati ga Kuru)"
ยาสุโกะ โคบายาชิ25 กันายายน พ.ศ. 2561
(เปิดตัวที่ Lumine)
12 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ในฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตได้เผยว่าโจรูโน่ในวัยเด็กเคยถูกพ่อเลี้ยงทำทารุณกรรมและเคยถูกเด็กคนอื่น ๆ กลั่นแกล้ง แต่ทั้งพ่อเลี้ยงและเด็กคนอื่น ๆ ก็ทำดีด้วยกับโจรูโน่ในภายหลังจากที่โจรูโน่ช่วยชีวิตอันธพาลที่ได้รับบาดเจ็บคนหนึ่ง และทำให้โจรูโน่มีเหตุผลที่จะใช้ชีวิตต่อไป กลับมาที่ฉากปัจจุบัน โจรูโน่เผชิญหน้ากับสติ๊กกี้ ฟิงเกอร์ส สแตนด์ของบูจาราตี้ โจรูโน่ใช้สแตนด์โกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ป้องกันตัว และให้สติของบูจาราตี้เตลิดหลังจากถูกชก บูจาราตี้จึงใช้ซิปสร้างมิติบิดเบี้ยวและพยายามหลบหนีเข้าไปในร่างกายของคนอื่น แต่โจรูโน่ก็ติดตามตัวจนเจอโดยการแปลงฟันซี่หนึ่งของบูจาราตี้ให้เป็นแมลงวัน แต่แทนที่โจรูโน่จะเอาชนะบูจาราตี้กลับถามบูจาราตี้เพื่อขอเข้าร่วมองค์กรของบูจาราตี้เพื่อจะปราบบอสและเข้าปกครองเมืองแทน
3116"ไปหามาเฟียในคุก
Meet the Gangster Behind the Wall
塀の中のギャングに会え (Hei no Naka no Gyangu ni Ae)"
โชโงะ ยาสุคาวะ19 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บูจาราตี้ตกลงที่แนะนำโจรูโน่เข้าองค์กรพาสซิโอเน่[bd] แต่ตัวโจรูโน่ต้องผ่านการประเมินของโปรูโป้เสียก่อน โจรูโน่ได้เข้าพบโปรูโป้ที่เป็นผู้บริหารงานขององค์กร[be]ร่างอ้วนที่อาศัยอยู่ในคุก และได้รู้ว่าโปรูโป้เป็นผู้ใช้สแตนด์ โปรูโป้ได้มอบหมายให้โจรูโป้ปกป้องเปลวไฟที่จุดบนไฟแช็คเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อพิสูจน์ความไว้วางใจ โจูโน่กลับไปหอพักพร้อมกับไฟแช็ค แต่โคอิจิได้ลอบเข้ามาในห้องพักของโจรูโน่เพื่อหาหนังสือเดินทางของตน โจรูโน่จึงนำไฟแช็คหนีออกมานอกหอพัก แต่เปลวไฟของไฟแช็คกลับถูกภารโรงดับไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ภารโรงจุดไฟที่ไฟแช็คอีกครั้ง แต่ทันใดนั้นแสตนด์ของโปรูโป้ชื่อแบล็ค แซบบาธได้ปรากฏตัวขึ้นและฆ่าภารโรงโดยการใช้ลูกธนูแทงผ่านวิญญาณของภารโรง จากนั้นจึงหันมาโจมตีโจรูโน่
4117"เข้าแก๊งค์
Joining the Gang
ギャング入門 (Gyangu Nyūmon)"
โชโงะ ยาสุคาวะ26 ตุลาคม พ.ศ. 2561
หลังจากการโจมตีครั้งแรกของแบล็ค แซบบาธ โจรูโน่ก็อนุมานได้ว่าสแตนด์มีจุดอ่อนคือแสงแดดจึงต้องอยู่ภายในเงาที่ร่ม ฝ่ายโคอิจิก็กลายเป็นเป้าถูกโจมตีหลังจากเห็นไฟแช็คถูกจุดขึ้นอีกครั้งเช่นกัน และโคอิจิก็ได้รู้ว่าแบล็ค แซบบาธเป็นสแตนด์ควบคุมระยะไกล และมีลูกธนูแบบเดียวกันกับลูกธนูที่สร้างแสตนด์ให้โคอิจิ แบล็ค แซบบาธจับตัวโจรูโน่ได้ในเงาของต้นไม้ แต่โจรูโน่ได้ใช้โกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์เร่งการเติบโตของต้นไม้จนแห้งตายสลายไป ดึงแบล็ค แซบบาธมายังแสงอาทิตย์และสลายไป วันต่อมา โจรูโน่เข้าเยี่ยมโปรูโป้อีกครั้ง โปรูโป้ตัดสินให้โจรูโน่ผ่านการทดสอบและรับโจรูโน่เข้าองค์กรพาสซิโอเน่ ขณะเดียวกันโจรูโน่ได้เปลี่ยนปืนกระบอกหนึ่งของโปรูโป้ให้กลายเป็นกล้วย เมื่อโปรูโป้จะกินกล้วยในวันถัดมา กล้วยจึงเปลี่ยนกลับเป็นปืนและลั่นกระสุนใส้โปรูโป้จนตาย ฝ่ายโคอิจินับถือความตั้งใจของโจรูโน่จึงเก็บความลับเรื่องแผนของโจรูโน่ไว้ไม่แจ้งให้โจทาโร่ทราบ ต่อมาบูจาราตี้ได้พาโจรูโน่ไปพบกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในทีมของตนที่ล้วนแต่เป็นผู้ใช้สแตนด์
5118"ฮุบสมบัติของโปรูโป้
Find Polpo's Fortune!
ポルポの遺産を狙え! (Porupo no Isan o Nerae!)"
ยาสุโกะ โคบายาชิ2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ข่าวการฆ่าตัวตายของโปรูโป้ได้มาถึงองค์กร พร้อมกับข่าวลือว่าบูจาราตี้ได้ซ่อนสมบัติของโปรูโป้ไว้ ขณะเดียวกัน โจรูโน่ได้แนะนำตัวกับสมาชิกคนอื่นในทีมของบูจาราตี้ ได้แก่ เลโอเน่ อาบัคคิโอ้, นารันช่า กิลเกอร์, กุยโด้ มิซูต้า และปันนาก็อตต้า ฟูโก้ เมื่อบูจาราตี้รู้ข่าวการตายของโปรูโป้จึงพาทั้งทีมขึ้นเรือยอทช์ไปเกาะคาปรี (กาปรี) เพื่อไปรับสมบัติของโปรูโป้มาแลกกับตำแหน่งผู้บริหารงาน ทันใดนั้นนารันช่า มิซูต้า และฟูโก้ก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ทำให้บูจาราตี้สงสัยว่ามีใครบางคนพุ่งเป้ามาที่ตนเพื่อหวังสมบัติ โจรูโน่สันนิษฐานว่าคนอื่น ๆ ยังมีชีวิตอยู่ แล้วจึงสละตนเป็นเหยื่อล่อให้สแตนด์ของศัตรูโผล่ออกมา กระตุ้นอาบัคคิโอ้ที่ตอนแรกยังไม่เชื่อใจโจรูโน่ให้เรียกสแตนด์ของตนออกมา
6119"มู้ดดี้ บลูส์ จู่โจมกลับ
Moody Blues' Counterattack / Moody Jazz's Counterattack
ムーディー・ブルースの逆襲 (Mūdī Burūsu no Gyakushū)"
คาซุยากิ ฟุเดยาสุ9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ในฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตของอาบัคคิโอ้ได้เผยว่าอาบัคคิโอ้เคยเป็นตำรวจผู้ทำหน้าที่อย่างสุจริต แต่เมื่อเขาได้รับสินบนจากอันธพาลผู้หนึ่งซึ่งภายหลังเป็นผู้ฆ่าตำรวจเพื่อนร่วมงานของอาบัคคิโอ้ อาชีพตำรวจของอาบัคคิโอ้จึงได้สิ้นสุดลง ต่อมาอาบัคคิโอ้จึงได้เข้าร่วมพาสซิโอเน่โดยการทาบทามของบูจาราตี้ กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน อาบัคคิโอ้ใช้สแตนด์มู้ดดี้ บลูส์ เพื่อรีเพลย์การกระทำของนารันช่าในช่วงห้านาทีล่าสุด อาบัคคิโอ้และบูจาราตี้อนุมานได้ว่าสแตนด์ของศัตรู ซอฟท์ แม็ชชีน มีความสามารถในการทำให้ศัตรูตัวยุบแบนลงเหมือนลูกโป่งแฟบลมแล้วดึงเข้าไปในพื้นที่แคบ อาบัคคิโอ้สงสัยว่ามีความลับอีกหนึ่งข้อเกี่ยวกับความสามารถของซอฟท์ แม็ชชีนจึงยอมสละตนให้สแตนด์ศัตรูจับได้แล้วทิ้งรอยเลือดให้บูจาราตี้เห็นว่าผู้ใช้สแตนด์ซ่อนตัวอยู่ที่ไหน บูจาราตี้จึงเริ่มทำการปล่อยน้ำท่วมเรือยอทช์ให้เรือค่อย ๆ จม บีบให้ผู้ใช้สแตนด์ชื่อมาริโอ สเกลโล่ให้ออกมาจากที่ซ่อน จากนั้นบูจาราตี้จึงให้สเกลโล่หมดสภาพต่อสู้โดยการรูดซิปแยกศีรษะออกจากตัว ช่วยคนอืน ๆ ในทีมได้สำเร็จ
7120"เซ็กส์ พิสเทิลส์ เผยโฉม ตอน 1
Sex Pistols Appears, Part 1 / Six Bullets Appears, Part 1
セックス・ピストルズ登場 その① (Sekkusu Pisutoruzu Tōjō Sono 1)"
คาซุยากิ ฟุเดยาสุ16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
กลุ่มของบูจาราตี้พยายามเค้นข้อมูลจากสเกลโล่แต่ไม่เป็นผล อาบัคคิโอ้จึงใช้สแตนด์มู้ดดี้ บลูส์รีเพลย์การกระทำของสเกลโล่ จึงได้รู้ว่าคู่หูของสเกลโล่ได้ไปรอเรือของพวกเขาอยู่ที่เกาะคาปรีแล้ว โจรูโน่จึงใช้สแตนด์พาตนและมิซูต้าล่วงหน้าไปที่เกาะเพื่อค้นหาคู่หูของสเกลโล่ก่อนที่เรือจะไปถึงเกาะ ด้วยความช่วยเหลือของโจรูโน่ มิซูต้าจึงได้ใช้สแตนด์เซ็กส์ พิสเทิลส์ค้นหาตำแหน่งของคู่หูของสเกลโล่ที่ชื่อซาเร่ได้สำเร็จ แล้วไล่ตามซาเร่ขึ้นไปบนรถบรรทุกที่ออกวิ่ง
8121"เซ็กส์ พิสเทิลส์ เผยโฉม ตอน 2
Sex Pistols Appears, Part 2 / Six Bullets Appears, Part 2
セックス・ピストルズ登場 その② (Sekkusu Pisutoruzu Tōjō Sono 2)"
