ข้ามไปเนื้อหา

โกเดอฟรอยแห่งบูยง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โกเดอฟรอยแห่งบูยง
โกเดอฟรอยแห่งบูยง จาก Roman de Godefroy de Bouillon โดย Maître du Roman de Fauvel, ป. ค.ศ. 1330
ผู้พิทักษ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์
ครองราชย์22 กรกฎาคม ค.ศ. 1099 – 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1100
ถัดไปโบดวงที่ 1 (ในฐานะ พระมหากษัตริย์เยรูซาเลม)
ดยุกแห่งลอแรนตอนล่าง
ครองราชย์ค.ศ. 1089–1096
ก่อนหน้าคอนราด
ถัดไปอ็องรีที่ 1
ประสูติป. 1060
บูโลญ เคานต์แห่งแฟลนเดอส์
สวรรคต18 กรกฎาคม 1100 (อายุ 3940)
เยรูซาเลม ราชอาณาจักรเยรูซาเลม
ฝังพระศพโบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ เยรูซาเลม
ราชวงศ์ราชวงศ์แฟลนเดอส์
พระราชบิดายูสติสที่ 2 แห่งบูโลญ
พระราชมารดาอีดาแห่งลอแรน
ศาสนาโรมันคาทอลิก

โกเดอฟรอยแห่งบูยง (ฝรั่งเศส: Godefroy; ดัตช์: Godfried; เยอรมัน: Gottfried; ละติน: Godefridus Bullionensis; ป. ค.ศ. 1060 – 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1100) ทรงเป็นผู้นำคนสำคัญในสงครามครูเสดครั้งที่หนึ่ง และเจ้าปกครองพระองค์แรกแห่งราชอาณาจักรเยรูซาเลมใน ค.ศ. 1099 ถึง 1100 แม้ว่าในตอนแรกพระองค์จะไม่ทรงเต็มใจรับตำแหน่งกษัตริย์ แต่ก็ทรงยินยอมปกครองในฐานะเจ้าชาย (princeps) และมีพระอิสริยยศเป็น Advocatus Sancti Sepulchri หรือผู้พิทักษ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์[1][2][3]

โกเดอฟรอยเป็นบุตรชายคนที่สองของยูสติสที่ 2 เคานต์แห่งบูโลญตรงพื้นที่ฝรั่งเศสในปัจจุบัน เขาได้รับมรดกจากครอบครัวของแม่ใน ค.ศ. 1076 เมื่อเขาขึ้นครองตำแหน่งลอร์ดแห่งบูยง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเบลเยียม ใน ค.ศ. 1087 จักรพรรดิไฮน์ริชที่ 4 ก็รับรองเขาเป็นดยุกแห่งลอแรนตอนล่างเป็นรางวัลจากการสนับสนุนในช่วงการกบฏแซกซันครั้งใหญ่

โกเดอฟรอยเข้าร่วมครูเสดครั้งที่หนึ่งร่วมกับพี่/น้องชายอย่างยูสติสที่ 3 และโบดวงแห่งบูโลญใน ค.ศ. 1096 เขามีส่วนในการสู้รบที่ไนเซีย, Dorylaeum และแอนทิออก ก่อนมีบทบาทสำคัญในช่วงตีเมืองเยรูซาเลมได้ใน ค.ศ. 1099 เมื่อแรมงที่ 4 เคานต์แห่งตูลูซปฏิเสธข้อเสนอที่จะเป็นผู้ปกครองอาณาจักรใหม่ โกเดอฟรอยจึงรับบทบาทและรักษาอาณาจักรของเขาไว้ได้โดยการเอาชนะรัฐเคาะลีฟะฮ์ฟาฏิมียะฮ์ที่อัชเกล็อนในเดือนต่อมา ทำให้ครูเสดครั้งแรกสิ้นสุดลง เขาเสียชีวิตในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1100 และโบดวงขึ้นปกครองต่อในฐานะพระมหากษัตริย์เยรูซาเลม

ชีวิตช่วงต้น

[แก้]

