นี่คือบทความคุณภาพ คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โกนิงส์ดัค

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โกนิงส์ดัค
โกนิงส์ดัค
ประชาชนร่วมสวมเสื้อผ้าสีส้มและรวมตัวกันตามคูคลองของกรุงอัมสเตอร์ดัม พ.ศ. 2553
จัดขึ้นโดย ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
(เนเธอร์แลนด์, อารูบา, กือราเซา และซินต์มาร์เติน)
ประเภท วันหยุดนักขัตฤกษ์
ความสำคัญ วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์
วันที่ 27 เมษายน (หากตรงกับวันอาทิตย์ จะเลื่อนเป็นวันที่ 26 เมษายน)
การเฉลิมฉลอง งานเลี้ยงสังสรรค์พร้อมกับสวมเสื้อผ้าสีส้ม งานตลาดนัดขายของเก่า งานแสดงดนตรี และงานชุมนุมตามประเพณีท้องถิ่น

โกนิงส์ดัค หรือ วันพระราชา (ดัตช์: Koningsdag; เสียงอ่าน: [ˈkoːnɪŋsˌdɑx]  ( ฟังเสียง)) คือวันหยุดนักขัตฤกษ์ในราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเฉลิมฉลองกันในวันที่ 27 เมษายน (หากตรงกับวันอาทิตย์จะเลื่อนไปเป็นวันที่ 26 เมษายน) ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์[1]

แต่เดิมในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2492 ถึง พ.ศ. 2556 เป็นที่รู้จักกันในชื่อ โกนิงงินเนอดัค หรือ วันพระราชินีนาถ (ดัตช์: Koninginnedag; เสียงอ่าน: [koːnɪˈŋɪnəˌdɑx]  ( ฟังเสียง)) ซึ่งตรงกับวันที่ 30 เมษายนของทุกปี และเป็นวันที่เฉลิมฉลองในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระราชินีนาถยูเลียนา (เสด็จขึ้นครองราชย์ในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2491)

ก่อนหน้านั้น วันหยุดนักขัตฤกษ์นี้จัดขึ้นครั้งแรกวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2428 ในชื่อว่า ปรินเซสเซอดัค หรือ วันเจ้าหญิง (Prinsessedag) ซึ่งในครั้งนั้นจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติปีที่ห้าของเจ้าหญิงวิลเฮลมินา รัชทายาทแห่งเนเธอร์แลนด์ ต่อมาในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2441 (ทรงบรรลุนิติภาวะในวันที่ 31 สิงหาคมปีเดียวกัน) ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถ วันหยุดนักขัตฤกษ์ดังกล่าวจึงถูกเปลี่ยนมาเป็น โกนิงงินเนอดัค ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งนี้เนื่องจากวันที่ 31 สิงหาคม ตรงกับวันสุดท้ายของการปิดภาคเรียนในฤดูร้อน วันดังกล่าวจึงได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่เยาวชน จากนั้นในปี พ.ศ. 2491 เมื่อเจ้าหญิงยูเลียนา พระราชธิดาในสมเด็จพระราชินีนาถยูเลียนา เสด็จขึ้นครองราชย์ วันหยุดดังกล่าวจึงถูกย้ายไปเป็นวันที่ 30 เมษายนของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระราชินีนาถพระองค์ใหม่แทน

เมื่อเจ้าหญิงเบียทริกซ์ พระราชธิดาในสมเด็จพระราชินีนาถยูเลียนา เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2523 วันโกนิงงินเนอดัคก็ยังคงจัดขึ้นในวันที่ 30 เมษายนเช่นเดิม แม้ว่าวันพระราชสมภพของพระองค์จะตรงกับวันที่ 31 มกราคมก็ตาม[2] ทั้งนี้พระราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีการต้อนรับขบวนพาเหรดดอกไม้ ณ พระราชวังซุสต์ไดก์ ไปเป็นการเสด็จฯ เยือนเมืองต่าง ๆ ในแต่ละปี พร้อมกับเข้าร่วมงานเทศกาลกับพระราชโอรส-ธิดา ในปี พ.ศ. 2552 ขณะที่พระราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงเข้าร่วมงานวันพระราชินีนาถ ณ เมืองอาเพลโดร์น เกิดเหตุชายคนหนึ่งพยายามโจมตีพระองค์ด้วยการขับรถยนต์ของตนเองพุ่งชนรถโดยสารพระที่นั่งของพระราชวงศ์ แต่รถยนต์กลับพุ่งเข้าชนประชาชนผู้เฝ้าชมขบวนเสด็จฯ และชนเข้ากับอนุสาวรีย์ในบริเวณใกล้เคียงแทน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7 ราย ซึ่งรวมถึงรวมผู้ก่อเหตุด้วย

ต่อมาในวันพระราชินีนาถ พ.ศ. 2556 สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์สละราชสมบัติแก่พระราชโอรส เจ้าชายวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์ (พระราชาธิบดีพระองค์แรกนับตั้งแต่มีการเฉลิมฉลองวันดังกล่าว) ส่งผลให้วันพระราชินีนาถเปลี่ยนมาเป็น โกนิงส์ดัค หรือ วันพระราชา ตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา และจัดการเฉลิมฉลองเร็วขึ้น 3 วันเป็นวันที่ 27 เมษายนของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระราชาธิบดี

โกนิงส์ดัค เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปถึงการจัดงาน ไฟรมากต์ (vrijmarkt; ตลาดเสรี) ทั่วประเทศ ที่ซึ่งประชาชนชาวดัตช์ร่วมกันออกร้านขายของมือสอง นอกจากนี้ยังเป็นวันที่ประชาชนร่วมกันสวมเสื้อผ้าสีส้มซึ่งเป็นสีประจำชาติหรือ โอรันเยอแค็กเตอ (oranjegekte; ความบ้าคลั่งสีส้ม) อีกด้วย

