แอรอน แรมซีย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แอรอน แรมซีย์
Aaron2014.jpg
แอรอน แรมซีย์ กับถ้วยเอฟเอคัพ 2014
ข้อมูลส่วนบุคคล
ชื่อเต็ม แอรอน เจมส์ แรมซีย์
(Arron James Ramsey)[1]
วันเกิด 26 ธันวาคม ค.ศ. 1990 (26 ปี)
สถานที่เกิด แคร์ฟิลลี, เวลส์, สหราชอาณาจักร
ส่วนสูง 1.82 เมตร (6.0 ฟุต)[2]
ตำแหน่ง กองกลาง
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
อาร์เซนอล
หมายเลข 8
สโมสรเยาวชน
1999–2006 คาร์ดิฟฟ์ซิตี
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2006–2008 คาร์ดิฟฟ์ซิตี 16 (1)
2008– อาร์เซนอล 187 (28)
2010–2011 นอตทิงแฮมฟอเรสต์ (ยืมตัว) 5 (0)
2011 คาร์ดิฟฟ์ซิตี (ยืมตัว) 6 (1)
ทีมชาติ
2005–2008 เวลส์ ชุดยู 17 15 (2)
2007–2009 เวลส์ ชุดยู 21 12 (2)
2008– เวลส์ 44 (11)
2012 บริเตนใหญ่ 5 (1)

* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2016 (UTC)
† ลงเล่น (ประตู)

‡ นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมชาติ
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2013 (UTC)

แอรอน แรมซีย์ (อังกฤษ: Aaron Ramsey) มีชื่อเต็มว่า แอรอน เจมส์ แรมซีย์ (Aaron James Ramsey) เกิดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1990 เป็นนักฟุตบอลชาวเวลส์ เล่นตำแหน่งกองกลาง ปัจจุบันเล่นให้กับอาร์เซนอล และทีมชาติเวลส์

แรมซีย์เล่นกับคาร์ดิฟฟ์ซิตีตั้งแต่เรียนอยู่ที่โรงเรียน โดยอยู่ในทีมฟุตบอลเยาวชน 8 ปีก่อนที่จะลงแข่งในทีมรุ่นใหญ่ 16 ครั้ง แรมซีย์ย้ายมาอยู่กับอาร์เซนอลในปี ค.ศ. 2008 หลังจากนั้นก็ต้องหยุดชะงักไปเมื่อขาหักจากในนัดที่แข่งกับสโตกซิตี โดยไรอัน ชอว์ครอส ได้ทำแรมซีย์ขาหักในฤดูกาลปี ค.ศ. 2010 หลังจากแรมซีย์พักฟื้นและได้เล่นในทีมสำรองของอาร์เซนอล จากนั้นแรมซีย์ได้ถูกยืมตัวไปยังนอตทิงแฮมฟอเรสต์ จนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2011 และถูกยืมตัวไปเล่นให้กับสโมสรแรก คือ คาร์ดิฟฟ์ซิตี จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 ก่อนที่จะย้ายกลับมาอาร์เซนอลอีกครั้ง

ในฤดูกาล 2013-14 แรมซีย์กลับมาเล่นได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง ยิงต่อเนื่องถึง 13 ประตู ใน 19 นัดหลังสุด และในนัดที่เจอคาร์ดิฟฟ์ แรมซีย์ยิงอีก 2 ประตู แต่ให้เกียรติทีมเก่าโดยไม่แสดงอาการดีใจหลังจากการทำประตู โดยในฤดูกาลนี้ถือว่าแรมซีย์เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของอาร์เซนอลก็ว่าได้ [3]

จากนั้นในช่วงเปิดกล่องของขวัญ แรมซีย์ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ต้องหยุดพักยาวนานกว่า 3 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทีมเป็นอย่างมาก จนกลับมาสู่ทีมในฐานะตัวสำรองได้อีกครั้งในนัดที่อาร์เซนอลไปเยือนเอฟเวอร์ตัน และเป็นฝ่ายแพ้ไป 0-3 [4]และได้ลงเป็นตัวจริงในเอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศ ที่อาร์เซนอลเป็นฝ่ายเอาชนะจุดโทษ วีแกน ซึ่งเป็นแชมป์เก่าไป 2-4 โดยในเกม 120 นาทีทั้งคู่เสมอกัน 1-1 โดยแรมซีย์ถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงเวลาพิเศษนาทีที่ 113 และเป็นคิม คัลสตอร์ม ที่ถูกเปลี่ยนตัวมาแทนที่ [5]

ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ กับ ฮัลล์ซิตี แรมซีย์เป็นผู้ยิงประตูให้กับอาร์เซนอลในนาทีที่ 109 ซึ่งเป็นช่วงเวลาพิเศษ หลังจากที่ทั้งคู่เสมอกัน 2-2 ทำให้อาร์เซนอลเป็นฝ่ายชนะไป 3-2 และยังถูกยกให้เป็นแมนออฟเดอะแมตช์ ทำให้อาร์เซนอลได้แชมป์เอฟเอคัพไปเป็นสมัยที่ 11 นับว่ามากที่สุดเทียบเท่าแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และถือว่าแชมป์รายการแรกของสโมสรด้วยในรอบ 9 ปี [6]

ในระดับทีมชาติ ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เวลส์ผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้าย และนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 60 ปีผ่านเข้ามาเล่นในรายการฟุตบอลระดับโลกรอบสุดท้ายเช่นนี้ เวลส์แม้จะเป็นเพียงทีมที่ถูกมองว่าเป็นรองหลาย ๆ ทีม แต่กลับสร้างผลงานได้อย่างดีเยี่ยม จนกระทั่งผ่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศ โดยเฉพาะการเล่นของแรมซีย์ที่ได้รับคำชมว่าเล่นได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งจ่ายและยิงประตูเอง แม้ว่าในรอบรองชนะเลิศแรมซีย์จะไม่สามารถลงเล่นได้ก็ตามเพราะติดโทษห้ามลงแข่งขันจากการได้ใบเหลืองจากรอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อนหน้านั้น[7]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Premier League Clubs submit Squad Lists" (PDF). The Football Association. 2 February 2012. สืบค้นเมื่อ 12 February 2012. 
  2. "Player Profile: Aaron Ramsey". Sky Sports. สืบค้นเมื่อ 31 January 2012. 
  3. "บิลิชยกแรมซี่ย์ตัวอันตรายของปืนใหญ่". สยามสปอร์ต. 18 August 2014. 
  4. "Everton 3-0 Arsenal". BBC. 6 April 2014. สืบค้นเมื่อ 13 April 2014. 
  5. "Wigan 1-1 Arsenal". BBC. 12 April 2014. 
  6. Report "Aaron Ramsey steers Arsenal to victory in epic FA Cup Final". fifa. 19 May 2014. 
  7. หน้า 21 ต่อจากหน้า 1, กล้าที่จะฝัน โดย โต้ บ้านแหลม. "ลุ้นแชมป์ยูโร 2016". ไทยรัฐปีที่ 67 ฉบับที่ 21349: วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 แรม 15 ค่ำ เดือน 7 ปีวอก

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]