โกเดอฟรอยแห่งบูยงเกิดประมาณ ค.ศ. 1060 อาจในบริเวณบูโลญ-ซูร์-แมร์[4] แม้ว่าผู้บันทึกเหตุการณ์คนหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 13 อ้างที่เกิดใน Baisy เมืองที่ปัจจุบันอยู่ในวอลลูนบราบันต์ ประเทศเบลเยียม[5] เขาเป็นบุตรชายคนที่สอง[a] ของยูสติสที่ 2 เคานต์แห่งบูโลญ บุคคลสำคัญทางการเมืองในยุคนั้น และพระสหายของวิลเลียมผู้พิชิต[6] ยูสติสได้รับรางวัลที่ดินอันกว้างขวางในอังกฤษหลังยุทธการที่เฮสติงส์ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ[7][8] อีดาแห่งลอแรน มารดาของโกเดอฟรอย เป็นบุตรีของดยุกโกเดอฟรอยที่ 3 แห่งลอแรนตอนล่าง[9] และเป็นพี่/น้องสาวของดยุกโกเดอฟรอยคนหลังค่อม[10]

โกเดอฟรอยน่าจะเริ่มการฝึกทหารก่อนอายุ 10 ขวบ โดยเรียนรู้การขี่ม้า การใช้ดาบ โล่ หอก และหน้าไม้ขณะขี่ม้า[4] อีดา มารดาของเขา เป็นสตรีที่มีการศึกษาซึ่งมีอิทธิพลต่อการเลี้ยงดูบรรดาบุตรชายของเธออย่างมาก[8] เมื่อโกเดอฟรอยคนหลังค่อม ลุงของเขา เสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์[11] ค.ศ. 1076 โดยไม่มีทายาท เขาจึงแต่งตั้งหลานชายเป็นทายาท[12][13][14] คาดว่าโกเดอฟรอยผู้เยาว์น่าจะมีความผูกพันกับลุงของเขามาก่อน และบันทึกร่วมสมัยของแซงต์อูแบร์ (St. Hubert)[b] เสนอแนะว่าเขาเข้าร่วมพิธีศพของลุงที่แวร์เดิง[15] ลัมแบร์ตแห่งแฮร์ชเฟล็ดบันทึกว่าในเวลานี้ โกเดอฟรอยเป็น "ชายหนุ่มผู้ตื่นตัวและกระตือรือร้นในการปฏิบัติการทางทหารอย่างมาก"[12]

ไฮน์ริชที่ 4 จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในอนาคต ทรงปรารถนาที่จะเสริมสร้างฐานะของตนให้มั่นคง จึงแต่งตั้งคอนราด พระโอรสสองพรรษา เป็นดยุกแห่งลอแรนตอนล่าง โกเดอฟรอยได้รับตำแหน่งมาร์คกราฟแห่งแอนต์เวิร์ปที่คนก่อนหน้าได้รับ[16] และการแต่งตั้งตำแหน่งนี้ให้เขาแสดงว่าจักรพรรดิทรงระลึกถึงเขาไว้ในอนาคต[17] โกเดอฟรอยสนับสนุนไฮน์ริชแม้ในช่วงที่เขาฝ่าฟันกับสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 7 ในช่วงข้อโต้แย้งการสถาปนา โกเดอฟรอยต่อสู้เคียงข้างไฮน์ริชและกองกำลังของพระองค์ในการต่อต้านรูด็อล์ฟแห่งสเวเบีย และในอิตาลีเมื่อไฮน์ริชยึดครองโรมได้

ครูเสดครั้งที่หนึ่ง

[แก้]

ราชอาณาจักรเยรูซาเลม

[แก้]
โกเดอฟรอยแห่งบูยงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง จาก Histoire d'Outremer โดยวิลเลียมแห่งไทร์ รายละเอียดของตัวอักษรตัวแรก S ในเอกสารตัวเขียนหอสมุดบริติชในชุดสะสม Yates Thompson (No. 12, fol. 46), คริสต์ศตวรรษที่ 13