ประวัติศาสตร์[แก้]

สมัยวิลเฮลมินา[แก้]

โกนิงงินเนอดัค วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม

ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1880 ระบอบราชาธิปไตยเสื่อมความนิยมลง นักเสรีนิยมในคณะรัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงพยายามหาแนวทางกระตุ้นความสามัคคีของคนในชาติ[3] และแม้ว่าประชาชนจะไม่ชื่นชอบสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลิมที่ 3 แต่ไม่ใช่กับเจ้าหญิงวิลเฮลมินา พระราชธิดาวัย 4 ชันษาของพระองค์[4] ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีวันหยุดนักขัตฤกษ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชาธิบดีเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษามาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เย. เว. แอร์. แคร์ลัค บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Utrechts Provinciaal en Stedelijk Dagblad จึงเสนอว่าวันคล้ายวันประสูติของเจ้าหญิงถือเป็นโอกาสอันเหมาะสมในการเฉลิมฉลองสำหรับผู้รักชาติและการปรองดองแห่งชาติ[5] จึงได้มีการจัด ปรินเซสเซอดัค หรือ วันเจ้าหญิง ขึ้นครั้งแรกในเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2428 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันประสูติปีที่ห้าของเจ้าหญิงวิลเฮลมินา เจ้าหญิงพระองค์น้อยได้เสด็จไปกับขบวนเฉลิมฉลองตามท้องถนนสายต่าง ๆ พร้อมกับโบกพระหัตถ์ทักทายฝูงชน[4] แม้ในปีนั้นจะมีการเฉลิมฉลองเพียงแค่ในเมืองยูเทรกต์ แต่ไม่นานเมืองต่าง ๆ ก็ได้ร่วมการเฉลิมฉลองและจัดกิจกรรมสำหรับเหล่าเด็ก ๆ ในท้องถิ่นของตน[5] ในปีถัด ๆ มาจึงได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองและขบวนแห่ในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และเมื่อเจ้าหญิงเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2433 ปรินเซสเซอดัค จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น โกนิงงินเนอดัค หรือ วันพระราชินีนาถ[4] ในขณะนั้นเองแทบทุกเมืองในเนเธอร์แลนด์ต่างก็ร่วมเฉลิมฉลองในวันดังกล่าวด้วยกันหมดทั้งสิ้น[5]

การเฉลิมฉลองได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก และเมื่อพระราชินีนาถทรงบรรลุนิติภาวะในปี พ.ศ. 2441 ก็ได้มีการเลื่อนพระราชพิธีราชาภิเษกออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์ เพื่อไม่ให้คาบเกี่ยวกับงานเฉลิมฉลองในวันโกนิงงินเนอดัค[6] ซึ่งวันหยุดนี้ตรงกับวันสุดท้ายของการปิดภาคเรียนในฤดูร้อน จึงทำให้ได้รับความนิยมจากเด็กนักเรียน[4] ไม่เป็นที่ปรากฎแน่ชัดว่าพระราชินีนาถวิลเฮลมินาทรงเพลิดเพลินไปกับงานเทศกาลนี้มากเพียงใด นักเขียน ไมก์ เปก เขียนบทความนิตยสารเกี่ยวกับโกนิงงินเนอดัคว่าพระองค์สนพระทัยอย่างมาก[4] แต่ถึงอย่างไรเสียก็มีเรื่องกล่าวอ้างที่ว่าหลังจากที่เสด็จฯ กลับจากขบวนแห่วันคล้ายวันพระราชสมภพ พระราชินีนาถทรงรู้สึกเมื่อยล้าและทรงเล่นตุ๊กตาของพระองค์ให้โค้งคำนับจนกระทั่งผมของตุ๊กตาตัวนั้นมีสภาพยุ่งเหยิง พร้อมกับตรัสกับตุ๊กตาว่า "เธอน่าจะลองนั่งบนรถม้าและโค้งคำนับจนกระทั่งปวดหลังดูบ้างนะ แล้วลองดูสิว่าเธอจะชอบการเป็นราชินีมากแค่ไหนกัน!"[7]

วันโกนิงงินเนอดัคประจำปี พ.ศ. 2445 ไม่ได้เฉลิมฉลองงานเฉลิมพระชนมพรรษาดังเช่นทุกปี แต่กลับเฉลิมฉลองในวาระที่พระราชินีนาถทรงหายจากพระอาการประชวรรุนแรง[3] ถัดมาเมื่อทรงเจริญพระชันษามากขึ้น พระราชินีนาถก็เสด็จฯ เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองน้อยลง[8] และในปี พ.ศ. 2466 ทรงเข้าร่วมพิธีรัชดาภิเษกในวโรกาสปีที่ 25 ของการครองราชสมบัติ ซึ่งมีการจัดงานเทศกาลรื่นเริงขนาดมหึมาในกรุงอัมสเตอร์ดัมและกรุงเฮก แม้ว่าจะทรงเรียกร้องให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากก็ตาม แต่เพื่อให้แน่ใจได้ว่าทุกส่วนของเมืองรวมถึงย่านคนจนจะไม่ถูกทอดทิ้ง จึงได้มีการจัดการแสดงดนตรีพร้อมกัน 28 จุดทั่วกรุงเฮก[9] พระราชินีนาถวิลเฮลมินายังทรงอนุญาตให้มีการจัดงานแบบดังกล่าวขึ้นอีกครั้งเป็นการพิเศษในปี พ.ศ. 2473 เพื่อเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ห้าสิบของพระองค์[8] ทั้งนี้ระหว่างที่นาซีเยอรมันยึดครองเนเธอร์แลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การเฉลิมฉลองวันโกนิงงินเนอดัคถูกห้ามปรามและยกเลิก คณะกรรมการออเรนจ์ (Oranjecomité) ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่จัดงานในแต่ละปีจึงได้ทำลายระเบียนบันทึกของตน เนื่องจากเกรงกลัวการตอบโต้จากเยอรมนี[6]