คาซุยากิ ฟุเดยาสุ23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ในฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตได้เผยว่ามิซูต้าเป็นอันธพาลหนุ่มผู้ไร้ความกังวลซึ่งได้พบว่าเมื่อมีใครยิงปืนใส่เขากระสุนจะพลาดทุกนัด กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบันบนเกาะคาปรี มิซูต้าปืนขึ้นไปบนหลังคารถบรรทุกที่แล่นขึ้นเขา และเผชิญหน้ากับซาเร่และสแตนต์คราฟท์ เวิร์ค สแตนด์ของซาเร่ซึ่งมีความสามารถตรึงวัตถุและมนุษย์ให้อยู่กับที่ ทำให้ซาเร่สามารถหยุดกระสุนที่มิซูต้ายิงใส่ก่อนที่เจาะกะโหลกได้ มิซูต้าใช้เซ็กส์ พิสเทิลส์ทำให้ซาเร่ตกจากรถบรรทุกไป แต่ซาเร่ก็ไล่ตามมิซูต้ามาทันและทำร้ายมิซูต้าโดยใช้กระสุนของมิซูต้าเอง ซาเร่จะจัดการมิซูต้าด้วยกระสุนนัดสุดท้าย แต่มิซูต้าก็ได้ให้เซ็กส์ พิสเทิลส์เข้าควบคุมทิศทางกระสุนแล้วแบ่งกระสุนเป็นสองส่วน ชิ้นส่วนกระสุนได้เข้าไปดันกระสุนที่ซาเร่หยุดไว้ก่อนหน้านี้ให้ฝังลึกเข้าไปในกะโหลก ทำให้ซาเร่หมดสภาพต่อสู้ในที่สุด จากนั้นมิซูต้าจึงบังคับให้คนขับรถบรรทุกกลับไปยังท่าเรือ มิซูต้านำตัวซาเร่ที่โชกเลือดเข้าไปในห้องสังเกตการณ์เรือ ฝ่ายโจรูโน่ไม่ได้สังเกตว่ามิซูต้ากลับมายังท่าเรือแล้ว จึงได้บังคับคนขับรถบรรทุกคนเดียวกันนี้ให้ขับรถกลับขึ้นไปยังภูเขาเพื่อตามหามิซูต้า
9122"คำสั่งข้อที่ 1 จากบอส
The First Mission from the Boss
ボスからの第一指令 (Bosu Kara no Dai-ichi Shirei)"
ชินอิจิ อิโนสึเมะ30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
กลุ่มของบูจาราตี้ได้รวมตัวอีกครั้งที่เกาะคาปรี และได้พบกับเปรีโกโร่ หนึ่งในผู้บริหารงานของพาสซิโอเน่ซึ่งปลอมตัวเป็นภารโรง บูจาราตี้ได้ส่งมอบสมบัติของโปรูโป้ซึ่งซ่อนไว้ในห้องสุขาชายให้เปรีโกโร่ เปรีโกโร่จึงตั้งให้บูจาราตี้เป็นผู้บริหารงาน และได้สิทธิครอบครองเขตอิทธิพล[bf]ของโปรูโป้ ภารกิจแรกที่กลุ่มของบูจาราตี้ให้รับมอบหมายคือการคุ้มครองทริช อูน่า ลูกสาวของบอสของพาสซิโอเน่ที่ตัวตนเป็นปริศนา ให้ปลอดภัยจากผู้ทรยศภายในองค์กรซึ่งกำลังพยายามจะโค่นล่มบอสและค้นหาเบาะแสที่นำไปถึงตัวตนของบอส เมื่อกลุ่มของบูจาราตี้กลับมาที่เมืองนีอาโปลิส โฮลูมาจิโอ้ หนึ่งในกลุ่มผู้ทรยศ ได้สะกดรอยตามนารันช่าที่ออกมาซื้อของ โฮลูมาจิโอ้เข้าไปสู้นารันช่าและสามารถสรุปได้ว่ากลุ่มของบูจาราตี้กำลังคุ้มครองทริชอยู่ นารันช่าพยายามจัดการโฮลูมาจิโอ้โดยใช้สแตนด์แอร์โรว์สมิธ แต่โฮลูมาจิโอ้ใช้สแตนด์ลิตเติ้ลฟี้ตทำให้ตัวเองตัวเล็กลงแล้วซ่อนตัวในกระเป๋าของนารันช่า
10123"ทีมนักฆ่า
Hitman Team
暗殺者 (ヒットマン)チーム (Hittoman Chīmu)"
ชินอิจิ อิโนสึเมะ7 ธันวาคม พ.ศ. 2561
นารันช่าพบว่าตนเองกำลังตัวหดเล็กลงอย่างช้า ๆ อันเป็นผลจากบาดแผลจากการโจมตีของแสตนด์ลิตเติ้ลฟี้ต เมื่อโฮมาลูจิโอ้ป้องกันไม่ให้นารันช่าใช้โทรศัพท์สาธารณะติดต่อให้กลุ่มบูจาราตี้ ทำให้นารันช่ารู้ว่าโฮลูมาจิโอ้ซ่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ จึงใช้สแตนด์แอร์โรว์สมิธติดตามจนพบตัวและไล่ต้อนโฮลูมาจิโอ้ลงไปในท่อระบายน้ำ ในฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตเมื่อสองปีก่อน โฮลูมาจิโอ้ใช้ความสามารถของแสตนด์ในการลอบสังหารเป้าหมาย จากนั้นจึงกลับไปรวมตัวกับทีมนักฆ่า สมาชิกในทีมนักฆ่าได้สังเกตว่าสมาชิกสองคนคือโซลูเบ้[bg]และเจลาร์ด[bh]ได้หายตัวไป จึงกังวัลกันว่าพวกเขาอาจจะถูกฆ่าเพราะกำลังตามสืบอดีตของบอส ภายหลังทีมนักฆ่าได้พบร่างที่เสียชีวิตแล้วของเจลาร์ดพร้อมกระดาษที่เขียนข้อความว่า "สำเร็จโทษ" ไม่นานหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้รับชิ้นส่วนร่างกายของโซลูเบ้ที่ถูกตัดตามขวางเป็นชิ้นแล้วเก็บไว้ในกรอบรูป พวกเขาจึงยกเลิกแผนการจะโค่นล้มบอส จนกระทั่งพวกเขาได้รู้ว่าบอสมีลูกสาวคือทริช กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน โฮลูมาจิโอ้อนุมานได้ว่าความสามารถของแอร์โรว์สมิธคือการตรวจจับลมหายใจของเป้าหมาย โฮลูมาจิโอ้จึงพยายามหลบหนีโดยปะปนในฝูงหนู แต่กลับกลายเป็นเป้าโจมตีของแอร์โรว์สมิธอีกครั้งเพราะหนูตัวที่เขาขี่หายใจแรงกว่าปกติ โฮลูมาจิโอ้รอดชีวิตจากการโจมตีมาได้โดยการคืนขนาดร่างของตนให้เท่าเดิม ในขณะที่แอร์โรว์สมิธมีขนาดเล็กลงพร้อมกับนารันช่าทำให้กระสุนมีผลต่อโฮลูมาจิโอ้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
11124"แอร์โรว์สมิธของนารันช่า
Narancia's Aerosmith / Narancia's Li'l Bomber
ナランチャのエアロスミス (Narancha no Earosumisu)"
ชินอิจิ อิโนสึเมะ14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ในฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตเผยว่านารันช่าเคยเป็นเด็กข้างถนนจนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือจากฟูโก้และบูจาราตี้ กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบันโฮลูมาจิโอ้ได้ขังนารันช่าที่มีขนาดเล็กลงไว้ในขวดที่มีแมงมุมเพื่อบังคับให้นารันช่าเผยที่ซ่อนตัวของทริช แต่ก่อนหน้านี้นารันช่าใช้สแตนด์แอร์โรว์สมิธยิงถูกรถยนต์ทำให้ต่อมาไม่นานรถยนต์จึงเกิดระเบิดขึ้น เป็นผลทำให้โฮลูมาจิโอ้ถูกเปลวไฟจากระเบิดเผาร่าง และร่างกายของนารันช่าก็ได้กลับคืนสู่ขนาดเดิม โฮลูมาจิโอ้ลดขนาดร่างของตัวเองลงพร้อมกับใช้เลือดของตัวเองดับไฟที่เผาร่าง จากนั้นจึงพยายามหลบหนีโดยอาศัยประโยชน์จากควันไฟที่รบกวนเรดาร์ติดตามของนารันช่า แต่นารันช่าก็ใช้แอร์โรว์สมิธทำให้เกิดไฟเพิ่มมากขึ้นล้อมโฮลูมาจิโอ้ไม่ให้หนี ในที่สุดก็สังหารโฮลูมาจิโอ้ได้สำเร็จ เมื่อนารันช่ากลับมาที่สวนองุ่น บูจาราตี้ได้รับข้อความจากบอสให้เดินทางไปยังซากเมืองปอมเปอี เพื่อไปเอากุญแจจากบริเวณภาพสุนัขบนพื้นสำหรับใช้กับพาหนะในการคุ้มกันทริชไปยังที่ปลอดภัย
12125"คำสั่งข้อที่ 2 จากบอส
The Second Mission from the Boss
ボスからの第二指令 (Bosu Kara no Daini Shirei)"
โชโงะ ยาสุคาวะ21 ธันวาคม พ.ศ. 2561
โจรูโน่, ฟูโก้ และอาบัคคิโอ้มาถึงซากเมืองปอมเปอีเพื่อค้นหากุญแจสำหรับพาหนะพิเศษ พวกเขาเดินผ่านกระจกประหลาดในซากเมือง ทันใดนั้นฟูโก้ก็ถูกดึงเข้าไปในโลกกระจายโดยสมาชิกทีมนักฆ่าชื่ออิลลูโซ่และสแตนด์ชื่อ แมน อิน เดอะ มิเรอร์ ฟูโก้เรียกสแตนด์ของตนชื่อเพอร์เพิล เฮซ แต่สแตนด์กลับปรากฏในโลกจริงที่มีโจรูโน่และอาบัคคิโอ้อยู่แทนที่จะเป็นในโลกกระจกที่เขาถูกดึงเข้ามา ในฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตเผยว่าความเป็นคนอารมณ์ร้อนของฟูโก้ทำให้เขาเคยก่อเรื่องใช้ความรุนแรง เป็นผลทำให้ถูกครอบครัวตัดขาด ภายหลังจึงเข้าร่วมในกลุ่มของบูจาราตี้ในที่สุด กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน เพอร์เพิล เฮซได้เริ่มปล่อยไวรัสที่อันตรายถึงชีวิตออกมาจากกำปั้น ฝ่ายฟูโก้ได้ทุบกระจกเป็นข้อความเตือนโจรูโน่ โจรูโน่นั้นตั้งใจที่ช่วยเหลือฟูโก้ แต่อาบัคคิโอ้ไม่เห็นด้วยเพราะเห็นว่าการไปเอากุญแจสำคัญกว่า
13126"แมน อิน เดอะ มิเรอร์ & เพอร์เพิล เฮซ
Man in the Mirror and Purple Haze / Mirror Man and Purple Smoke