เมื่อนครนี้กลับคืนสู่การปกครองของคริสเตียน จำเป็นต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งขึ้น เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1099 มีการประชุมสภาที่โบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ และหลังแรมงแห่งตูลูซไม่สวมมงกุฏ โกเดอฟรอยจึงยอมเป็นผู้นำ[18] กระนั้น เขาใช้ตำแหน่งผู้อุทิศแห่งพระคูหาศักดิ์สิทธิ์แทนกษัตริย์ โดยอ้างว่าปฏิเสธที่จะ "สวมมงกุฎทองคำในขณะที่พระผู้ช่วยให้รอดของเขาเคยสวมมงกุฎหนาม"[19] ทั้งความหมายและการใช้ชื่อตำแหน่งยังคงเป็นข้อถกเกียง[3] ผู้บันทึกเหตุการณ์ต้นฉบับบางคนใช้ศัพท์ที่กำกวมกว่าว่า princeps หรือตำแหน่งก่อนหน้าว่าดยุก นักบันทึกเหตุการณ์รุ่นหลังที่ไม่ได้เข้าร่วมสงครามครูเสดครั้งที่ 1 แนะนำว่าเขาได้รับตำแหน่ง rex ซึ่งแปลว่า "กษัตริย์"[20][21][22]

ในช่วงที่ปกครองสั้น ๆ โกเดอฟรอยต้องปกป้องอาณาจักรใหม่จากรัฐเคาะลีฟะฮ์ฟาฏิมียะฮ์แห่งอียิปต์ ผู้พ่ายแพ้ในยุทธการที่อัชเกลอนในเดือนสิงหาคม เขายังต้องเผชิญการต่อต้านจากดาโกแบร์ตแห่งปิซา อัครบิดรละตินแห่งเยรูซาเลมผู้เป็นพันธมิตรกับ Tancred แม้ว่าฝ่ายละตินเกือบเขายึดอัชเกลอนได้ ความพยายามในการพยายามขัดขวางแรมงแห่ง St. Gilles จากการรักษาเมืองของโกเดอฟรอย ทำให้เมืองนั้นยังอยู่ในมือของฝ่ายมุสลิมที่ถูกกำหนดให้เป็นเสี้ยนหนามในอาณาจักรใหม่เป็นเวลาหลายปีที่จะมาถึง

ใน ค.ศ. 1100 โกเดอฟรอยไม่สามารถขยายดินแดนผ่ารการพิชิตโดยตรงได้ กระนั้น ชัยชนะอันน่าประทับใจของเขาใน ค.ศ. 1099 และการรบครั้งต่อมาใน ค.ศ. 1100 หมายความว่าเขาสามารถบังคับให้เมืองเอเคอร์ อัชเกลอน อัรซูฟ จัฟฟา และ Caesarea กลายเป็นเมืองขึ้น ขณะเดียวกัน การต่อสู้กับดาโกแบร์ตยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าจะสืบหาสาเหตุของความขัดแย้งได้ยาก ดาโกแบร์ตอาจคาดการณ์ไว้ว่าจะเปลี่ยนเยรูซาเลมให้เป็นอาณาจักรศักดินาของพระสันตะปาปา แต่เจตนารมณ์ที่แท้จริงของเขายังไม่ชัดเจน หลักฐานส่วนใหญ่มาจากวิลเลียมแห่งไทร์ ซึ่งบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องลำบาก มีเพียงวิลเลียมเท่านั้นที่บอกเราว่าดาโกแบร์ตบังคับให้โกเดอฟรอยยอมยกเยรูซาเลมและจัฟฟา ขณะที่นักเขียนคนอื่น ๆ เช่น อัลเบิร์ตแห่งอาเคินและราล์ฟแห่งก็อง ระบุว่าทั้งดาโกแบร์ตและ Tancred พันธมิตรของเขา ได้สาบานต่อโกเดอฟรอยว่าจะยอมรับเพียงพี่น้องหรือญาติสายเลือดคนใดคนหนึ่งของเขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ไม่ว่าแผนการของดาโกแบร์ตจะเป็นอย่างไร แผนการเหล่านั้นก็ย่อมล้มเหลว เนื่องจากอยู่ในไฮฟาในช่วงเวลาที่โกเดอฟรอยเสียชีวิต เขาไม่สามารถหยุดยั้งผู้สนับสนุนของโกเดอฟรอยซึ่งนำโดยวอร์เนอร์แห่งเกรซไม่ให้ยึดเยรูซาเลมและเรียกร้องให้โบดวง น้องชายของโกเดอฟรอย สืบทอดอำนาจได้ ต่อมาดาโกแบร์ตถูกบังคับให้สถาปนาโบดวงเป็นกษัตริย์ละตินพระองค์แรกแห่งเยรูซาเลมในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1100