สมัยยูเลียนา[แก้]

ขบวนเฉลิมฉลองของกองทัพในอาร์เนม วันโกนิงงินเนอดัค พ.ศ. 2501

นอกจากวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระราชินีนาถวิลเฮลมินาแแล้ว ระหว่างช่วงฤดูร้อนในเนเธอร์แลนด์ ก็ยังมีงานเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระราชินีเอ็มมา พระราชชนนีอีกด้วย ซึ่งหลังจากที่พระราชินีนาถวิลเฮลมินาเจริญพระชันษาแล้ว พระราชินีเอ็มมาก็มักจะทรงเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ในวันที่ 2 สิงหาคม ณ พระราชวังซุสต์ไดก์ในเมืองบาร์น โดยจะทรงรับมอบขบวนพาเหรดดอกไม้หรือ บลุเมอกอร์โซ (Bloemencorso) จากประชาชนชาวเมืองอยู่เป็นประจำทุกปี จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 เจ้าหญิงยูเลียนา พระราชปนัดดาและรัชทายาทแห่งเนเธอร์แลนด์ ได้แปรพระราชฐานมาพำนัก ณ พระราชวังซุสต์ไดก์ หลังการอภิเษกสมรสของพระองค์ ในโอกาสนี้เองชาวเมืองจึงได้ร่วมกันจัดขบวนพาเหรดดอกไม้เช่นเดียวกับที่เคยจัดให้แก่พระราชินีเอ็มมา แต่ในครั้งนี้เปล่ยนมาจัดในวันที่ 30 เมษายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของเจ้าหญิงยูเลียนาแทน[8] และเมื่อเจ้าหญิงยูเลียนาขึ้นครองราชสมบัติในเดือนกันยายน พ.ศ. 2491 วันโกนิงงินเนอดัคก็ถูกเลื่อนมาจัดในวันเฉลิมพระชนมพรรษของพระองค์แทน[10] ซึ่งการเปลี่ยนแปลงวันโกนิงงินเนอดัคในครั้งนี้ ได้รับความเห็นชอบจากเยาวชนชาวดัตช์ด้วยในทันทีเนื่องจากเป็นการขยายวันหยุดออกไปอีก การจัดงานครั้งแรกหลังการเปลี่ยนแปลงประกอบไปด้วยกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงคณะละครสัตว์ชุดใหญ่ ณ สนามกีฬาโอลิมปิกอัมสเตอร์ดัม ซึ่งพระราชวงศ์มิได้ทรงเข้าร่วมเนื่องจากประทับอยู่ ณ พระราชวังซุสต์ไดก์[11] ทั้งนี้พระราชินีนาถยูเลียนายังทรงคงไว้ซึ่งประเพณีการรับมอบดอกไม้ และประทับอยู่ ณ พระราชวังซุสต์ไดก์เพื่อประเพณีดังกล่าวทุกปี ต่อมาประเพณีดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 และวันโกนิงงินเนอดัคก็ได้กลายมาเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ประจำชาติที่บรรดาแรงงานทุกคนได้รับสิทธิ์ให้หยุดงานในวันนี้[4]

ในช่วงต้น พ.ศ. 2509 เจ้าหญิงเบียทริกซ์ พระราชธิดาองค์โตในพระราชินีนาถยูเลียนา อภิเษกสมรสกับเคลาส์-เกออร์ก ฟอน อัมสแบร์ก ซึ่งการอภิเษกสมรสดังกล่าวตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมดัตช์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าชายเคลาส์พระองค์ใหม่นี้เป็นชาวเยอรมันและเคยเข้ารับราชการทหารในกองทัพเยอรมันช่วงสงครามอีกด้วย กลุ่มต่อต้านเยอรมนีจึงได้รวมตัวกันก่อเหตุจลาจลในกรุงอัมสเตอร์ดัมใกล้ ๆ กับวันอภิเษกสมรสและวันโกนิงงินเนอดัค ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้รัฐบาลเกรงว่าเหตุประท้วงจะขยายวงออกไป จึงได้ใช้พื้นที่บริเวณใจกลางกรุงอัมสเตอร์ดัมจัดงาน ไฟรมากต์ หรือ ตลาดเสรี ซึ่งมักจะมีการจัดงานดังกล่าวในวันโกนิงงินเนอดัคตามเขตชานเมือง (โดยหลักแล้วเป็นงานที่จัดขึ้นสำหรับเด็ก ๆ) เพื่อเป็นการกันพื้นที่ที่กลุ่มผู้ประท้วงอาจใช้ก่อเหตุวุ่นวาย งานไฟรมากต์จึงได้สืบทอดเป็นประเพณีนับแต่นั้นเป็นต้นมา[4]

สมัยเบียทริกซ์[แก้]

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ขณะตรัสกับนายวิม เดตมัน นายกเทศมนตรีกรุงเฮก ณ เมืองสเคเฟอนิงเงิน วันโกนิงงินเนอดัค พ.ศ. 2548