マン・イン・ザ・ミラーとパープル・ヘイズ (Man in za Mirā to Pāpuru Heizu)"
โชโงะ ยาสุคาวะ28 ธันวาคม พ.ศ. 2561
อาบัคคิโอ้พยามจะเอากุญแจมา แต่อิลลูโซ่ใช้เศษกระจกใกล้ ๆ ดึงอาบัคคิโอ้เข้ามาในโลกกระจก แต่อาบัคคิโอ้ก็ลวงอิลลูโซ่โดยให้สแตนด์มู้ดดี้ บลูส์เข้าไปในโลกกระจกแทนตน ทว่าอิลลูโซ่ก็โต้กลับโดยการให้อาบัคคิโอ้และมู้ดดี้ บลูส์อยู่ในโลกกระจกและโลกจริงแห่งละครึ่งร่าง อาบัคคิโอ้ตัดสินใจตัดมือตนเองอันเป็นการตัดมือมู้ดดี้ บลูส์ไปด้วย แล้วใช้ความสามารถของมู้ดดี้ บลูส์นำมือที่ถูกตัดของมู้ดดี้ บลูส์กำกุญแจไปส่งให้โจรูโน่ อิลลูโซ่จึงดึงโจรูโน่เข้ามาในโลกกระจกเพื่อจะฆ่าชิงกุญแจ แต่โจรูโน่ทำให้ตนเองติดเชื้อไวรัสจากเพอร์เพิล เฮซและทำให้อิลลิโซ่ติดเชื้อไปด้วย อิลลิโซ่เอาตัวรอดโดยการหนีกลับไปยังโลกจริงโดยทิ้งแขนที่ติดเชื้อไว้ในโลกกระจก แต่ก่อนหน้านี้โจรูโน่ได้ใช้สแตนด์โกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์เปลี่ยนอิฐก้อนหนึ่งให้เป็นงูแล้วติดตามไปถึงตำแหน่งของอิลลิโซ่ ทำให้ฟูโก้สามารถใช้เพอร์เพิล เฮซติดตามไปและสังหารอิลลูโซ่ได้สำเร็จ เพื่ออิลลิโซ่ตาย ฟูโก้, อาบัคคิโอ้ และโจรูโน่จึงได้คืนสู่โลกจริง โจรูโน่ได้ใช้สารภูมิต้านทานจากตัวงูรักษาการติดเชื้อไวรัสของตนเอง
13.5126.5"การเริ่มต้นของสายลมทองคำ
The Beginning of Golden Wind
Inizio del Vento Aureo"
ไม่มี4 มกราคม พ.ศ. 2562
สรุปเหตุการณ์ในตอนที่ 1-12
14127"ขบวนด่วนพิเศษมุ่งสู่ฟิเรนเซ่
Express Train to Florence
フィレンツェ行き超特急 (Firentse Iki Chōtokkyū)"
คาซุยูกิ ฟุเดยาสุ11 มกราคม พ.ศ. 2562
กลุ่มของบูจาราตี้ปฏิบัติตามข้อคววามบนกุญแจที่ให้พาทริชไปเมืองเวเนเซีย (เวนิช) จึงได้ขับรถไปสถานีรถไฟนีอาโปลีสเพื่อตามหาว่ากุญแจดอกนี้ใช้กับอะไร ขณะเดียวกัน สมาชิกของทีมนักฆ่าสองคนคือโปรชู้ตและเพ็ตซี่ได้ขึ้นมาบนรถไฟเพื่อตามหากลุ่มของบูจาราตี้ ฝ่ายบูจาราตี้ในที่สุดก็พบว่ากุญแจนั้นใช้ประกอบเข้ากับกระดองของเต่าชื่อ โคโค่ จัมโบ้[bi]ที่เจอที่สถานี บูจาราตี้กระโดดขึ้นรถไฟที่กำลังออก ขณะเดียวกับที่ความสามารถสแตนด์ของโคโค่ จัมโบ้ชื่อ มิสเตอร์เพรสสิเดนท์ ได้ดึงบูจาราตี้และคนอื่น ๆ เข้าไปในตัว ฝ่ายโปรชู้ตต้องการตามหากลุ่มของบูจาราตี้จึงใช้สแตนด์เดอะ เกรทฟูล เดดให้แพร่กระจายแก๊สไปทั่วรถไฟ ทำให้ทุกคนบนรถไฟเริ่มแก่ตัวลง ฝ่ายนารันช่าก็แก่ตัวอย่างรวดเร็ว แต่โจรูน่าสังเกตว่าบูจาราตี้ มิซูต้า และทริชแก่ช้ากว่าคนอื่น ๆ เพราะพวกเขาเพิ่งดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ ไป โจรูโน่จึงอนุมานได้ว่าแก๊สชราภาพมีผลน้อยต่อคนที่มีอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า รวมถึงผู้หญิงเช่นทริช มิซูต้าได้ออกจากตัวเต่าเพื่อตามหาผู้ใช้สแตนด์ แต่เมื่อเขาจะเปิดเครื่องปรับอากาศ ก็ถูกเกี่ยวโดยทันทีโดยสแตนด์คล้ายเบ็ดตกปลาของเพ็ตซี่ชื่อ บีช บอย
15128"เดอะ เกรทฟูล เดด ตอน 1
The Grateful Dead, Part 1 / The Thankful Death, Part 1
偉大なる死 (ザ・グレイトフル・デッド) その① (Za Gureitofuru Deddo Sono 1)"
คาซุยูกิ ฟุเดยาสุ18 มกราคม พ.ศ. 2562
ตะขอของบีช บอยได้ทะลวงผ่านร่างกายของมิซูต้าจะไปยังสมอง มิซูต้าจึงส่งเซ็กส์ พิสเทิลส์ไปทำลายน้ำแข็งที่เพ็ตซี่ใช้คงความเย็นของร่างกายไม่ให้รับผลจากความสามารถของเดอะ เกรทฟูล เดด เพ็ตซีตกใจจึงทิ้งการโจมตีมิซูต้าและเผลอเผยตำแหน่งของตนเองให้มิซูต้าเจอตัว ขณะเดียวกัน โปรชู้ตใช้ความสามารถของสแตนด์ทำให้ตัวเองแก่ลงเพื่อปลอมตัวและเข้าโจมตีมิซูต้าไม่ให้ทันตั้งตัวทำให้มิซูต้าแก่ตัวด้วยความสามารถของเดอะ เกรทฟูล เดดทันที จากนั้นโปรชู้ตจึงใช้ปืนยิงเจาะศีรษะมิซูต้าสามนัดแล้วปล่อยให้ตาย จากนั้นโปรชู้ตและเพ็ชซี่จึงตรงไปยังห้องคนขับรถไฟ ที่นั่นพวกเขาได้เจอโคโค่ จัมโบ้ เต่าที่มีกลุ่มของบูจาราตี้อยู่ข้างใน อย่างไรก็ตามมิซูต้ายังมีชีวิตอยู่เพราะเซ็กส์ พิสเทิลส์ช่วนยชีวิตไว้ มิซูต้าได้ส่งพิสเทิลส์ตัวหนึ่งให้นำน้ำแข็งก้อนไปให้บูจาราตี้ บูจาราตี้จึงออกมาโต้กลับโปรชู้ต แต่การเคลื่อนไหวของบูจาราตี้ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเพิ่มผลการแก่ตัวของบูจาราตี้ ทำให้โปรชู้ตเข้าจับตัวบูจาราตี้ได้ บูจาราตี้จึงรูดซิปที่ห้องคนขับรถไฟอย่างรวดเร็ว แล้วดึงทั้งโปรชู้ตทั้งตนเองออกไปนอกตัวรถไฟเพื่อปกป้องสมาชิกในกลุ่มไว้
16129"เดอะ เกรทฟูล เดด ตอน 2
The Grateful Dead, Part 2 / The Thankful Death, Part 2
偉大なる死 (ザ・グレイトフル・デッド) その② (Za Gureitofuru Deddo Sono 1)"
ยาสุโกะ โคบายาชิ25 มกราคม พ.ศ. 2562
เพ็ชซี่ใช้สายของบีช บอยเกี่ยวตัวโปรชู้ตไว้ได้ทัน แต่บูจาราตี้ใช้โอกาสนี้ชิงสายของบีช บอยและผลักโปรชู้ตตกจากรถไฟ แต่โปรชู้ตไปติดอยู้ใต้ท้องรถไฟจึงใช้เดอะ เกรทฟูล เดดเพื่อคงผลของความสามารถไว้ระหว่างที่ตนยังมีชีวิตอยู่ ฝ่ายเพ็ชซี่จะใช้บีช บอยทะลวงร่างกายของบูจาราตี้ให้ไปถึงหัวใจ บูจาราตี้จึงใช้สติ๊กกี้ ฟิงเกอร์สแยกร่างกายตัวเองเป็นชิ้น ๆ ถึงขั้นรูดซิปผ่าหัวใจของตัวเองเพื่อไม่ให้เพ็ชซี่ตรวจจับชีพจรได้ ฝ่ายเพ็ชซี่ได้ตัดสินใจหยุดรถไฟเพื่อลงไปช่วยโปรชู้ต โชคดีที่การหยุดกะทันหันของรถไฟทำให้ชิ้นส่วนร่างกายของบูจาราตี้กลับมารวมกันได้อีกครั้ง บูจาราตี้ออกมาเผชิญหน้ากับเพ็ชซี่แล้วใช้สายของบีช บอยรัดคอเพ็ชซี่ ในวาระสุดท้ายเพ็ชซี่คิดจะจับโคโค่ จัมโบ้กระแทกพร้อมกับสมาชิกในกลุ่มบูราราตี้ที่ยังอยู่ข้างใน แต่บูจาราตี้จัดการสังหารเพ็ชซี่ได้ทันโดยการรูดซิปแยกชิ้นส่วนร่างกายเป็นชิ้น ๆ ฝ่ายโปรชู้ตก็เสียชีวิตจากแผลฉกรรจ์เช่นกัน ทำให้ทุกคนกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง และบูจาราตี้ก็ได้พบว่าความสามารถในฐานะผู้ใช้สแตนด์ของทริชได้เริ่มตื่นขึ้น แม้กลุ่มของบูจาราตี้เพิ่งจะกำจัดผู้ใช้สแตนด์ได้สองคน แต่ก็ยังจะถูกสะกดรอยตามในอีกไม่นานโดยเมโลเน่ ศัตรูคนถัดไป
17130"เบบี้・เฟซ
Baby Face / Babyhead
ベイビィ・フェイス (Beibī Feisu)"
ยาสุโกะ โคบายาชิ1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
เมโลเน่เก็บได้ตัวอย่างเลือดของบูจาราตี้ จากนั้นจึงใช้สแตนด์เบบี้・เฟซ รวมตัวอย่างเลือดของบูจาราตี้เข้ากับข้อมูลพันธุกรรมของผู้หญิงคนหนึ่งบนรถไฟเพื่อให้กำเนิดสแตนด์ลูกที่ควบคุมระยะไกล ฝ่ายกลุ่มของบูจาราตี้อยู่ห่างจากทางรถไฟออกไปริมถนนแห่งหนึ่ง กำลังเตรียมตัวจะขโมยรถ ในขณะที่สแตนด์ลูกของเบบี้・เฟซได้ขี่รถจักรยานยนต์ของเมโลเน่สะกดรอยตามกลุ่มของบูจาราตี้มาโดยใช้ดีเอ็นเอของบูจาราตี้ สแตนด์ลูกของเบบี้・เฟซใช้ความสามารถที่ตัดร่างกายมนุษย์เป็นส่วน ๆ และประกอบขึ้นใหม่ จับตัวบูจาราตี้และทริชได้ในตัวโคโค่ จัมโบ้ ฝ่ายโจรูโน่พยายามจะบอกคนอื่น ๆ แต่ถูกความสามารถของสแตนด์ศัตรูลบชิ้นส่วนอวัยวะบางส่วนไป โจรูโน่จึงใช้โกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์สร้างชิ้นส่วนอวัยวะที่หายไปทดแทน แล้วเปลี่ยนมือของโกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ให้เป็นปลาปิรันยาโจมตีสแตนด์ลูกของเบบี้・เฟซจากภายใน
18131"มุ่งหน้าสู่เวเนเซีย!