เสียชีวิต

[แก้]
อนุสาวรีย์รำลึกผู้เสียชีวิตของโกเดอฟรอยแห่งบูยงในโบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ (ค.ศ. 1870, ตามภาพพิมพ์แกะไม้ในคริสต์ศตวรรษที่ 15)

อิบน์ อัลเกาะลานิซี ผู้บันทึกเหตุการณ์ชาวอาหรับ รายงานว่า "ในปีนี้ [ค.ศ. 1099] โกเดอฟรอย เจ้าแห่งเยรูซาเลม ปรากฏกายต่อหน้าท่าเรือเสริมป้อมปราการแห่งอักกา [เอเคอร์] และได้ทำการโจมตี แต่ถูกธนูยิงเข้าใส่จนตาย"[23] แม้ว่าข้อกล่าวอ้างนี้จะถูกกล่าวซ้ำในแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ของชาวมุสลิม แต่ไม่ได้ปรากฏในบันทึกเหตุการณ์ของคริสเตียน อัลแบร์แห่งแอ็กซ์และเอคเคอฮาร์ดแห่งเอาราเสนอแนะว่าโกเดอฟรอยล้มป่วยขณะเยือน Caesarea ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1100 และเสียชีวิตในเยรูซาเลมในวันที่ 18 กรกฎาคม[24]

ความเป็นไปได้ที่ว่าเขาถูกวางยาพิษนั้นมีน้อยมาก และเป็นไปได้มากกว่าว่าเขาเสียชีวิตจากโรคที่คล้ายกับโรคไทฟอยด์ โกเดอฟรอยไม่เคยแต่งงาน[c]

สิ่งสืบทอด

[แก้]

ตารางพงศาวลี

[แก้]
ความสัมพันธ์ของโกเดอฟรอยกับผู้ปกครองแห่งลอแรน บูโลญ ทัสคานี และโรม[26]
โกเดอฟรอยที่ 1 แห่งแวร์เดิง
โกเดอฟรอยที่ 2 แห่งลอแรนตอนล่างโกเธโลที่ 1 แห่งลอแรนตอนล่าง
บีอาทรีสแห่งลอแรนตอนบนโกเดอฟรอยที่ 3 แห่งลอแรนตอนล่างโดดาโกเธโลที่ 2 แห่งลอแรนตอนล่างสมเด็จพระสันตะปาปาสตีเฟนที่ 9เรเกลินดา
มาทิลดาแห่งทัสคานีโกเดอฟรอยที่ 4 แห่งลอแรนตอนล่างอีดาแห่งลอแรนยูสติสที่ 2 แห่งบูโลญอัลแบร์ที่ 3 แห่งนามูร์
ยูสติสที่ 3 แห่งบูโลญโกเดอฟรอยแห่งบูยงพระเจ้าโบดวงที่ 1 แห่งเยรูซาเลม