หลังจากที่สมเด็จพระราชินีนาถยูเลียนาสละราชสมบัติและสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชมารดาในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2523 พระราชินีนาถพระองค์ใหม่ดัดสินพระทัยว่าจะยังคงวันโกนิงงินเนอดัคไว้ ณ วันที่ 30 เมษายนเช่นเดิม เพื่อถวายเป็นพระเกียรติแก่พระราชมารดา[2][3] (หากวันที่ 30 เมษายนตรงกับวันอาทิตย์ วันโกนิงงินเนอดัคก็จะเลื่อนไปจัดในวันก่อนหน้า ซึ่งกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2549)[12] รวมทั้งยังมีเหตุผลในทางปฏิบัติมาสนับสนุนอีกด้วย เนื่องจากวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระราชินีนาถเบียทริกซ์ตรงกับวันที่ 31 มกราคม และตรงกับช่วงฤดูหนาวในเนเธอร์แลนด์ สภาพอากาศในช่วงนั้นจึงไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดกิจกรรมนอกสถานที่มากนัก[10] ในสมัยเบียทริกซ์นี้ แบบแผนในการจัดงานแบบเดิม ๆ ก็ยังได้รับการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน จากเดิมที่พระราชินีนาถจะประทับอยู่ ณ พระราชวัง และให้ประชาชนชาวดัตช์เป็นฝ่ายรวมตัวกันมาเข้าเฝ้าพระองค์ พระราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงเลือกที่จะเสด็จฯ ไปเยือนเมืองต่าง ๆ ในการเฉลิมฉลองวันโกนิงงินเนอดัคนี้แทน[3] โดยในงานจะมีการจัดแสดงผลงานฝีมือและประเพณีของท้องถิ่นให้พระราชวงศ์ดัตช์ได้ทรงเยี่ยมชม[13][14]

ในบางครั้ง การเฉลิมฉลองวันโกนิงงินเนอดัคนี้ก็ยังถูกรบกวนหรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อื่นอีกด้วย เช่นในปี พ.ศ. 2531 นายทหารชาวอังกฤษสามนายผู้ประจำการอยู่ในเยอรมนีเดินทางเข้ามาร่วมงานเฉลิมฉลองวันโกนิงงินเนอดัคในเนเธอร์แลนด์ ถูกสังหารจากการโจมตีของกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์[15] หรือในปี พ.ศ. 2539 ในงานเฉลิมฉลอง ณ เมืองรอตเทอร์ดาม ซึ่งถูกประกาศห้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด สืบเนื่องมาจากเหตุจลาจลในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่สโมสรฟุตบอลไฟเยอโนร์ดสามารถคว้าตำแหน่งผู้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลเอเรอดีวีซีได้สำเร็จ[16] นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2544 ยังมีการเลื่อนกำหนดการณ์เสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองโฮเคอเฟนและเมืองแม็ปเปิลของพระราชินีนาถเบียทริกซ์ออกไปหนึ่งปี เนื่องมาจากการการแพร่ระบาดของโรคปากเท้าเปื่อย (foot-and-mouth disease) ในพื้นที่[17]

ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551 ขณะที่พระราชินีนาถเบียทริกซ์และพระราชวงศ์พระองค์อื่น ๆ เสด็จฯ เยือนเมืองอาเพลโดร์น เกิดเหตุชายอายุ 38 ปี ชื่อว่ากาสต์ ตาเติส ขับรถยนต์รุ่นซูซูกิ-สวิฟท์ของเขาเข้าใส่ฝูงชน ซึ่งเฉียดรถโดยสารพระที่นั่งสองชั้นแบบเปิดประทุนของบรรดาพระราชวงศ์ไปเพียงเล็กน้อย[4][18] ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 7 คน และยกเลิกการจัดงานเฉลิมฉลองที่เหลือลง[18] กาสต์เสียชีวิตจากการบาดเจ็บในเวลาต่อมา โดยเหตุจูงในการโจมตีครั้งนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แม้จะปรากฎให้เห็นได้ว่าเขาพุ่งเป้าโจมตีไปที่ขบวนรถของพระราชวงศ์[4] เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่าพระราชวงศ์ดัตช์ควรจะยังคงเสด็จฯ เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองในวันโกนิงงินเนอดัคต่อไปอยู่หรือไม่ อย่างไรก็ตามพระราชินีนาถเบียทริกซ์ยังคงแสดงให้เห็นว่าเหตุดังกล่าวจะไม่สามารถหยุดยั้งพระองค์จากการพบปะกับพสกนิกรของพระองค์ได้[13] ถัดมาในปี พ.ศ. 2553 พระราชินีนาถเบียทริกซ์และพระราชวงศ์เสด็จฯ เยือนหมู่บ้านเวเมิลดิงเงอและเมืองมิดเดิลบืร์คในจังหวัดเซลันด์โดยปราศจากเหตุการณ์ใด ๆ ซึ่งพระราชินีนาถเบียทริกซ์ขอบพระทัยจังหวัดเซลันด์ที่มอบวันโกนิงงินเนอดัคคืนแก่พระราชวงศ์และประเทศของพระองค์[4]

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์และเจ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ เจ้าชายแห่งออร์เรนจ์ พระราชโอรส (กำลังโบกพระหัตถ์) ขณะเสด็จฯ เยือนเมืองเวาดรีเคิม พ.ศ. 2550

สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองต่าง ๆ เนื่องในวันโกนิงงินเนอดัคดังต่อไปนี้

วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556 พระราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงประกาศว่าจะสละราชสมบัติในวันที่ 30 เมษายนของปีเดียวกัน โดยให้เจ้าชายวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์ เจ้าชายแห่งออร์เรนจ์ พระราชโอรสองค์โตสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์[20] และเนื่องจากวันดังกล่าวตรงกับวัน โกนิงงินเนอดัค ดังนั้นกำหนดการณ์เสด็จฯ เยือนเมืองเดอไรป์และเมืองอัมสเติลเฟนจึงถูกยกเลิกไป อย่างไรก็ตามการเฉลิมฉลองในวันโกนิงงินเนอดัคประจำปี พ.ศ. 2556 ยังคงดำเนินต่อไปทั่วประเทศ

สมัยวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์[แก้]

พระราชาธิบดีวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์, พระราชีนีแม็กซิมา และเจ้าหญิงเบียทริกซ์ ขณะเสด็จฯ เยือนงานเฉลิมฉลองวัน โกนิงส์ดัค ประจำปี พ.ศ. 2557 ณ เมืองเดอไรป์

ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นวันพระราชินีนาถ เจ้าชายวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์ เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชมารดา และเถลิงถวัลย์ราชสมบัติในฐานะพระราชาธิบดีแห่งเนเธอร์แลนด์พระองค์แรกในรอบ 123 ปี ดังนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมาวันพระราชินีนาถจึงเปลี่ยนมาเป็นวันพระราชา ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมวันที่ 30 เมษายนของทุกปี มาเป็นวันที่ 27 เมษายน ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระราชาธิบดีวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์[1] โดยวันพระราชาวันแรกได้จัดขึ้นในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557 (เลื่อนขึ้นมาหนึ่งวันเนื่องจากวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557 ตรงกับวันอาทิตย์) พระราชาธิบดีเสด็จฯ เยือนเมืองเดอไรป์และเมืองอัมสเติลเฟนตามหมายกำหนดการเดิมของพระราชินีนาถเบียทริกซ์ในปี พ.ศ. 2556 ซึ่งถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากพระราชีนาถเบียทริกซ์สละราชสมบัติในปีนั้น[21]

พระราชาธิบดีวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์ เสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองต่าง ๆ ในวัน โกนิงส์ดัค ดังนี้

กิจกรรม[แก้]

กิจกรรมและเทศกาลที่จัดขึ้นในวัน โกนิงส์ดัค มักถูกจัดโดยคณะกรรมการออเรนจ์ซึ่งเป็นสมาคมระดับท้องถิ่น[27] ที่คอยจัดหาทุนสนับสนุนและเงินบริจาคสำหรับจัดกิจกรรม อย่างไรก็ดีในช่วงไม่กี่ปีมานี้คณะกรรมการเผชิญกับความยากลำบากในการสรรหาสมาชิกชาวดัตช์รุ่นใหม่เข้ามาสานภารกิจต่อ[28]

ตลาดนัดขายของเก่า[แก้]

ไฟรมากต์ ในกรุงเฮก วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2548
ไฟรมากต์ ในงานวัน โกนิงงินเนอดัค พ.ศ. 2554 ณ เมืองเดเวนเตอร์

ไฟรมากต์ (แปลตรงตัวว่าตลาดเสรี) คือตลาดนัดขายของเก่าที่จัดขึ้นทั่วประเทศ ที่ซึ่งผู้คนมากมายต่างร่วมกันนำเอาข้าวของที่ใช้แล้วมาวางจำหน่าย โดยวัน โกนิงส์ดัค นี้เองที่รัฐบาลดัตช์อนุญาตให้มีการขายของตามท้องถนนโดยไม่ต้องขออนุญาตและไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้[29] ในปี พ.ศ. 2554 ธนาคารไอเอ็นจีพบว่าผู้อยู่อาศัยชายดัตช์จำนวนหนึ่งในห้าวางแผนที่จะออกร้านขายของในเทศกาล ไฟรมากต์ และคาดการณ์ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะขายของได้เป็นเงินเฉลี่ยคนละ 100 ยูโร จากยอดขายคาดการณ์รวมทั้งประเทศ 290 ล้านยูโร ทางด้านผู้ซื้อ ธนาคารไอเอ็นจีพบว่าชาวดัตช์มากกว่าครึ่งหนึ่งจะซื้อข้าวของที่ ไฟรมากต์ และคาดการณ์ว่าแต่ละคนจะใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 28 ยูโร ในงานเทศกาลประจำปี พ.ศ. 2554 ดังกล่าว[30] โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าพระราชินีนาถเบียทริกซ์ทรงเลือกซื้อข้าวของจาก ไฟรมากต์ ด้วยเช่นกัน ซึ่งในปี พ.ศ. 2538 พระองค์ทรงเลือกซื้อโคมไฟตั้งพื้นกลับไป[31] ธนาคารไอเอ็นจียังคาดการณ์อีกว่าปริมาณการขายที่ต่ำสุดของเทศกาล ไฟรมากต์ ปี พ.ศ. 2554 จะอยู่ที่จังหวัดลิมบูร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระราชินีนาถเบียทริกซ์เสด็จฯ ไปเยือน[30]

สำหรับ ไฟรมากต์ ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศคือตลาดในเขตยอร์ดานของกรุงอัมสเตอร์ดัม ในขณะที่ตลาดในเขตอาโปลโลลานหน้าโรงแรมฮิลตันซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงอัมสเตอร์ดัมและมีพื้นที่กว้างกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้เหล่าเด็ก ๆ อายุน้อยยังนิยมขายของเล่นที่ไม่ใช้แล้วและผ้าแพรของตนที่ตลาดในเขตโฟนเดิลปาร์กซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงอัมสเตอร์ดัมเช่นกัน ทั้งนี้ผู้คนที่ผ่านไปมามักไม่ได้จริงจังกับการซื้อหาของจากเด็ก ๆ อายุน้อยเหล่านี้มากนัก พวกเขาแค่ต้องการจะให้เงินแก่เด็ก ๆ มากกว่าการซื้อของที่ตนต้องการ เพื่อที่จะสร้างบรรยากาศอันสนุกสนานสำหรับเทศกาลนั่นเอง[32]

ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2539 เทศกาล ไฟรมากต์ จะจัดขึ้นในเย็นของวันก่อนหน้าเรื่อยไปจนถึงวันงาน โกนิงส์ดัค เป็นเวลา 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ดีประเพณีได้ถูกยกเลิกไปเพื่อให้มีช่วงเวลาหยุดพักสำหรับการเตรียมงานเฉลิมฉลองวัน โกนิงส์ดัค ในช่วงกลางวัน[4] มีเพียงเมืองยูเทรกต์เท่านั้นที่ยังคงไว้ซึ่ง ไฟรมากต์ ในช่วงกลางคืนตามประเพณีแบบดั้งเดิม[19]

งานเทศกาล[แก้]

งานแสดงดนตรีโดยวงดนตรีดัตช์ ลีฟ ในกรุงเฮก ช่วงการเฉลิมฉลอง โกนิงงินเนอนัคต์ พ.ศ. 2551
ผู้คนต่างพากันเฉลิมฉลองด้วยเครื่องแต่งกายสีส้มในกรุงอัมสเตอร์ดัม วัน โกนิงงินเนอดัค พ.ศ. 2550

ปัจจุบันการจัดงานเฉลิมฉลองวัน โกนิงส์ดัค เป็นไปด้วยการเฉลิมฉลองขนานใหญ่อันประกอบไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ งานแสดงดนตรี กิจกรรมพิเศษตามสถานที่สาธารณะโดยเฉพาะในกรุงอัมสเตอร์ดัม งานแสดงดนตรีกลางแจ้งบริเวณมือเซอึมไปลน์ (Museumplein) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 800,000 คน ทั้งนี้งานเทศกาลและกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ จำเป็นต้องยุติลงภายในเวลา 20.00 น. เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านได้ทันขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้าย อย่างไรก็ดีงานแสดงดนตรีกลางแจ้งที่มือเซอึมไปลน์มักจะยุติลงในเวลา 21.00 น.[19] ในวันดักล่าว บริเวณใจกลางเมืองจะถูกปิดการจราจรไม่ให้รถยนต์ผ่าน บริการรถรางสาธารณะจะหยุดให้บริการชั่วคราว และประชาชนผู้สัญจรจะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงสถานีรถไฟอัมสเตอร์ดัมแซ็นตราล (Amsterdam Centraal) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของเมือง ให้หันไปใช้สถานีรถไฟอื่นที่สามารถเดินทางไปยังจุดหมายได้แทน ขบวนรถไฟระหว่างประเทศเองก็ถูกเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปหยุดอยู่แค่สถานีรถไฟในเขตชานเมืองเท่านั้น[33]

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานสังสรรค์รื่นเริงและงานแสดงดนตรีถูกจัดขึ้นในเย็นของวันก่อนหน้าวัน โกนิงส์ดัค ซึ่งก่อนปี พ.ศ. 2556 สถานบันเทิงกลางคืนทั่วทั้งเนเธอร์แลนด์จะร่วมกันจัดงานพิเศษที่ชื่อว่า โกนิงงินเนอนัคต์ หรือ ค่ำคืนของพระราชินีนาถ (Koninginnenacht)[34] ผู้คนหนุ่มสาวจำนวนมากจะร่วมเฉลิมฉลองกันตามท้องถนนและจัตุรัสของเมือง (รวมถึงตามคูคลองของกรุงอัมสเตอร์ดัม) ตลอดกันทั้งคืน และหลังจากการเฉลิมฉลองในช่วงกลางคืนสิ้นสุดลง ผู้คนก็จะพากันเข้าร่วมงาน ไฟรมากต์ ในช่วงกลางวันต่อเนื่องกันไป[13]

แม้ว่าการเฉลิมฉลองในวันพระราชาจะจัดขึ้นทั่วทั้งเนเธอร์แลนด์ แต่สถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่ซึ่งชาวเมืองกว่า 750,000 คน ต่างพากันออกมาเฉลิมฉลองร่วมกับผู้มาเยือนที่มากถึง 1 ล้านคน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทางการเมืองอัมสเตอร์ดัมจึงออกมาตรการเพื่อจัดการและจำกัดการเดินทางสัญจรของผู้คน เนื่องจากตัวเมืองอัมสเตอร์ดัมไม่สามารถรองรับปริมาณคนจำนวนมากขนาดนี้ได้[35]

ทั้งนี้ผู้ที่เข้าร่วมการเฉลิมฉลองวันโกนิงส์ดัคมักจะย้อมผมของตนเป็นสีส้มและสวมใส่เสื้อผ้าสีส้ม เพื่อเป็นเกียรติแก่ราชวงศ์ออเรนจ์-นัสเซาซึ่งปกครองเนเธอร์แลนด์มาเป็นเวลานาน อีกทั้งเครื่องดื่มสีส้มเองก็ยังเป็นที่นิยมอย่างมากด้วยเช่นกัน[36] การแต่งตัวและประดับประดาไปด้วยสีส้มนี้บางครั้งก็ถูกขนานนามว่า โอรันเยอแค็กเตอ (oranjegekte) หรือ ความบ้าคลั่งสีส้ม[13] นอกจากนี้สมาชิกคณะกรรมการออเรนจ์ท้องถิ่นคนหนึ่งยังให้สัมภาษณ์ในงานวันโกนิงงินเนอดัคปี พ.ศ. 2554 อีกด้วยว่า