Head to Venice!
ヴェネツィアへ向かえ! (Venetsia e Mukae!)"
ชินอิจิ อิโนสึเมะ8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
รีส็อทใช้ความสามารถสแตนด์ของตนทรมานคนของพาสซิโอเน่คนหนึ่งอย่างทารุณ บังคับให้สืบค้นตามรอยทริช ขณะเดียวกัน โจรูโน่ได้หลอกสแตนด์ลูกของเบบี้・เฟซให้หลอมรวมเข้ากับรถจักรยานยนต์ของเมโลเน่ จากนั้นจึงจุดหัวเทียนจุดน้ำมันเบนซินให้เกิดการระเบิดขึ้น ทำให้สแตนด์ลูกของเบบี้・เฟซถูกทำลายไป บูจาราตี้และทริชจึงกลับมาเป็นปกติ จากนั้นโจรูโน่จึงแปลงชิ้นส่วนที่เหลืออยู่ของสแตนด์ลูกของเบบี้・เฟซให้กลายเป็นงูพิษ ซึ่งสะกดรอยย้อนกลับไปหาเมโลเน่และสังหารจนตาย กลุ่มของบูจาราตี้เดินทางต่อไปยังเวเนเซีย ระหว่างทางได้รับคำสั่งของบอสจากเปรีโกโร่ผ่านความสามารถย้อนภาพในอดีตของสแตนด์มูดดี้ บลูส์ เปรีโกโร่บอกกลุ่มของบูจาราตี้ให้ไปเก็บดิสก์ข้อมูลที่สถานีเวเนเซีย จากนั้นเปรีโกโร่ก็ฆ่าตัวตายเพื่อรักษาความลับ โจรูโน่และมิซูต้าขับรถข้ามสะพานไปยังเวเนเซีย แต่กิอัจโจ้ที่เป็นสมาชิกทีมนักฆ่าอีกคนได้ไล่ตามรถมาทันแล้วโจมตีโจรูโน่และมิซูต้าโดยใช้ความสามารถเยือกแข็งของสแตนด์ไวท์ อัลบั้ม โจรูโน่และมิซูต้าใช้ความสามารถสแตนด์ของพวกตนประสานกันสลัดกิอัจโจ้ให้ตกจากรถ แต่กิอัจโจ้ก็ไล่ตามมาทันอีกครั้งและใช้สแตนด์ของตนต่างเสื้อเกราะ เมื่ออับจนหนทางเอาชนะกิอัจโจ้ โจรูโน่จึงขับรถลงคลอง
19132"ไวท์ อัลบั้ม
White Album / White Ice
ホワイト・アルバム (Howaito Arubamu)"
ชินอิจิ อิโนสึเมะ15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
น้ำในคลองรอบรถของโจรูโน่และมิซูต้าได้ถูกเยือกแข็งด้วยสแตนด์ไวท์ อัลบั้มของกิอัจโจ้ แต่โจรูโน่ก็ได้แปลงชิ้นส่วนของรถให้กลายเป็นหญ้าเพื่อให้มิซูต้าใช้ต่างสโนว์บอร์ดเลื่อนไปบนพื้นน้ำแข็ง กิอัจโจ้พยายามหยุดมิซูต้าโดยหยุดการเยือกแข็งในคลองชั่วคราว แต่โจรูโน่ทำให้หญ้ากลับคืนเป็นชิ้นส่วนรถให้มิซูต้ายิงใส่จนพุ่งใส่หน้าผากของกิอัจโจ้จนจมลงใต้น้ำ มิซูต้าพยายามยิงปืนในช่องหายใจบนเสื้อเกราะของกิอัจโจ้ แต่กิอัจโจ้ทำการเยือกแข็งอากาศให้เกิดการสะท้อนกระสุนกลับบไปยังมิซูต้า ขณะเดียวกันกิอัจโจก็ทำลายรูปปั้นจะเอาดิสก์ข้อมูล ฝ่ายโจรูโน่พูดทำให้มิซูต้าเกิดกำลังใจ มิซูต้าจึงจงใจโดนกระสุนของตนเองที่สะท้อนกลับมาเพื่อใช้เลือดของตนมารบกวนการมองเห็นของกิอัจโจ้ จากนั้นจึงต้อนให้กิอัจโจ้ถอยหลังไปยังเงี่ยงเหล็กของเสาไฟถนนที่มิซูต้าใช้กระสุนยิงทำไว้ก่อน เงี่ยงเหล็กแทงเข้าคอของกิอัจโจ้ กิอัจโจ้พยายามปกป้องตัวเองโดยการเยือกแข็งเลือดของตัวเอง แต่โจรูโน่เข้ามาใช้กำลังทำให้กิอัจโจ้ยิ่งถอยลึกจนเงี่ยงเหล็กทะลุคอสังหารกิอัจโจ้ได้ จากนั้นโจรูโน่จึงทำการรักษาแผลของมิซูต้า
20133"คำสั่งสุดท้ายจากบอส
The Final Mission From the Boss
ボスからの最終指令 (Bosu Kara no Saishū Shirei)"
นาโอคาสึ สึดะ22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
กลุ่มของบูจาราตี้มาถึงเวเนเซีย แล้วอ่านคำสั่งสุดท้ายจากบอสบนดิสก์ข้อมูล ซึ่งแจ้งว่าให้คนเพียงคนเดียวพาทริชไปยังยอดของหอระฆังของโบสถ์บนเกาะซานโจรูโจ้ มาโจเร่ (ซันจอร์โจมัจโจเร) บูจาราตี้นำทริชขึ้นฝั่ง บูจาราตี้ยังได้นำกระดุมรูปเต่าทองของโจรูโร่ที่ติดอุปกรณ์ติดตามตัวไปด้วย ในขณะที่คนอื่น ๆ อยู่รอในสปีดโบ๊ท บูจาราตี้และทริชขึ้นไปโดยใช้ลิฟต์ของหอระฆัง แต่เมื่อไปถึงยอดของหอระฆัง บูจาราตี้กลับพบว่าทริชได้หายตัวไป เหลือเพียงมือของทริชที่ถูกตัดขาด บูจาราตี้นึกย้อนไปยังอดีตในวัยเยาว์เมื่อเขาเริ่มเข้าร่วมองค์กรพาสซิโอเน่ จากนั้นบูจาราตี้จึงได้รู้ว่าบอสตั้งใจจะฆ่าลูกสาวของตัวเองเพื่อปกป้องความจริงเกี่ยวกับตัวตนของตน บูจาราตี้ติดตามบอสไปแล้วจัดการติดกระดุมรูปเต่าทองของโจรูโน่กับบอสก่อนที่บอสจะหายตัวไปอีก บูจาราตี้เข้าโจมตีบอสและต่อแขนกลับให้ทริช แต่บอสใช้สแตนด์คิง คริมสันต่อยกำปั้นทะลุร่างกายของบูจาราตี้หวังจะสังหาร
21134"ปริศนาของคิง คริมสัน
The Mystery of King Crimson / The Mystery of Emperor Crimson
キング・クリムゾンの謎 (Kingu Kurimuzon no Nazo)"
นาโอคาสึ สึดะ1 มีนาคม พ.ศ. 2562
กลุ่มของบูจาราตี้รอการกลับมาของบูจาราตี้บนเรือ ขณะที่โจรูโน่ตรวจติดตามการเคลื่อนไหวของบอสผ่านกระดุมรูปเต่าทอง แต่โจรูโน่ก็รู้สึกได้ถึงการข้ามเวลา ขณะเดัยวกันในโบสถ์ บูจาราตี้ได้รับบาดเจ็บเสียเลือดมากจากการโจมตีของบอส ฝ่ายบอสกำลังจะฆ่าทริชแต่กลับถูกขังไว้ในเต่าที่สร้างจากกระดุมรูปเต่าทองด้วยความสามารถของแสตนด์โกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ของโจรูโน่ จากนั้นบูจาราตี้จึงทิ้งเต่าผ่านพื้นเข้าไปในทางน้ำไหลใต้ดิน แต่คิง คริมสันกลับมาปรากฏตัวอย่างรวดเร็วและเตรียมจะเข้าโจมตีอีกครั้ง แต่บูจาราตี้ใช้พลังเฮือกสุดท้ายใช้สติ๊กกี้ ฟิงเกอร์สพาทั้งเขาและทริชขึ้นไปชั้นบน โจรูโน่เข้าไปเจอพวกเขาจึงเข้ารักษาบูจาราตี้แล้วส่งสัญญาณให้คนอื่น ๆ ให้เข้ามาช่วยก่อนที่คิง คริมสันจะมาถึง บอสรู้ตัวว่าตนไม่สามารถเข้าไปสู้พวกของบูจาราตี้โดยไม่เปิดเผยตัวตนได้จึงได้ถอยกลับไปปล่อยให้พวกบูจาราตี้หนีไปพร้อมกับทริช ที่ท่าเรือ บูจาราตี้ได้อธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วเปิดโอกาสให้คนในกลุ่มตัดสินใจว่าจะติดตามเขาไปหรือยังคงภักดีต่อองค์กร คนในกลุ่มทั้งหมดยกเว้นฟูโก้ตกลงใจติดตามบูจาราตี้ไป
21.5134.5"การตัดสินใจ
Determination
determinazione"
ไม่มี3 มีนาคม พ.ศ. 2562
สรุปเหตุการณ์ในตอนที่ 1–20
22135"แอ๊ค G แรงฤทธิ์
The 'G' in Guts
ガッツの「G」 (Gattsu no Jī)"
โชโงะ ยาสุคาวะ15 มีนาคม พ.ศ. 2562
ระหว่างที่กลุ่มของบูจาราตี้ที่เหลืออยู่พักรับประทานอาหาร นารันช่าเผลอทำไวน์แดงหกใส่เสื้อสูทสีขาวของชายคนหนึ่ง เมื่อชายคนนั้นเรียกร้องค่าเสียหาย สมาชิกในกลุ่มบูจาราตี้ระแวงว่าชายคนนั้นเป็นศัตรูจึงรุมทำร้ายอย่างทารุณ ขณะเดียวกัน ทริชได้เผยว่าภูมิหลังของพ่อตนเองอยู่ที่เกาะซัลดิเนีย (ซาร์ดิเนีย) ทั้งกลุ่มจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปที่นั่นหลังจากออกจากเวเนเซีย ระหว่างรับประทานอาหาร นารันช่าได้เจอกับปลาสีโลหะในซุปซึ่งเข้าโจมตีนารันช่าทันทีโดยการกัดลิ้นขาดทำให้นารันช่าไม่สามารถเตือนคนอื่นได้ ปลาโลหะนี้เป็นสแตนด์ชื่อแคร็ช ควบคุมโดยสกัวโล่จากหน่วยองครักษ์ของบอส หลังจากโจรูโน่สร้างลิ้นใหม่ให้นารันช่า นารันช่าก็เริ่มพูดด้วยข้อมูลเท็จกับคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นการบังคับพูดโดยสแตนด์ชื่อทอร์คกิ้ง เฮด ควบคุมโดยทิซเซียโน่ คู่หูของสกัวโล่ ระหว่างที่คนอื่นพยายามหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับนารันช่า นารันช่ากลับนำทุกคนไปยังห้องน้ำโดยความสามารถของทอร์คกิ้ง เฮด นารันช่าพยายามลบรอยของของเหลวรวมถึงเลือดของตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้แคร็ชปรากฏตัวอีกครั้ง เมื่อคนอื่น ๆ ออกไปจากห้องน้ำ ได้เกิดน้ำรั่วจากท่อทำให้แคร็ชโผล่มาจากน้ำที่นองบนพื้นแล้วเข้าโจมตีโจรูโน่โดยการกัดที่คอ
23136"แคร็ช & ทอร์คกิ้ง เฮด
Clash and Talking Head / Crush and Talking Mouth
クラッシュとトーキング・ヘッド (Kurasshu to Tōkingu Heddo)"
โชโงะ ยาสุคาวะ22 มีนาคม พ.ศ. 2562