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ลำดับวงศ์ตระกูลของเคานต์แห่งบูโลญไม่ได้ระบุอายุบุตรชายลูกชายของยูสติส แต่ลำดับที่ระบุรายชื่อพวกเขาน่าจะเป็นลำดับการเกิด: ยูสติส จากนั้นโกเดอฟรอย จากนั้นโบดวง[4]
  2. ยังรู้จักกันในชื่อ Cantatorium
  3. Marjorie Chibnall (Select Documents of the English Lands of the Abbey of Bec, Camden (3rd Ser.) 73 (1951) pp. 25–26) followed earlier writers in suggesting that since the names Godfrey and Geoffrey shared a common origin, Godfrey is identical to the Geoffrey of Boulogne who appears in English records, marrying Beatrice, daughter of Geoffrey de Mandeville and that he left behind in England a son, William de Boulogne (adult by 1106, died c. 1169). However, Alan Murray analyzed the argument in detail and concluded that contemporary documents clearly distinguish between the two names, and as there is no evidence for their identity and traditions of the Crusade indicate Godfrey was unmarried and childless, the two must be considered to have been distinct. Geoffrey, the English landholder, was apparently an illegitimate brother of Godfrey, the Crusader.[25]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Ibrahim, Raymond (2022). "Duke Godfrey: Defender of Christ's Sepulchre". Defenders of the West. New York: Bombardier Books. p. 48. ISBN 9781642938203. God forbid", said he, "that I should be crowned with a crown of gold, where my Saviour bore a crown of thorns.
  2. Murray 2000, pp. 70–77.
  3. 1 2 Rubenstein 2008, pp. 61–62.
  4. 1 2 3 John 2017, p. 56.
  5. Andressohn 1947, p. 95.
  6. John 2017, pp. 38–40.
  7. John 2017, p. 41.
  8. 1 2 Edgington 2019, p. 1.
  9. Butler & Burns 2000, p. 93.
  10. John 2017, pp. 21–22.
  11. John 2017, p. 64.
  12. 1 2 John 2017, p. 57.
  13. Brundage 1962, pp. 70–73.
  14. Edgington 2019, p. 2.
  15. John 2017, p. 58.
  16. John 2017, pp. 59–60.
  17. John 2017, p. 61.
  18. Asbridge 2004, p. 321.
  19. Porter 2013, p. 18.
  20. Riley-Smith 1979, pp. 83–86.
  21. Murray 1990, pp. 163–178.
  22. France 1983, pp. 321–329.
  23. Ibn al-Qalanisi 1932, p. 51.
  24. Asbridge 2004, pp. 117–118.
  25. Murray 2000, pp. 155–165.
  26. John 2017, Figure 0.1.

ข้อมูล

[แก้]

อ่านเพิ่ม

[แก้]

ข้อมูลปฐมภูมิ

[แก้]
  • Albert of Aachen (fl. 1100), Historia Ierosolimitana, History of the Journey to Jerusalem, ed. and tr. Susan B. Edgington. Oxford: Oxford Medieval Texts, 2007. The principal source for Godfrey's march to Jerusalem.
  • Gesta Francorum, ed. and tr. Rosalind Hill, Gesta Francorum et aliorum Hierosolimitanorum. Oxford, 1967.
  • Ralph of Caen, Gesta Tancredi, ed. Bernard S. Bachrach and David S. Bachrach, The Gesta Tancredi of Ralph of Caen: A History of the Normans on the First Crusade. Ashgate Publishing, 2005.
  • Fulcher of Chartres, Chronicle, ed. Harold S. Fink and tr. Francis Rita Ryan, Fulcher of Chartres, A History of the Expedition to Jerusalem, 1095–1127. Knoxville: Univ. of Tennessy Press, 1969.
  • Raymond of Aguilers, Historia Francorum qui ceperunt Iherusalem, tr. John Hugh Hill and Laurita L. Hill. Philadelphia: American Philosophical Society, 1968.
  • Ekkehard of Aura (d. 1126), tr. W. Pflüger, Die Chronik des Ekkehard von Aura. Leipzig, 1893.
  • William of Tyre (d. 1186), Historia, ed. R. B. C. Huygens, Willemi Tyrensis Archiepiscopi Chronicon. Corpus Christianorum Continuatio Medievalis 38. Turnholt: Brepols, 1986; tr. E. A. Babcock and A. C. Krey, William of Tyre, A History of Deeds Done Beyond the Sea. Columbia University Press, 1943.
  • Comnena, Anna (1928). Alexiad. Medieval Sourcebook. แปลโดย Elizabeth S. Dawes. Fordham University.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
  • วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Godfrey of Bouillon