สำหรับฉัน วันพระราชินีนาถคือวันที่มิตรภาพและสายสัมพันธ์ของชุมชนจะเกิดขึ้นอีกครั้ง มันไม่ใช่เทศกาลที่ใช้ป่าวประกาศความรักชาติ และไม่ได้เกี่ยวข้องแม้แต่กับความนิยมของราชวงศ์เลย มันคือเทศกาลที่เกี่ยวกับจิตสำนึกของการมีส่วนร่วม ที่ซึ่งวันธรรมดาวันหนึ่งผู้คนทั่วทั้งฮอลแลนด์จะมีสภาพเหมือนกันไปหมด คือเต็มไปด้วยสีส้มและบ้าระห่ำ[6]

ส่วนเด็ก ๆ จะเฉลิมฉลองด้วยเกมต่าง ๆ เช่น กุกฮัปเปิน (koekhappen) ที่ผู้เล่นจะต้องใช้ปากกัดกินเค้กเครื่องเทศที่ห้อยอยู่บนเชือกให้ได้ หรือ สไปเกอร์ปุเปิน (spijker poepen) ที่ผู้เล่นจะต้องผูกเชือกรอบเอวและให้ปลายด้านหนึ่งผูกกับตะปูเอาไว้ จากนั้นใช้การย่อลำตัวพยายามหย่อนตะปูลงขวดแก้วให้ได้[37]

งานมอบรางวัล[แก้]

โกนิงส์ดัค เป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระมหากษัตริย์เนเธอร์แลนด์ได้เชิดชูเกียรติแก่ประชาชนของพระองค์สำหรับคุณงามความดีที่ทำให้แก่ประเทศชาติ ในปี พ.ศ. 2554 พระราชินีนาถเบียทริกซ์ได้เชิดชูเกียรติแก่บุคคลกว่า 3,357 คน ซึ่งส่วนมากได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ออเรนจ์-นัสเซา ชั้นสมาชิก[38]

การเฉลิมฉลองนอกทวีปยุโรป[แก้]