สกัวโล่ใช้สแดนด์แคร็ชเคลื่อนย้ายโจรูโน่ไปยังที่ต่าง ๆ ที่มีน้ำเพื่อทำให้นารันช่าติดตามตัวได้ยาก โจรูโน่จงใจยอมให้นารันช่ายิงด้วนสแตนด์แอร์โรว์สมิธเพื่อให้มีควันปืนหลงเหลือทำให้สามารถติดตามหาแคร็ชได้ และทำให้นารันช่าสามารถทำให้สกัวโล่บาดเจ็บจากการโจมตีสแตนด์แคร็ช ทิซเซียโน่จึงใช้แผนลวงสมาชิกกลุ่มบูจาราตี้คนอื่น ๆ มาในห้องครัวที่มีก๊าซรั่วและใช้สแตนด์ทอร์คกิ้ง เฮดบังคับนารันช่าให้บอกให้มิซูต้ายิงปืนด้วยสแตนด์เซ็กส์ พิสเทิลส์จนทำให้เกิดการระเบิดขึ้น ก่อนที่โจรูโน่จะถูกแคร็ชดึงตัวไปอีกก็ได้แนะนำให้นารันช่าตามหาผู้ใช้สแตนด์ที่เป็นร่างต้น ขณะที่สมาชิกคนอื่นไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ นารันช่าจึงวิ่งออกมาที่ถนนเพื่อสืบร่องรอยหาตัวสกัวโล่และทิซเซียโน่ด้วยตนเอง นารันช่าหาตัวทั้งคู่จนเจอโดยการตัดลิ้นตนเองที่มีทอร์คกิ้ง เฮดติดอยู่ แล้วแทนที่ด้วยลิ้นที่สร้างขึ้นใหม่จากกระดุมรูปเต่าทองเม็ดหนึ่งของโจรูโน่ ทำให้ทิซเซียโน่ตื่นตระหนกและลมหายใจปั่นป่วน ทิซเซียโน่ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อทำให้สกัวโล่ได้โอกาสโจมตีโดยใช้เลือดของตนเป็นสื่อให้แคร็ชปรากฏ แต่นารันช่าก็สามารถฆ่าสกัวโล่ได้สำเร็จ เมื่อเอาชนะสกัวโล่และทิซเซียโน่ได้ กลุ่มของบูจาราตี้ก็ได้เดินทางออกจากคลองของเมิองเวเนเซียไปยังสนามบินเพื่อหาเครื่องบินเดินทางไปเกาะซัลดิเนีย
24137"โนโทเลียส・B・I・G
Notorious B.I.G. / Notorious Chase
ノトーリアス・B・I・G (ビッグ) (Notōriasu Biggu)"
คาซุยูกิ ฟุเดยาสุ29 มีนาคม พ.ศ. 2562
หลังจากหนีจากเวเนเซีย กลุ่มของบูจาราตี้ได้ยึดเครื่องบินลำหนึ่ง โดยอาบัคคิโอ้ใช้มูดดี้ บลูส์ในการขับเครื่องบินด้วยการรีเพลย์นักบิน ก่อนที่จะออกเดินทาง มิซูต้าได้ยิงผู้ใช้สแตนด์ฝ่ายศัตรูชื่อคารูเน่จนตายก่อนที่คาลเน่จะเดินมาถึงพวกตน ทว่าภายหลังในระหว่างการบินโจรูโน่ได้พบว่าสแตนด์ของคารูเน่ชื่อ โนโทเลียส・B・I・G ได้แสดงความสามารถหลังการตายของร่างต้นและเข้าเกาะแขนของโจรูโน่ สแตนด์นี้มีความสามารถในการดูดซับพลังงานของศัตรูและตามติดการเคลื่อนไหว โนโทเลียส・B・I・G เข้าทำร้ายมิซูต้าและนารันช่าจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โจรูโน่จึงจัดการกำจัดโนโทเลียส・B・I・G ออกจากเครื่องบินโดยต้องสละแขนทั้งสองข้างของตนเอง และเนื่องจากพลังของสแตนด์โกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์มาจากการใช้กำปั้น โจรูโน่จึงไม่สามารถต่อสู้หรือรักษาบาดแผลของตนเองและคนอื่นได้อีก บูจาราตี้นำตัวผู้บาดเจ็บเข้าไปในเต่าและไปแจ้งข่าวการถูกโจมตีให้อาบัคคิโอ้ทราบโดยปล่อยทริชไว้เพียงลำพัง ในขณะที่โนโทเลียส・B・I・G ได้กลับเข้ามาในเครื่องบินอีกครั้งแล้วจะเข้าโจมตีทริช เมื่อทริชหยุดการเคลื่อนไหวของตน สแตนด์ก็เริ่มเคลื่อนเข้าหากระดุมเม็ดหนึ่งของโจรูโน่ ทริชจึงได้รู้ว่าโจรูโน่แปลงกระดุมให้เป็นแขนซ้ายก่อนที่จะสละแขนตัวเองทิ้ง ซึ่งหมายความว่ายังมีโอกาสที่โจรูโน่และคนอื่น ๆ จะสามารถได้รับการรักษาได้ ทว่าในเมื่องสแตนด์ของศัตรูตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว ทริชจึงยังไม่รู้ว่าตนจะไปชิงกระดุมมาได้อย่างไร
25138"สไปซ์ เกิร์ล
Spice Girl / Spice Lady
スパイス・ガール (Supaisu Gāru)"
คาซุยูกิ ฟุเดยาสุ5 เมษายน พ.ศ. 2562
ทริชพยายามจะเข้าชิงกระดุมของโจรูโน่โดยไม่ทำให้โนโทเลียส・B・I・G ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว แต่โนโทเลียส・B・I・G ก็ยังเข้าโจมตีทริช สถานการณ์คับขันทำให้ความสามารถแสตนด์ของทริชชื่อสไปซ์ เกิร์ลได้ตื่นขึ้นมาช่วยรับมือกับโนโทเลียส・B・I・G สไปซ์ เกิร์ลได้อธิบายกับทริชว่ามีความสามารถทำให้พื้นผิวใด ๆ อ่อนนุ่มลงได้ ทริชจึงล่อให้โนโทเลียส・B・I・G โจมตีนาฬิกาที่ถูกทำให้อ่อนนุ่ม จากนั้นทริชจึงเดินกลับไปที่ห้องนักบินเพื่อแจ้งบูจาราตี้ แต่โนโทเลียส・B・I・G ได้ขยายร่างใหญ่ขึ้นจากการโจมตีเครื่องยนต์ที่ด้านหลังของเครื่องบิน ทริชจึงใช้พลังของสแตนด์ทำให้ห้องนักบินอ่อนนุ่มแล้วใช้ต่างร่มชูชีพ ในขณะที่สแตนด์ฝ่ายศัตรูและเครื่องบินส่วนที่เหลือได้ตกลงไปในทะเลทีเรเนีย (ทะเลติร์เรเนียน) แล้วระเบิดขึ้น บูจาราตี้ใช้สแตนด์สติ๊กกี้ ฟิงเกอร์สกำจัดชิ้นส่วนสุดท้ายของโนโทเลียส・B・I・G ออกจากหน้าของอาบัคคิโอ้และช่วยชีวิตทั้งกลุ่มไว้ได้ ส่วนโนโทเลียส・B・I・G ได้ติดอยู่ในทะเลทีเรเนียไม่สามารถไปที่อื่นได้เพราะเอาแต่ไล่ตามการเคลื่อนไหวของคลื่น ด้วยกระดุมของโจรูโน่ทำให้สมาชิกทั้งกลุ่มได้รับการรักษาจากการโจมตีของสแตนด์ฝ่ายศัตรู แล้วมาถึงเกาะซัลดิเนียได้โดยไม่ถูกศัตรูตามตัวอีก อีกด้านหนึ่ง บอสรู้สึกได้ว่ากลุ่มของบูจาราตี้รอดชีวิตจากการโจมตี และความสามารถสแตนด์ของทริชได้ตื่นขึ้นแล้ว ด้วยความกลัวว่าทริชจะระลึกถึงความทรงจำในวัยเด็กที่ชายฝั่งคอสต้า สเมรัลด้า บอสจึงตัดสินใจเดินทางไปเกาะซัลดิเนียเพียงลำพังเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นค้นพบตัวตนของตน
26139"อดีตเมื่อไม่นานมานี้ ~ข้าชื่อด็อปปิโอ้~
A Little Story From The Past ~My Name Is Doppio~
ほんの少し昔の物語 ~ぼくの名はドッピオ~ (Honno Sukoshi Mukashi no Monogatari ~Boku no Na wa Doppio~)"
ชินอิจิ อิโนสึเมะ12 เมษายน พ.ศ. 2562
ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1965 หญิงชาวซัลดิเนียในเรือนจำของอิตาลีได้ให้กำเนิดทารกเพศชายผมสีแดงซึ่งภายหลังโบสถ์แห่งหนึ่งได้รับเลี้ยงไว้ เมื่อเด็กชายเติบโตเป็นวัยรุ่นได้เห็นบาทหลวงที่เป็นผู้รับเลี้ยงเด็กชายได้เจอแม่ของเด็กชายที่ถูกฝังอยู่ใต้คอนกรีตของพื้นโบสถ์เป็นเวลาหลายปีโดยทั้งยังมีชีวิตอยู่ ในคืนนั้นเองก็เกิดเหตุไฟไหม้ทั้งหมู่บ้าน และในรายชื่อผู้เสียชีวิตก็มีชื่อของบาทหลวงและเด็กชายรวมอยู่ด้วย กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบันที่เกาะซัลดิเนีย หมอดูลึกลับได้ขอทำนายดวงให้กับเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง และบอกว่าเด็กวัยรุ่นกำลังตามหาลูกสาวอายุ 15 ปี ทั้งที่ขัดกับวัยของเด็กหนุ่ม ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็กลับกลายเป็นวัยผู้ใหญ่แล้วหมอดูจึงรู้ว่าเด็กหนุ่มเป็นคนที่มีสองบุคลิก หมอดูทำนายจากภาพถ่ายของรีส็อท เนโรที่เด็กหนุ่มยื่นให้ดูว่าเด็กหนุ่มจะเจอกับคนทรยศรีส็อท เนโรในอีกไม่นาน จากนั้นหมอดูจึงถูกเด็กหนุ่มฆ่า เด็กหนุ่มผู้นั้นมีชื่อว่าด็อปปิโอ้ เป็นอีกบุคลิกหนึ่งของบอส ซึ่งบอสควบคุมบุคลิกนี้โดยผ่านการติดต่อทางโทรศัพท์สมมติที่ด็อปปิโอ้จินตนาการขึ้นเอง ด็อปปิโอ้ได้ขึ้นรถแท็กซี่เดินทางมายังชายฝั่งคอสต้า สเมรัลด้า ที่นั่นด็อปปิโอ้ได้ถูกรีส็อทพบตัวเข้า รีส็อทได้ใช้สแตนด์ชื่อเมทตาลิก้าสร้างใบมีดโกนและเข็มเหล็กแทงจากในร่างกายของด็อปปิโอ้ เมื่อรีส็อทหนีไปซ่อนตัว บอสได้ติดต่อด็อปปิโป้แล้วบอกด็อปปิโอ้ให้เข้าใกล้รีส็อทในรัศมีสองเมตรเพื่อจะได้ใช้คิง คริมสันจัดการสังหารได้
27140"คิง คริมสัน v.s. เมทตาลิก้า
King Crimson vs. Metallica / Emperor Crimson vs. Metallic
キング・クリムゾン vs. メタリカ (Kingu Kurimuzon vs. Metarika)"
อากิระ โฮริอุจิ19 เมษายน พ.ศ. 2562
บอสติดต่อถึงด็อปปิโอ้บอกให้ด็อปปิโอ้ใช้ส่วนหนึ่งของความสามารถของคิง ครัมสันในการมองล่วงหน้าถึงความเคลื่อนไหวของรีส็อท ด็อปปิโอมองเห็นภาพที่มีกรรไกรคู่หนึ่งอยู่ในคอของตนก่อนที่จะเกิดกรรไกรปรากฏขึ้นมาจริง ๆ ด็อปปิโอ้จึงสามารถเตรียมใจที่จะนำกรรไกรออกมาจากคออย่างรวดเร็ว ด็อปปิโอ้อนุมานได้ว่าความสามารถของรีสฌอทคือการใช้ธาตุเหล็กภายในร่างกายมนุษย์สร้างเป็นวัตถุโลหะขึ้นมา จากนั้นด็อปปิโอ้จึงเห็นภาพของเท้าที่ถูกตัดขาด ขณะเดียวกันด็อปปิโอ้ก็หาตำแหน่งขอวรีส็อทพบจึงขว้างกรรไกรตัดเท้าของรีสอทขาด ทำให้รีส็อทเข้าใจถึงความสามารถในการมองเห็นล่วงหน้าของด็อปปิโอ้ รีส็อทต่อเท้าที่ถูกตัดขาดกลับไปด้วยลวดเย็บกระดาษ ขณะเดียวกันก็รีส็อทก็ได้รู้ว่าด็อปปิโอ้มีสองบุคลิกที่ตแตกต่างกัน รีส็อทโจมตีด็อปปิโอ้โดยการดึงธาตุเหล็กในร่างกายของด็อปปิโอ้ออกมาใช้ ทำให้ด็อปปิโอ้อ่อนแอลงและขาดออกซิเจนจนหายใจไม่ออก รีส็อทเริ่มจะค่อย ๆ ล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของด็อปปิโอ้จากการเป็นคนสองบุคลิกจึงเตรียมจะจัดการปราบด็อปปิโอ้ แต่ด็อปปิโอ้ขว้างมีดผ่าตัดที่รีส็อทสร้างขึ้นไปยังทิศทางที่มีกลุ่มของบูจาราตี้เพื่อดึงความสนใจของกลุ่มบูจาราตี้ รีส็อทจึงถูกยิงจากด้านหลังโดยสแตนด์แอร์โรว์สมิธของนารันช่าที่กำลังบินสอดแนมและตรวจจับลมหายใจของรีส็อทได้เพียงคนเดียว ขณะที่รีส็อทกำลังจะตายก็ได้รู้ความจริงในที่สุดว่าด็อปปิโอ้ก็คือบอสนั่นเอง
28141"ดั่งฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย
Beneath a Sky on the Verge of Falling
今にも落ちて来そうな空の下で (Ima ni mo Ochite Kisō na Sora no Shita de)"
ยาสุโกะ โคบายาชิ26 เมษายน พ.ศ. 2562
รีส็อทใช้โอกาสในวาระสุดท้ายล่อให้สแตนด์แอร์โรว์สมิธกำจัดบอสพร้อมกับตนเอง แต่คิง คริมสันได้ลบเวลาที่กระสุนของแอร์โรว์สมิธยิงใส่ทำให้หลบหลีกการโจมตีของแอร์โรว์สมิธมาได้ ด็อปปิโอ้ได้กินกบเพื่อเสริมธาตุเหล็กที่เสียไป ในขณะเดียวกันบูจาราตี้และนารันช่าได้มุ่งไปตรวจสอบสถานที่ที่มีการต่อสู้ขึ้น ฝ่ายอาบัคคิโอ้ใช้มู้ดดี้ บลูส์รีเพลย์สืบย้อนไปยังอดีตของชายฝั่งคอสต้า สเมรัลด้าเพื่อจะจำลองใบหน้าของบอส บูจาราตี้และนารันช่าเห็นศพของรีซ็อตจากนั้นก็เจอเข้ากับเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกมัดอยู่หลังก้อนหินและริมฝีปากถูกเย็บติดเข้าด้วยกัน กลับมาที่ชายหาด อาบัคคิโอ้ถูกดึงความสนใจโดยกลุ่มเด็กที่เล่นฟุตบอลซึ่งกำลังพยายามเก็บลูกบอลที่ติดบนต้นไม้ เมื่ออาบัคคิโอ้เข้าไปช่วยเก็บลูกบอลให้ กลับถูกฆ่าโดยบอสที่ปลอมตัวปะปนมาในกลุ่มเด็ก เมื่ออาบัคคิโอ้ตายได้เข้ามาอยู่สภาวะคล้ายฝัน ที่แห่งนั้นอาบัคคิโอ้ได้พบอีกครั้งกับตำรวจอดีตเพื่อนร่วมงานของตนที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ เพื่อนตำรวจคนนั้นได้ยกย่องอาบัคคิโอ้ถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสหาย เมื่อกลุ่มของบูจาราตี้มารวมตัวกันที่ศพของอาบัคคิโอ้ โจรูโน่ได้พบว่าก่อนที่มู้ดดี้ บลูส์จะสลายไป อาบัคคิโอ้ก็ได้จำลองใบหน้าของบอสเสร็จสิ้นในรูปแบบเดธ มาสค์ประทับบนเสาหินในบริเวณใกล้เคียง
28.5141.5"ชะตากรรม
Destiny
destino"
ไม่มี3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
สรุปเหตุการณ์ในตอนที่ 1-28
29142"เป้าหมายคือโรม! โคลอสเซี่ยม
Get to the Roman Colosseum!
目的地はローマ!コロッセオ (Mokutekichi wa Rōma! Korosseo)"
โชโงะ ยาสุคาวะ10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
บูจาราตี้, ทริช และโจรูโน่ค้นเว็บเพื่อแกะรอยสืบหาใบหน้าที่เข้ากับใบหน้าของบอสที่อาบัคคิโอ้จำลองขึ้น แต่ไม่เป็นผล ทันใดนั้นก็มีเสียงคนผู้หนึ่งผ่านเข้ามาในคอมพิวเตอร์ บอกว่าชื่อของบอสคือเดียโบโร่ แล้วได้แจ้งว่าสแตนด์คิง คริมสันไม่อาจเอาชนะได้ แต่ก็ยังพอมีหนทาง เสียงนั้นได้เล่าถึงประวัติของลูกธนูที่ใช้สร้างสแตนด์ว่าทำขึ้นจากหินอุกกาบาตซึ่งตกในเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งมีไวรัสสังหารที่จะมอบความสามารถเหนือมนุษย์ให้คนที่ทนต่อไวรัสได้ เสียงนั้นได้บอกอีกว่าหากพวกบูจาราตี้อยากรู้วิธีปราบเดียโบโร่จะต้องมาพบกับเขาที่เป็นเจ้าของเสียงที่โคลอสเซียมในกรุงโรม กลุ่มของบูจาราตี้เดินทางด้วยเรือจากเกาะซัลดิเนียมาถึงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ทางชายฝั่งตะวันตกของแผ่นดินใหญ่อิตาลี ที่ซึ่งพวกเขาถูกจู่โจมโดยสมาชิกที่เหลืออยู่ของหน่วยองครักษ์ของเดียโบโร่ คือช็อกโกแล็ตต้าและเซ็คโก้ ช็อกโกแล็ตต้าใช้สแตนด์กรีน เดย์ ในการแพร่กระจายเชื้อราสังหารโดยรอบพื้นที่ ซึ่งความสามารถของเชื้อราจะทำงานเมื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของคนที่ติดเชื้อลดระดับต่ำลง แต่กลุ่มของบูจาราตี้ก็สามารถขึ้นฝั่งโดยยังรอดชีวิตจากผลของเชื้อรามาได้
30143"กรีน เดย์ & โอเอซิส ตอน 1
Green Day and Oasis, Part 1 / Green Tea and Sanctuary, Part 1
グリーン・ディとオアシス その① (Gurīn Dei to Oashisu Sono 1)"
โชโงะ ยาสุคาวะ17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
บูจาราตี้ส่งนารันช่าที่ติดเชื้อรากลับเข้าไปในเต่า จากนั้นบูจาราตี้และมิซูต้าจึงเดินขึ้นไปยังหมู่บ้านเพื่อหนีเชื้อราสังหาร ขณะที่พวกเขากำลังปีนบันไดขึ้นไปให้พ้นระยะจู่โจมของกรีน เดย์ เซ็คโก้ก็ได้ซุ่มโจมตีโดยใช้สแตนด์โอเอซิส ซึ่งมีความสามารถทำให้เซ็คโก้สามารถแหวกว่ายใต้ดิน และสามารถทำให้พื้นแข็งอ่อนลงจนยุบตัวลงไป บูจาราตี้กระโดดลงมาแนวพื้นที่อยู่สูงแล้วโจมตีเซ็คโก้ เซ็คโก้ประหลาดใจมากที่บูจาราตี้ไม่ได้ติดเชื้อราซึ่งจะโจมตีเฉพาะสิ่งมีชีวิต ฝ่ายกลุ่มของบูจาราตี้ได้หนีขึ้นรถไปได้แล้วขับมุ่งหน้าสู่กรุงโรม ระหว่างทางโจรูโน่ได้สังเกตว่าบูจาราตี้มีแผลเป็นรูที่ข้อมือ อีกทั้งผิวหนังก็เย็นและไม่มีชีพจร บูจาราตี้จึงเผยว่าแม้ว่าโจรูโน่จะช่วยพาเขาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังถูกโจมตีโดยคิง คริมสัน สแตนด์ของบอสที่เวเนเซีย แต่โดยหลักการ ร่างกายของเขาได้ตายไปแล้ว เมื่อมาถึงกรุงโรม กลุ่มของบูจาราตี้ก็ถูกซุ่มโจมตีโดยช็อกโกแล็ตต้าและเซ็คโก้อีกครั้ง โดยครั้งนี้ช็อกโกแล็ตต้าซึ่งอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ได้ใช้กรีน เดย์แพร่กระจายเชื้อราไปทั่วเมือง โจรูโน่และมิซูต้าจึงใช้กระสุนที่หลอมรวมกับความสามารถของโกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ยิงใส่อาคารหลังหนึ่งแล้วแปลงให้เป็นรากไม้ไปจับมัดเฮลิคอปเตอร์ให้อยู่กับที่ ขณะเดียวกัน บูจาราตี้ก็เตรียมจะรับมือเซ็คโก้ซึ่งดำดินลงไปจะเข้าโจมตี
31144"กรีน เดย์ & โอเอซิส ตอน 2
Green Day and Oasis, Part 2 / Green Tea and Sanctuary, Part 2
グリーン・ディとオアシス その② (Gurīn Dei to Oashisu Sono 2)"
คาซุยูกิ ฟุเดยาสุ24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
บูจาราตี้ถูกโจมตีโดยเซ็คโก้ซึ่งใช้แรงสะท้อนจากพื้นดินช่วยเพิ่มความเร็วและพลังของหมัด บูจาราตี้ทำได้เพียงหลบการโจมตีเท่านั้น ฝ่ายโจรูโน่และมิซูต้าปีนขึ้นอาคารไปยังเฮลิคอปเตอร์ของช็อกโกแล็ตต้า แต่เมื่อมิซูต้ายิงเซ็กส์ พิสเทิลส์เข้าไปข้างในกลับไม่พบตัวช็อกโกแล็ตต้า อีกทั้งยังถูกซุ่มโจมตีจนทั้งเซ็กส์ พิสเทิลส์และมิซูต้าบาดเจ็บหนัก โจรูโน่และเซ็กส์ พิสเทิลส์ นัมเบอร์ 5 เข้าไปในเฮลิคอปเตอร์ แต่ช็อกโกแลตต้าผ่าตัดแยกร่างกายตัวเองเป็นชิ้น ๆ แล้วเข้าโจมตีโจรูโน่ โดยพยายามทำให้โจรูโน่อยู่ในที่ต่ำลงเพื่อให้โจรูโน่ติดเชื้อราสังหารของสแตนด์กรีน เดย์ โจรูโน่ส่งกระสุนนัดหนึ่งของมิซูต้าเจาะเข้าศีรษะของช็อกโกแล็ตต้า ช็อกโกแลตต้าดูเหมือนจะตายจากการโจมตีนั้น แต่โจรูโน่สงสัยว่าช็อกโกแล็ตต้าอาจจะแกล้งตาย ทันใดนั้นช็อกโกแล็ตต้าก็ลุกขึ้นมา แล้วใช้แขนที่ผ่าตัดแยกออกจากร่างกายเข้าโจมตีมิซูต้า โจรูโน่จึงแปลงกระสุนที่ยิงเข้าศีรษะของช็อกโกแลตต้าให้กลายเป็นด้วงเจาะกะโหลกของช็อกโกแลตต้าออกมา ช็อกโกแล็ตต้าพยายามโจมตีโจรูโน่เป็นครั้งสุดท้ายแต่พลาด ฝ่ายโจรูโน่ใช้โกลด์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ต่อยช็อกโกแล็ตต้าจนตาย ส่งร่างของช็อกโกแลตต้าตกลงไปในรถขนขยะ ขณะเดียวกันในใต้ดิน เซ็คโก้ใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อหาช็อกโกแล็ตต้าแต่ปลายสายไม่รับ แต่เซ็คโก้ก็ได้รับข้อความเสียงจากช็อกโกแล็ตต้าที่บอกว่าพวกตนทั้งคู่ไร้เทียมทาน ขณะที่เซ็คโก้เตรียมจะโจมตีบูจาราตี้อีกครั้ง เหตุการณ์ก็ถูกจับตาดูผ่านกล่องส่องทางไกลโดยชายที่อยู่ในโคลอสเซียม
32145"กรีน เดย์ & โอเอซิส ตอน 3
Green Day and Oasis, Part 3 / Green Tea and Sanctuary, Part 3
グリーン・ディとオアシス その③ (Gurīn Dei to Oashisu Sono 3)"
คาซุยูกิ ฟุเดยาสุ31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