งานเฉลิมฉลองวันโกนิงส์ดัคยังถูกจัดในอารูบา กือราเซา และซินต์มาร์เติน ซึ่งเป็นประเทศองค์ประกอบในราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์อีกด้วย[13] แต่วันดังกล่าวกลับไม่ค่อยได้รับการเฉลิมฉลองมากนักในเกาะโบแนเรออันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรด้วยเช่นกัน เนื่องจากงานเฉลิมฉลองของท้องถิ่น ดียาดีริงโกน (Dia di Rincon) ซึ่งจัดในวันที่ 30 เมษายน ได้รับความนิยมมากกว่า[39]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 AZ (2013-04-30). Besluit vaststelling en aanduiding zevenentwintigste april als Koningsdag (ใน Dutch). BWBR0032908. 
  2. 2.0 2.1 AZ (1980-04-24). Besluit aanduiding van de dertigste april als Koninginnedag (ใน Dutch). BWBR0031338. 
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 "Koninginnedag past and present". The Royal Family. Rijksvoorlichtingsdienst (Netherlands government). http://www.koninklijkhuis.nl/globale-paginas/taalrubrieken/english/monarchy/the-queens-official-birthday-(koninginnedag)/. เรียกข้อมูลเมื่อ 30 April 2012. 
  4. 4.00 4.01 4.02 4.03 4.04 4.05 4.06 4.07 4.08 4.09 4.10 Peek, Mike (April 2011). "Long live the Queen". Amsterdam Magazine: 29–33. สืบค้นเมื่อ 30 April 2011. 
  5. 5.0 5.1 5.2 Deploige, Jeroen; Gita Deneckere (2006). Mystifying the Monarch: Studies on Discourse, Power, and History. Amsterdam: Amsterdam University Press. p. 187. ISBN 90-5356-767-4. สืบค้นเมื่อ 6 May 2011. 
  6. 6.0 6.1 6.2 Chadwick, Nicola (27 April 2011). "Planning the perfect Queen's Day". Radio Netherlands Worldwide. สืบค้นเมื่อ 1 May 2011. 
  7. Bates, Winslow (October 1898). "The girl queen and her coronation". National Magazine: 12–18. สืบค้นเมื่อ 3 May 2011. 
  8. 8.0 8.1 8.2 "Queen's Day history dates back to 1889". NIS News. 26 April 2001. สืบค้นเมื่อ 1 May 2011. 
  9. "Holland preparing for Queen's jubilee". The New York Times. 9 July 1923. p. 13. สืบค้นเมื่อ 3 May 2011. (subscription required (help)). 
  10. 10.0 10.1 "Queen's Day of Netherlands April 30, 2011". Manila Bulletin. 30 April 2011. สืบค้นเมื่อ 1 May 2011. 
  11. Schorr, Danel L. (16 April 1949). "Dutch queen guides nations through crises, eyes first anniversary". The Christian Science Monitor. สืบค้นเมื่อ 3 May 2011. (subscription required (help)). 
  12. Romanko, J.R. (19 March 2006). "Datebook". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 1 May 2011. 
  13. 13.0 13.1 13.2 13.3 13.4 Thompson, Nick (25 April 2011). "Queen's Day: Go Dutch for an alternative royal celebration". CNN. http://edition.cnn.com/2011/WORLD/europe/04/22/netherlands.queens.day/?hpt=C2. เรียกข้อมูลเมื่อ 1 May 2011. 
  14. "Queen's Day". Expat Centre–Leiden. 13 April 2011. http://www.expatcentreleiden.nl/news/news_item/t/queen_s_day. เรียกข้อมูลเมื่อ 1 May 2011. 
  15. Raines, Howell (2 May 1988). "3 British servicemen are killed In I.R.A. attacks in Netherlands". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 3 May 2011. 
  16. Corder, Mike (1 May 1996). "Netherlands celebrates Queen Mother's birthday with national garage sale". AP via Lewiston Herald-Journal. สืบค้นเมื่อ 3 May 2011. 
  17. 17.0 17.1 "Bijwoning viering Koninginnedag sinds 1981" (ในภาษาnl). Rijksvoorlichtingsdienst (Netherlands government). http://www.koninklijkhuis.nl/encyclopedie/monarchie/koninginnedag/. เรียกข้อมูลเมื่อ 30 April 2012.  .
  18. 18.0 18.1 "Car crash into Dutch Queen parade". BBC. 30 April 2009. สืบค้นเมื่อ 1 May 2011. 
  19. 19.0 19.1 19.2 "The Netherlands celebrates Queen's Day, royals in Limburg". dutchnews.nl. 30 April 2011. http://www.dutchnews.nl/news/archives/2011/04/the_netherlands_celebrates_que.php. เรียกข้อมูลเมื่อ 1 May 2011. 
  20. "Dutch Queen announces Abdication". Guardian. 28 January 2012. http://www.guardian.co.uk/world/2013/jan/28/queen-beatrix-netherlands-abdicates. เรียกข้อมูลเมื่อ 28 January 2013. 
  21. (ดัตช์) Anouk Eigenraam, Koninginnedag wordt Koningsdag en is voortaan op 27 april, NRC Handelsblad, 2013. Retrieved on 2013-01-29.
  22. "Koningsdag vanaf 2014 op 27 april" (ในภาษาDutch). Rijksvoorlichtingsdienst. 28 January 2013. https://www.koninklijkhuis.nl/onderwerpen/koningsdag/nieuws/2013/01/28/koningsdag-vanaf-2014-op-27-april. 
  23. "Koningsdag 2015 in Dordrecht" (ในภาษาDutch). Rijksvoorlichtingsdienst. 11 October 2014. https://www.koninklijkhuis.nl/onderwerpen/koningsdag/nieuws/2014/10/11/koningsdag-2015-in-dordrecht. 
  24. "Koningsdag 2016 in Zwolle" (ในภาษาDutch). Rijksvoorlichtingsdienst. 12 October 2015. https://www.koninklijkhuis.nl/onderwerpen/koningsdag/nieuws/2015/10/12/koningsdag-2016-in-zwolle. 
  25. "Koningsdag 2017 in Tilburg" (ในภาษาDutch). Rijksvoorlichtingsdienst. 2 September 2016. https://www.koninklijkhuis.nl/onderwerpen/koningsdag/nieuws/2016/09/02/koningsdag-2017-in-tilburg. 
  26. "Koningsdag 2018 in Groningen" (ในภาษาDutch). Rijksvoorlichtingsdienst. 14 September 2017. https://www.koninklijkhuis.nl/onderwerpen/koningsdag/nieuws/2017/09/14/koningsdag-2018-in-groningen. 
  27. "The Queen's official birthday (Koninginnedag)". The Royal Family. Rijksvoorlichtingsdienst (Netherlands government). http://www.koninklijkhuis.nl/globale-paginas/taalrubrieken/english/monarchy/the-queens-official-birthday-(koninginnedag)/. เรียกข้อมูลเมื่อ 30 April 2012. 
  28. "Woerden: Oranjecomité zoekt sponsors" (ในภาษาnl). RPLFM Woerden. 29 April 2011. http://www.rplfm.nl/index.php?option=com_content&view=article&id=123&Itemid=72?limit_start=0&pid=10952. เรียกข้อมูลเมื่อ 5 May 2011. .
  29. Chack, Erin (5 April 2011). "Queen's Day Amsterdam 2011 guide". TNT Magazine. สืบค้นเมื่อ 1 May 2011. 
  30. 30.0 30.1 "Nederlanders rekenen op 290 miljoen op vrijmarkt" (ในภาษาnl). ING Group. 29 April 2011. http://www.ing.nl/nieuws/nieuws_en_persberichten/2011/04/nederlanders_rekenen_op_290_miljoen_op_vrijmarkt.aspx. เรียกข้อมูลเมื่อ 30 April 2012. 
  31. "National yard sale honors Dutch queen". AP via The Southeast Missourian. 1 May 1997. สืบค้นเมื่อ 3 May 2011. 
  32. "Free market on Queen's Day". amsterdam.info. http://www.amsterdam.info/queensday/market/. เรียกข้อมูลเมื่อ 1 May 2011. 
  33. "Transportation during the Queen's Day". amsterdam.info. http://www.amsterdam.info/queensday/transportation/. เรียกข้อมูลเมื่อ 1 May 2011. 
  34. "Queen's Day in Amsterdam". amsterdam.info. http://www.amsterdam.info/queensday. เรียกข้อมูลเมื่อ 1 May 2011. 
  35. "Amsterdam says new approach to Queen’s Day successful". dutchamsterdam.nl. http://www.dutchamsterdam.nl/2310-amsterdam-says-new-approach-to-queens-day-successful. เรียกข้อมูลเมื่อ 26 April 2013. 
  36. "Tradition of Queen's Day in Holland". amsterdam.info. http://www.amsterdam.info/queensday/tradition/. เรียกข้อมูลเมื่อ 1 May 2011. 
  37. Thompson, Nick (25 April 2011). "Queen's Day: Go Dutch for an alternative royal celebration - CNN.com". CNN. สืบค้นเมื่อ 29 April 2015. 
  38. "Dutch Queen's Day honours list". Radio Netherlands Worldwide. 29 April 2011. สืบค้นเมื่อ 1 May 2011. 
  39. "Dia di Rincon populairder dan Koninginnedag op Bonaire" (ในภาษาnl). Radio Netherlands Worldwide (Caribbean). 2 May 2011. http://www.rnw.nl/caribiana/article/dia-di-rincon-populairder-dan-koninginnedag-op-bonaire. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 May 2011. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]