เซ็คโก้โจมตีบูจาราตี้อย่างหนักหน่วงด้วยความเร็วของสแตนด์ที่เหนือกว่า บูจาราตี้จึงตัดสินใจหนี จากนั้นเซ็คโก้ได้รับข้อความเสียงสุดท้ายจากช็อกโกแล็ตต้าที่แจ้งว่ากลุ่มของบูจาราตี้ตั้งใจจะพบกับคนผู้หนึ่งในโคลอสเซียมซึ่งวางแผนจะโค่นบอส บุคคลปริศนานี้แท้จริงคือฌอง ปิแอร์ โปลนาเรฟ ซึ่งตอนนี้จำต้องนั่งรถเข็น แต่ก็มีลูกธนูที่สามารถสร้างสแตนด์อยู่กับตัวดอกหนึ่ง ขณะเดียวกันนั้น บูจาราตี้ได้เลียนแบบการเคลื่อนไหวใต้ดินของเซ็คโก้ โดยใช้สติ๊กกี้ ฟิงเกอร์สในการหนีทางใต้ดินไปยังโคลอสเซียม แต่เซ็คโก้ได้ติดตามไปโดยใช้ความสามารถในการได้ยินที่ดีเป็นพิเศษ เซ็คโก้บีบให้บูจาราตี้ต้องขึ้นมาเหนือดินโดยการใช้ห่าฝนของเศษหิน แต่บูจาราตี้ระเบิดยางรถของรถยนต์ที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อทำลายแก้วหูของเซ็คโก้ เซ็คโก้ตื่นตระหนกรีบจับตัวเด็กหนุ่มใกล้ ๆ คนหนึ่งมาเป็นตัวประกันซึ่งบังเอิญว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือด็อปปิโอ้ แต่บูจาราตี้ใช้สติ๊กกี้ ฟิงเกอร์สต่อยผ่านด็อปปิโอ้และสร้างซิปที่คอของเซ็คโก้ เซ็คโก้พยายามดิ้นรนเอาตัวรอด แต่กลับสะดุดล้มเข้าไปในรถขนขยะที่มีร่างของช็อกโกแลตต้าอยู่ แล้วรถขนขยะก็ขับจากไป ขณะเดียวกัน ร่างกายของบูจาราตี้ก็เริ่มจะไม่รับรู้ ฝ่ายด็อปปิโอ้ก็เตรียมจะฆ่าบูจาราตี้
33146"หมอนั่นมันชื่อเดียโบโร่
His Name Is Diavolo
そいつの名はディアボロ (Soitsu no Na wa Diaboro)"
อากิระ โฮริอุจิ7 มิถุนายน พ.ศ. 2562
แทนที่จะฆ่าบูจาราตี้ ด็อปปิโอ้ตัดสินใจช่วยบูจาราตี้ข้ามถนนไปยังโคลอสเซียมเพื่อสืบความจริงว่าคนที่บูจาราตี้จะไปพบคือใคร แต่ทันใดนั้นด็อปปิโอ้สังเกตเห็นมิซูต้าจึงรู้ว่าพรรคพวกของบูจาราตี้อยู่ใกล้ ๆ ฝ่ายบอสคือเดียโบโร่ได้ติดต่อด็อปปิโอ้ บอกว่าบูจาราตี้นั้นจริง ๆ ตายไปแล้ว ไม่สามารถมองเห็นหรือได้ยิน ยังเพียงสามารถเห็นวิญญาณได้ บอสจึงทำให้บูจาราตี้เห็นด็อปปิโอ้เป็นทริชเพื่อตบตา หลังจากบูจาราตี้และด็อปปิโอ้มาถึงโคลอสเซียม ก็ได้เผชิญหน้ากับโปลนาเรฟ เดียโบโร่เห็นโปลนาเรฟก็จำได้ ฝ่ายโปลนาเรฟก็ระลึกได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน มีชายหนุ่มคนหนึ่งขุดพบลูกธนูที่สร้างสแตนด์ได้หกดอกในอียิปต์ ชายหนุ่มคนนั้นคือเดียโบโร่ซึ่งได้เก็บลูกธนูไว้กับตัวดอกหนึ่ง ที่เหลือขายให้กับแม่เฒ่าเอ็นย่า จากนั้นเดียโบโร่จึงใช้พลังของลูกธนูสร้างองค์กรอาชญากรรมขึ้นมา แต่ก็ถูกโปลนาเรฟสืบตามตัวจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ครั้งนั้นเดียโบโร่เอาชนะโปลนาเรฟถึงกับทำให้พิการ กลับมาที่โคลอสเซียม เดียโบโร่ได้เข้าครองร่างของด็อปปิโอ้ ทิ้งบูจาราตี้ไว้ แล้วเดินขึ้นไปหาโปลนาเรฟ ใช้คิง คริมสันต่อยทะลุร่างโปลนาเรฟและชิงลูกธนูมาได้ แต่ไม่นานก่อนหน้านั้น โปลนาเรฟได้ใช้ลูกธนูแทงซิลเวอร์ แชเรียท สแตนด์ของตน ก่อให้เกิดพลังของสแตนด์รูปแบบใหม่ซึ่งปรากฏเป็นร่างเงา
34147"บรรเลงเพลงส่งวิญญาณ ตอน 1
The Requiem Quietly Plays, Part 1
鎮魂歌 (レクイエム)は静かに奏でられる その① (Rekuiemu wa Shizuka ni Kanaderareru Sono 1)"
โชโงะ ยาสุคาวะ14 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ร่างเงาได้ชิงลูกธนูมาจากเดียโบโร่ และทำให้ทุกคนในบริเวณใกล้เคียงกับโคลอสเซียมหลับใหล เมื่อพรรคพวกของบูจาราตี้ตื่นขึ้นมาก็พบกับเรื่องประหลาดที่พวกตนสลับร่างกับคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด โดยโจรูโน่สลับร่างกับนารันช่า และมิซูต้าสลับร่างกับทริช แต่ก็พบว่าพวกตนยังสามารถควบคุมสแตนด์ของตนเองได้ อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่รู้ว่าใครอยู่ในร่างของบูจาราตี้ที่ยังไม่ได้สติ ขณะเดียวกัน วิญญาณของโปลนาเรฟไปอยู่ในร่างของเต่าโคโค่ จัมโบ้ โปลนาเรฟได้อธิบายกับพรรคพวกของบูจาราตี้ว่าซิลเวอร์ แชเรียทซึ่งเคยเป็นสแตนด์ของเขาเป็นผู้ถือลูกธนู แล้วกลายเป็นแชเรียท เรเควี่ยม ซึ่งมีความสามารถทำให้วิญญาณเกิดการสลับร่าง โปลนาเรฟบอกว่าตนไม่สามารถควบคุมสแตนด์ได้แล้ว แล้วทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวที่จะปราบเดียโบโร่คือการชิงลูกธนูจากแชเรียท เรเควี่ยม โปลนาเรฟยังได้เตือนให้ระวังเด็กหนุ่มปริศนาที่ร่วมมือกับเดียโบโร่ ต่อมาที่ทางเข้าของโคลอสเซียม พรรคพวกของบูจาราตี้เห็นเดียโบโร่วิ่งตรงเข้าหาแชเรียท เรเควี่ยม แต่เมื่อเดียโบโร่เรียกสติ๊กกี้ ฟิงเกอร์สออกมาตัดแขนของแชเรียท เรเควี่ยม พวกเขาจึงรู้ว่าบูราจาตี้อยู่ในร่างของเดียโบโร่
35148"บรรเลงเพลงส่งวิญญาณ ตอน 2
The Requiem Quietly Plays, Part 2
鎮魂歌 (レクイエム)は静かに奏でられる その② (Rekuiemu wa Shizuka ni Kanaderareru Sono 2)"
ชินอิจิ อิโนสึเมะ21 มิถุนายน พ.ศ. 2562
สมาชิกกลุ่มบูจาราตี้พยายามชิงลูกธนู แต่ก็พบว่าแชเรียท เรเควี่ยมมีความสามารถทำให้สแตนด์ของพวกเขากลับมาทำร้ายร่างต้น ฝ่ายบูจาราตี้สั่งมิซูต้าให้ยิงร่างของตนเองที่ยังไม่ได้สติซึ่งคาดว่ามีวิญญาณของเดียโบโร่อยู่ แต่ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกได้ถึงการข้ามเวลา ขณะเดียวกันเดียโบโร่ก็ใช้คิง คริมสันเสียบร่างของโจรูโน่ที่มีวิญญาณของนารันช่าเข้าลูกกรงเหล็กที่ถูกหัก แม้ว่าโจรูโน่จะรักษาบาดแผลแล้วกลับเข้าร่างกายของตัวเองได้ แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตนารันช่าที่ตายไปต่อหน้าต่อตาได้ เนื่องจากเดียโบโร่ยังคงอยู่ โปลนาเรฟจึงอนุมานได้ว่าเดียโบโร่มีสองบุคลิกที่แตกต่างกัน และอนุมานว่าด็อปปิโอ้นั้นอยู่ในร่างของบูจาราตี้ ส่วนเดียโบโร่อยู่ในร่างของคนอื่น บูจาราตี้สันนิษฐานว่าเดียโบโร่สังหารนารันช่าเพื่อกำจัดเรดาห์ของกลุ่มบูจาราตี้ไม่ให้ถูกตรวจติดตามตนได้ จากนั้นทั้งกลุ่มก็ได้ไล่ตามเชเรียท เรเควี่ยม บูจาราตี้ขัดขาเชเรียท เรเควี่ยมล้มลงให้ปล่อยลูกธนู ฝ่ายโปลนาเรฟใช้ร่างเต่าคาบลูกธนูขึ้นมาได้เพราะตัวเขาไม่ได้เป็นผู้ใช้สแตนด์แล้ว โปลนาเรฟเรียกมิซูต้าให้ใช้ธนูแทงสแตนด์ของตัวมิซูต้าเองก่อนที่แชเรียท เรเควี่ยมจะกลับมาชิงลูกธนูคืน
36149"เดียโบโร่โผล่หัว
Diavolo Surfaces
ディアボロ浮上 (Diaboro Fujō)"
ชินอิจิ อิโนสึเมะ28 มิถุนายน พ.ศ. 2562
37150"สุดยอดราชันย์
King of Kings
王の中の王 (キング・オブ・キングス) (Kingu Obu Kingusu)"
คาซุุยูกิ ฟุเดยาสุ5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
38151"โกลด์・E・เรเควี่ยม
Gold Experience Requiem / Golden Wind Requiem
ゴールド・E (エクスペリエンス)・レクイエム (Gōrudo Ekusuperiensu Rekuiemu)"
ยาสุโกะ โคบายาชิ28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562[12]
39152"ทาสผู้หลับใหล
The Sleeping Slave
眠れる奴隷 (Nemureru Dorei)"
ยาสุโกะ โคบายาชิ28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562[12]

หมายเหตุ[แก้]

  1. Giorno Giovanna สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น จอร์โน โจวันนา
  2. Gold Experience ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "โกลเดน วินด์" (Golden Wind)
  3. Bruno Bucciarati สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น บรูโน บุชชาราตี
  4. Sticky Fingers ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "ซิปเปอร์ แมน" (Zipper Man)
  5. Guido Mista สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น กวีโด มิสตา
  6. Sex Pistols ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "ซิกซ์ บุลเล็ตส์" (Six Bullets)
  7. Pannacotta Fugo สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ปันนากอตตา ฟูโก
  8. Purple Haze ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "้เพอร์เพิล สโมก" (Purple Smoke)
  9. Narancia Ghirga สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น นารันชา กีร์กา
  10. Aerosmith ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "ลิล บอมเบอร์" (Li'l Bomber)
  11. Leone Abbacchio สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น เลโอเน อับบักกีโอ
  12. Moody Blues ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "มู้ดดี้ แจ็ซซ์" (Moody Jazz)
  13. Trish Una สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ตริช อูนา
  14. Spice Girl ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "สไปซี่ เลดี้" (Spicy Lady)
  15. Polpo สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ปอลโป
  16. Black Sabbath ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "แชโดว์ แซบบาธ" (Shadow Sabbath)
  17. Mario Zucchero สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น มาริโอ ซุกเกโร
  18. Soft Machine ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "เท็นเดอร์ แม็ชชีน" (Tender Machine)
  19. Sale สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ซาเล
  20. Kraftwerk ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "อาร์ทส แอนด์ คราฟท์ส" (Arts & Crafts)
  21. Formaggio สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ฟอร์มัจโจ
  22. Little Feet ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "ไทนี่ ฟี้ต" (Tiny Feet)
  23. Illuso สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น อิลลูโซ
  24. Man in the Mirror ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "มิเรอร์ แมน" (Mirror Man)
  25. Prosciutto สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ปรอสชูตโต
  26. The Grateful Dead ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "เดอะ แธงค์ฟูล เดด" (The Thankful Death)
  27. Pesci สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น เปสชี
  28. Beach Boy ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "ฟิชเชอร์แมน" (Fisher Man)
  29. Melone สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น เมโลเน
  30. Baby Face ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "เบบี้เฮด" (Babyhead)
  31. Ghiaccio สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น กีอัชโช
  32. White Album ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "ไวท์ ไอซ์" (White Ice)
  33. Risotto Nero สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น รีซอตโต เนโร
  34. Metallica ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "เมทัลลิก" (Metallic)
  35. Squalo สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น สกวาโล
  36. Clash ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "ครัช" (Crush)
  37. Tiziano สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ตีเซียโน
  38. Talking Head ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "ทอร์คกิ้ง เมาธ์" (Talking Mouth)
  39. Carne สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น การ์เน
  40. Notorious B.I.G ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "โนโทเลียส เชส" (Notorious Chase)
  41. Diavolo สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น เดียโวโล
  42. King Crimson ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "เอ็ทเพอเรอร์ คริมสัน" (Emperor Crimson)
  43. Vinegar Doppio สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น วีเนการ์ ดอปปีโอ
  44. Cioccolata สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ชอกโกลาตา
  45. Green Day ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "กรีน ที" (Green Tea)
  46. Secco สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น เซกโก
  47. Oasis ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "แซงชัวรี" (Sanctuary)
  48. Scolippi สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น สโกลิปปี
  49. Rolling Stones ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "โพรฟีซี สโตนส์" (Prophecy Stones)
  50. Echoes ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "รีเวิร์บ" (Reverb)
  51. Luca สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ลูกา
  52. Pericolo สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น เปรีโกโล
  53. ลำดับตอนภายในฤดูกาล
  54. ลำดับตอนโดยนับต่อจากฤดูกาลก่อนหน้า
  55. ชื่อตอนภาษาอังกฤษนำมาจากเว็บไซต์ Crunchyroll ชื่อตอนตามต้นฉบับญี่ปุ่นอยู่ด้านซ้าย ส่วนชื่อตอนที่ดัดแปลงสำหรับใช้ในเวอร์ชันทางการภาษาอังกฤษอยู่ด้านขวา
  56. Passione สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ปัสซีโอเน
  57. ภาษาอิตาลีเรียกว่า กาโป (capo)
  58. คำสแลงในภาษาอังกฤษคือ turf มีความหมายถึงย่านที่แก๊งอันธพาลอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่
  59. Sorbet สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น ซอร์เบต
  60. Gelato สะกดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอิตาลีได้เป็น เจลาโต
  61. Coco Jumbo ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษทางการใช้ชื่อว่า "โคโค่ ลาร์จ" (Coco Large)

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Pineda, Rafael. "Jojo's Bizarre Adventure Part 5: Golden Wind Manga Gets TV Anime in October". Anime News Network. Archived from the original on 21 June 2018. สืบค้นเมื่อ 23 June 2018.
  2. Peters, Megan (September 23, 2018). "'JoJo's Bizarre Adventure' Part 5 Reveals Episode Order". ComicBook. สืบค้นเมื่อ September 23, 2018.
  3. Ressler, Karen (October 5, 2018). "JoJo's Bizarre Adventure: Golden Wind Anime Listed With 39 Episodes". Anime News Network. Archived from the original on 2018-10-05. สืบค้นเมื่อ October 6, 2018.
  4. Sherman, Jennifer (August 16, 2018). "JoJo's Bizarre Adventure: Golden Wind Anime Reveals Video, Visual, October 5 Premiere". Anime News Network. Archived from the original on 2018-09-20. สืบค้นเมื่อ August 16, 2018.
  5. Ressler, Karen (September 3, 2018). "Crunchyroll to Stream Jojo's Bizarre Adventure: Golden Wind Anime". Anime News Network. สืบค้นเมื่อ September 3, 2018.
  6. Hodgkins, Crystalyn. "Daisuke Hasegawa Performs New Opening Theme Song for JoJo's Bizarre Adventure: Golden Wind Anime". Anime News Network. สืบค้นเมื่อ January 19, 2019.
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 7.4 7.5 "「ジョジョ」第5部キャスト解禁!ジョルノは小野賢章、ブチャラティは中村悠一" ["JoJo" Part 5 Cast Announced! Giorno is Kenshō Ono, Bucciarati is Yuichi Nakamura]. Comic Natalie (in Japanese). Archived from the original on July 5, 2018. สืบค้นเมื่อ July 5, 2018.
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 8.4 8.5 Luster, Joseph. "JoJo's Bizarre Adventure: Golden Wind Anime Reveals Main Cast". Crunchyroll. สืบค้นเมื่อ July 5, 2018.
  9. "JoJo's Bizarre Adventure: Golden Wind Casts Sayaka Senbongi as Trish Una". Anime News Network. November 30, 2018. สืบค้นเมื่อ November 30, 2018.
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 10.5 10.6 "JoJo's Bizarre Adventure: Golden Wind Anime Reveals 7 More Cast Members". Anime News Network. December 7, 2018. สืบค้นเมื่อ December 7, 2018.
  11. https://s.mxtv.jp/anime/jojo5/episode.php
  12. 12.0 12.1 Rafael Antonio Pineda (July 5, 2019). "JoJo's Bizarre Adventure: Golden Wind Anime's 38th, 39th Episodes Premiere on July 28". Anime News Network. สืบค้นเมื่อ July 6, 2019.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]